นครพิงค์ มิ่งเชียงใหม่
แต่เช้าตรู่ลืมตามองหาแว่น
จำได้แม่นวางไว้ข้างกายฉัน
หยิบสวมมับกระฉับกระเฉงเพลงรำพัน
ช่างเป็นวันศุภฤกษ์เบิกโลกา
คิดคำนึงใครหนอมารับเรา
จะได้ mouth ประเดิมเจิมเกษา
ยุรยาตรออกจากห้องจ้องมองฟ้า
สุดลูกตา มหานทีที่หน้าระเบียง
พี่วิรัชช่างกรุณาเสาะหาที่
Green Lake นี้สุดวิจิตรสนิทเสียง
หมู่วิหคผกผินยินสำเนียง
ดั่งอยู่เวียงเยี่ยงราชามาสำราญ
วันนี้แต่งร่างทรงองค์เวียงเหนือ
ทั้งสวมเสื้อผ้าฝ้ายถักทอประสาน
ที่คุณเม กรุณาครั้งเดือนวาน
ใจฮึกหาญหยิบโน้ตบุ้ครุด lobby
เอ๊ะ นั่นใครคุ้นๆไม่จุ้นจ้าน
ดูงานการสงบสง่าเป็นราศี
ใช่อื่นไกลพี่ชวนพิศของเรานี้
ยืนอยู่ที่ counter หน้าโรงแรม
สวัสดี สวีดัด ครับพี่ยักษ์
เข้าทายทักดีใจดั่งลิงแสม (กลอนพาไปครับ!!)
นึกอยู่แล้วว่าท่านพี่ต้องมา jam
เป็นกับแกล้มมิอาจขาดงานสำคัญ
ได้เริ่มต้นสนทนาพา dialogue
เพื่อลงล้อคเวลาพาสังสันทน์
คุยไปเรื่อยเจื้อยเวลาสารพัน
อ้าว! ตัวฉัน เก้าโมงแล้ว ต้องไคลคลา
เอาล่ะครับ นิราศเฉพาะตอนเดินทางก็แล้วกัน ขืนนิราศหมด จนปีหน้าไม่รู้จะได้ไปแพร่รึยัง
มัวแต่คุยกับพี่ยักษ์จนลืมเวลา นึกขึ้นมาได้เกือบเก้าโมงก็รีบบึ่งรถ (ตู้) ไปยัง รพ.นครพิงค์ทันที เข้าห้องประชุมก็เห็นประชากรล้นหลามเต็มห้อง เจอพีวิรัช (แอบกระซิบ กรุณาอย่าเกิน 11.30 น. ตอนภาคเช้า เพราะเราจะใช้พื้นที่ห้องประชุมเป็นห้องอาหารด้วย ถือเป็นมารยาทไม่ดีที่จะทำให้ host ต้องหิวข้าวตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า ผมรีบพยักหน้าเข้าใจ) เดินขึ้นไปบนเวที ขอสายเสียงมาเสียบ สาย powerpoint projector มาเสียบ ภาวนาโพวาอยู่ในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลสมาธิ สติ ในการพูดในครั้งนี้ (ไม่ก็ขอให้ตายอย่างสงบ อย่างใดอย่างหนึ่ง)
ค่อยๆควักอุปกรณ์ต่างๆออกมา (จากกระเป๋าโน้ตบุ้คครับ ไม่ต้องทำหน้าหวาดเสียว) หยิบระฆังที่อาจารย์มยุรีอุตส่าห์ซื้อมาฝากจากแคชเมียร์ พร้อมดุ้นไม้ตี (ที่เรียกดุ้น เพราะมันเป็นดุ้นจริงๆครับ จะเรียกแท่ง เรียกอย่างอื่น ไม่สามารถ) วันนี้จะประเดิมระฆังอันนี้ มีเวลาเช้าและบ่ายเต็มๆ คนกว่าหรือเกือบร้อยคน จะทำไงดีหว่า อย่ากระนั้นเลย เราเอาแบบผสมผสาน ปนเป old school versus new school เป็นบรรยาย ผสมแสงสีเสียง ผสม interactive (เล็กน้อย) ดีกว่า
เก๊งงงงงงงง!!!!
อืม... ใช้ได้แฮะ เสียงกังวาลเข้าไปใน semi-circulatory canal ดีเหมือนกัน เริ่มต้นด้วย Anahatta จากอัลบัม Infinity (ตามธรรมเนียม) สังเกตดูจากสีหน้าของผู้เข้าร่วมหลายคน ดูจะคุ้นเพลงนี้ดี พี่วิรัชและพี่กิจจา คงจะมาครอบครูไว้หลายรอบแล้วเป็นแน่
เริ่มถามจาก
Why doctor? Why nurse?
ที่คุณๆมานั่งอยู่ตรงนี้ ณ ที่นี้ รวมทั้งคุณทันตะ คุณเภสัชด้วย (ไม่ต้องทำท่าโล่งใจ เพราะไม่ถูกถาม)
อะไรคือ "ความหมาย" ที่พวกคุณทำงานอยู่ทุกวันนี้?
นึกๆดูก็แปลกดี อาชีพนี้ ใครๆมักจะบอกว่ามีอภิสิทธิ์ มี privilege คุณๆว่ามีไหม?
มีค่ะ ไม่มีค่ะ มีครับ ไม่มีครับ
อืม... ผมคิดว่าคงจะมีไม่กี่อาชีพที่ คุณสามารถถามคำถามที่ offend หรือจาบจ้วงได้สุดๆ แต่ไม่ยักถูกตบหน้าหันกลับมา เช่น
"คุณมีแฟน หรือแต่งงานรึยังครับ?"
"ยังค่ะ"
"แล้วในช่วงอาทิตย์ที่แล้ว มีเพศสัมพันธ์กับใครบ้างไหมครับ?"
"........."
ถ้าเป็นบทสนทนาในวงปาร์ตี้ คนถูกถามก็คงจะถูกอะไรสักอย่างนึง แต่ถ้าชุดคำถามนี้ ถูกถามในคลินิก การสนทนาก็ยังคงดำเนินต่อไป
"ไม่มีค่ะ" หรือ
"มีค่ะ"
"ใช้ถุงยาง หรือการป้องกันอะไรไหมครับ?"
จะเห็นว่าคำถามที่พวกหมอ พวกพยาบาลถามนั้น คนธรรมดาๆเขาไม่ถามกัน เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ทำไม เวลาเราถาม จึงถามได้ และแถมมักจะได้คำตอบที่เป็นความจริงเสียด้วย?
หรือจะมีสักกี่อาชีพที่เมื่อสุภาพสตรีเดินเข้ามาพบเป็นครั้งแรก คุยกันไม่กี่นาที ก็บอกเธอว่า
"ขอเชิญขึ้นไปนอนบนเตียงนะครับ กรุณาถอดเสื้อผ้าออกให้หมด สวมเสื้อคลุมตัวนั้น เดียวผมจะตามไปครับ"
แถมเมื่อเสร็จสรรพ บางทีสุภาพสตรีท่านนั้นยังให้เงินเรามาอีกด้วย!!!
เพราะอะไร?
เพราะเขาและเธอ กำลัง "วางเดิมพัน" ว่า ถ้าหากเขาและเธอให้ความร่วมมือ ในการตอบคำถามเหล่านี้ ในการตรวจร่างกายทุกอย่าง ในการยอมถูกเจาะเลือด สวนทวาร จิ้ม ทิ่ม แทง ด้วยของมีคมบ้าง ของทื่อๆบ้าง ตามส่วนต่างๆของร่างกายแล้ว เราจะ "ใช้ข้อมูลเหล่านี้" มาประกอบในการ วินิฉัย และ "ทำให้เขาพ้นทุกข์ได้" |
สิ่งเหล่านี้เป็น privilege ที่จำเป็น เป็นอภิสิทธิ์ที่จำเป็น เพราะถ้าไม่มีแล้ว เราก็จะให้การวินิจฉัยไม่ถูก ให้การรักษาไม่ได้ ก็ช่วยเขาไม่ได้
ดังนั้น
ความไว้เนื้อเชื่อใจ
จึงเป็นความจำเป็น และเป็นที่ต้องการให้เกิดอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพนี้
เครื่องมือที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ดีที่สุด ก็คือ ธรรมะข้อหนึ่ง ที่เป็นหัวใจของการแพทย์ การพยาบาล มาแต่ไหนแต่ไรก็คือ
ALTRUSIM หรือ primacy of welfare of the patient หรือ อตฺตานํ อุปมํ กเร การเอาใจเขามาใส่ใจเรา และการเห็นประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง นั่นเอง |
ตรงนี้เป็น หัวใจของการเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล และก็เป็น หัวใจของการทำ palliative care ด้วยเช่นกัน
เพราะเมื่อถึงเวลา End of Life แล้วนั้น ไม่มี glory ของหมอ ของพยาบาล ไม่มีเรื่องฝีไม้ลายมือของใคร ไม่มีชนะแพ้ มีแต่ความเมตตากรุณาถึงที่สุด เท่านั้น ที่เป็นที่ต้องการของการดูแล สิ่งนี้จะนำมาซึ่งการดูแลแบบองค์รวม แบบครบถ้วนทุกมิติ
เป็นการดูแลที่ดึงเอามิติแห่งความเป็นมนุษย์ ที่เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก มีความทุกข์ทรมานแล้ว เกิดคำถาม แล้วเราควรจะทำอย่างไร? แล้วเขาอยากจะได้อะไร?
วิธีที่จะตอบคำถามที่ดูเหมือนจะยากเหล่านี้ เราอาจจะลองเริ่มถามตัวเองดูว่า ถ้าเป็นเราเองที่เจ็บป่วย เราอยากจะได้อะไร ใครบ้างที่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ?
ถ้าปรากฏว่า หาคนที่เข้าใจเราถ่องแท้ยากมาก การที่จะได้สิ่งที่เราพึงปราถนาในวาระแบบนี้นั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งพากฏเกณฑ์ มาตรฐาน หรือ guideline ของใครๆ ยกเว้น ของเราเอง หรือ ของผู้ป่วยเอง จึงจะเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
ระหว่างบรรยาย ก็แอบเห็น อ.ประสาทค่อยๆเยื้องกายเข้ามาในห้องมุมนึง รีบสวัสดี อ้า ฮ่า คนคุ้มครองเราไปแพร่มาถึงแล้ว ชำเลืองไปอีกมุมนึง ก็เห็นท่านแอ๊ด เข้ามานั่งคู่กับใครนั่น อ๋อ..... ท่านเจไดวฆ นั่นเอง หัวร่อต่อกระซิกกันคิกคัก ชี้นิ้วมาที่ดุ้นของผม เอ๊ย ดุ้นไม้ตีระฆังของผม ซุบซิบนินทากันต้อหน้าต่อตา เดี๋ยวก็ส่งดุ้นลอยไปทักทายซะเลยนี่
แล้วผมก็เข้า recess บอกกับกลุ่มว่า เดี๋ยวตอนบ่าย เราจะมาเล่าเรื่องที่ ม.อ. เราทำกันอย่างไรต่อ
กินข้าวกันดีกว่านะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
ดิฉันอ่านไป และยิ้มมากๆค่ะ เล่าเรื่องเก่งมากค่ะ ปกติแล้วแพทย์ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเท่าใดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ติดตาม มาดู มาฟัง มายิ้มด้วย
ได้ข่าว ว่าtrip นี้ อาจารย์ แวะเชียงราย
ได้ข่าวตอน อาจารย์ไปแล้ว ต้องมาตามในบล็อกค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอPhoenix
อ่านแล้วอมยิ้มและได้ความรู้เช่นเคยค่ะ เลยขอฝากร่องรอยว่ามาอ่านแล้วไว้ จะติดตามต่อนะคะ
ขอบคุณค่ะ
คุณ sasinanda
ครับ
ขอบพระคุณครับ จริงๆแพทย์มีอารมณ์ขันเยอะนะครับ แต่พอพบว่ามีอารมณ์ขันมากๆ ก็เลยเลิกเป็นหมอไปก็มาก
ที่เหลือก็เลย.....
คุณหมอหน่อย
ครับ
ขอบพระคุณที่ติดตามครับ ไม่ทราบเราจะได้เจอกันที่เชียงราย (very soon) เร็วๆนี้รึเปล่านะครับ
คุณกมลวัลย์
ครับ
ขอบคุณครับ สำหรับรายการนี้ ต้องการลูกเชียร์เยอะๆหน่อยครับ ถูกแรงกดดันให้เขียนเป็นนิราศ (ใจร้ายจัง ฮือๆ)
สุดยอดๆๆๆๆๆๆๆ
แต่อย่าทิ้งช่วงนะ ขาดตอนนอนไม่หลับ ๕๕๕
อ่านบันทึกนี้มีมุขสนุกสนาน
จิตเบิกบานได้รู้เหมือนอยู่เห็น
น่าติดตามอ่านของท่านทุกประเด็น
สมกับเป็นผู้รู้อยู่วงการ
ขอบคุณครับ
อ่านแล้วหัวใจยิ้มได้ ขอบคุณค่ะ