วจีกรรมต่อพระ ตอนที่ 1
มุสาวาทพูดเท็จสมณะ คือผู้สงบ เป็นผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร สละเรือนออกบวช อยู่ในฐานะปูชนียบุคคลคือผู้ที่ควรแก่การกราบไหว้ ควรแก่เครื่องสักการบูชาและเป็นเนื้อนาบุญของโลกถ้าเราปฏิบัติดีต่อท่านด้วยกาย วาจา ใจ ผลดีก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราแต่ถ้าปฏิบัติผิดก็จะมีวิบากกรรมที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ผู้คนมักจะเผลอสร้างบาปด้วยวจีกรรมในลักษณะต่างๆ เช่น ใส่ร้าย เสนอข่าวบิดเบือนหรือแม้กระทั่งด่าว่าพระภิกษุสงฆ์
เราลองมาศึกษาอกุศลกรรมทางวาจา คือคำพูดที่ก่อให้เกิดบาปแก่ตนเฉพาะที่เป็นมุสาวาทว่ามีองค์ประกอบด้วยกัน 4 ประการดังนี้
1.เรื่องที่จะนำเสนอนั้นเป็นเรื่องไม่จริง
2.มีจิตคิดจะพูดเท็จ
3.พูดเท็จ หรือแม้จะแสดงอาการทางกาย เช่นสั่นศีรษะ หรือพยักหน้าทำให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย
4.ผู้อื่นเชื่อตามเนื้อหาอันเป็นเท็จนั้นหากครบองค์ทั้ง 4 ก็เป็นอันว่าผิดศีลข้อมุสาวาทถ้าหากไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่หลงเชื่อแต่อย่างใด ก็เป็นเพียงมุสาวาทแต่ไม่สำเร็จเป็นอกุศลกรรมบถ คือไม่นำผู้พูดหรือผู้กระทำให้ต้องไปสู่อบายถ้าหากครบองค์ 4 ด้วย และทำความเสียหายให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อด้วย ก็สำเร็จเป็นมุสาวาทและเป็นทั้งอกุศลกรรม ที่สามารถนำไปสู่อบายได้ด้วย
มุสาวาทที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนั้น ถ้าผู้ฟัง ฟังแล้วเชื่อตามหากก่อให้เกิดความเสียหายน้อย มุสาวาทนั้นก็มีโทษน้อย ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายมากมุสาวาทนั้นก็มีโทษมากและก็อยู่ที่ความเพียรในการพูดเท็จด้วยคือถ้าหากใช้ความเพียรในการพูดเท็จมาก ก็มีโทษมากใช้ความเพียรในการพูดเท็จน้อยก็มีโทษน้อยความเพียรในการพูดเท็จนั้นมี 4 อย่าง คือ
1.พยายามพูดเท็จด้วยตนเองซึ่งเป็นการพูดเท็จโดยส่วนใหญ่
2.ใช้ให้คนอื่นพูดเท็จ
3.เขียนเรื่องไม่จริงแล้วแจกจ่ายไปให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดหรือส่งเป็นจดหมาย กระทั่งส่งให้เขาโฆษณาทางวิทยุ
4.เขียนเรื่องที่ไม่จริงแล้วปิดประกาศไว้หรือจารึกไว้หรือพิมพ์เป็นหนังสือขึ้นหรืออัดเสียงไว้ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับในอดีตกาล มักจะเริ่มต้นจากบุคคลที่เสียประโยชน์แล้วก็สร้างเรื่องราวที่เป็นเท็จเพื่อหวังผลที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความเสียหายเช่นเรื่องนางจิญจมาณวิกา ใส่ร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา----
คราวหนึ่งนางจิญจมาณวิกาได้ร่วมกันวางแผนชั่วกับพวกนักบวชต่างศาสนาโดยนางแกล้งเดินเข้าเดินออกใกล้กุฏิที่พักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนทั้งหลายเข้าผิดใจว่า ตนได้ร่วมหลับนอนกับพระพุทธองค์
เมื่อเวลาผ่านไป ๓-๔ เดือน ก็เอาผ้าพันท่อนไม้ผูกไว้ที่ท้องใส่เสื้อผ้าคลุมไว้แสดงอาการว่า ตนเองได้ตั้งท้องกับพระบรมศาสดาทำให้ปุถุชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คงจะเป็นจริงอย่างนั้นและเกิดวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้างขวาง
เมื่อผ่านไป ๘-๙ เดือนนางจิญจมาณวิกาก็เปลี่ยนไม้ใหม่ให้ท้องดูใหญ่ขึ้น ใส่ชุดคลุมปิดทับเอาไว้ทำอาการเหมือนหญิงมีครรภ์แก่ใกล้คลอดมายืนพูดใส่ร้ายพระองค์ท่ามกลางธรรมศาลาว่า“พระองค์มัวแต่แสดงธรรม ไม่ดูแลครรภ์ของหม่อมฉันเลยจะให้หม่อมฉันคลอดที่ไหน”พระบรมศาสดาทรงหยุดพักการแสดงธรรมในทันที แล้วได้ตรัสว่า“น้องหญิงคำที่เธอกล่าวจะเป็นความจริงหรือไม่ เราและเธอเท่านั้นย่อมรู้”นางจิญจมาณวิกาก็รับคำทันทีว่า“ใช่แล้ว มหาสมณะ เรื่องนั้นได้เกิดขึ้นแล้วพระองค์และหม่อมฉันก็รู้แล้ว”พลางก็เต้นแร้งเต้นกาด่าว่าพระพุทธองค์ จนเป็นเหตุให้เชือกที่รัดท้องขาดไม้ที่นางผูกเอาไว้ที่ท้องจึงตกลงกระทบเท้าทั้งสองของนางจนเท้าแตกมหาชนเห็นความจริงเป็นดังนั้น จึงพากันถ่มน้ำลายลงบนศีรษะฉุดลากนางออกจากวัดพระเชตวัน เมื่อพ้นจากสายพระเนตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่นดินก็แยกออกดูดนางลงไปสู่อเวจีมหานรกถูกไฟเผาไหม้ตลอดกาลนานจนถึงทุกวันนี้----
หรือเรื่องราวของนางสุนทรีที่รับปากกับพวกนักบวชเดียรถีย์ได้มาทำลายเกียรติคุณของพระบรมศาสดาโดยนางทำทีเป็นเข้าไปนอนค้างในวัดพระเชตวัน แต่พอรุ่งเช้าชาวเมืองพากันเข้าวัด เธอก็แกล้งเดินสวนทางออกมา เมื่อถูกถามเธอก็บอกว่า“ได้นอนร่วมกับพระบรมศาสดา”จึงเกิดข่าวลือไปทั่วพระนครว่า“นางสุนทรีได้ร่วมหลับนอนกับพระสมณโคดม” จากนั้นพวกเดียรถีย์ก็ว่าจ้างพวกขี้เมาให้ฆ่านางสุนทรีให้ซ่อนศพของนางไว้ในกองขยะดอกไม้ไม่ไกลจากพระคันธกุฎีวัน
รุ่งขึ้น พวกเดียรถีย์ก็ปล่อยข่าวว่า นางสุนทรีหายตัวไปแล้วแกล้งออกตามหา ก็ได้พบศพของนางที่พวกตนสั่งฆ่าซ่อนไว้ในกองขยะดอกไม้จึงให้ยกศพขึ้นวางบนเตียง ทูลแด่พระราชาว่า“พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรี ด้วยคิดว่าจะปกปิดความชั่วที่พระศาสดาทำ”พระราชาทรงเชื่อตามนั้นจึงได้รับสั่งให้นำศพนางสุนทรีไปไว้ที่ป่าช้าผีดิบก่อนแล้วให้ป่าวประกาศข่าวการตายของนางให้ทั่วพระนครแต่พวกเดียรถีย์กลับสั่งให้เหล่าสาวกของตนหามเตียงที่มีศพนางสุนทรีแห่ประกาศยกความผิดให้พระบรมศาสดาและพระสาวกไปทั่วเมือง
พวกคนหูเบาทั้งหลายจึงเกิดความเข้าใจผิด เชื่อว่าเป็นจริงอย่างนั้นพากันด่าประณามพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ไปจนทั่วพระนครพระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นจึงตรัสสั่งพวกภิกษุให้ตอบมหาชนไปว่า“คนผู้ด่าผู้อื่นด้วยคำที่ไม่เป็นจริง ย่อมไปสู่นรก ส่วนพวกคนที่ทำแล้วพูดว่าไม่ได้ทำก็จะไปสู่นรกเช่นเดียวกัน”พระราชาทรงทราบเรื่องที่พวกพระภิกษุกล่าวโต้ตอบ ก็ทรงแคลงพระทัยจึงรับสั่งให้พวกจารบุรุษออกสืบดูให้รู้ความจริงว่าใครเป็นคนฆ่ากันแน่พวกจารบุรุษได้ยินพวกนักเลงสุราที่ฆ่านางสุนทรีเมื่อเมาแล้วพากันคุยโม้อวดเก็งว่าตนเป็นคนฆ่าเอง ตนเป็นคนตีก่อนจึงจับพวกขี้เมามัดนำตัวไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ
พระราชาครั้นทรงทราบความจริงทั้งหมดว่าเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมาล้วนเป็นความคิดวางแผนของพวกเดียรถีย์ทั้งสิ้นจึงรับสั่งให้ประหารพวกเดียรถีย์ที่เป็นต้นคิดและพวกนักเลงสุราเหล่านั้นทั้งหมดบุคคลจำพวกเดียวกันนี้ แม้ในปัจจุบันก็มีอยู่จำนวนมากเมื่อพวกเขาละจากโลกไปแล้ว ก็จะต้องไปสู่อบาย โดยเริ่มต้นจากต้องไปมหานรกก่อนจะได้รับทุกข์ทรมานอย่างหนักคือจะมีนายนิรยบาลที่มีลิ้นยาวออกจากปากมีลักษณะเหมือนใบมีดคมกริบในมือก็ถือตะบองหนาม มืออีกข้างก็ถือลูกตุ้มเหล็กแล้วใช้ลิ้นที่เป็นดาบมาเฉือนเนื้อหนังชั้นนอกของสัตว์นรกออกแล้วใช้กระบองหนามและลูกตุ้มหนามทุบตีไปบนร่างกายของสัตว์นรก
จากนั้นก็จะใช้ถังตักน้ำคูถกรด มาสาดใส่ร่างของสัตว์นรกให้ได้รับความทุกข์ทรมานจนตาย เป็นเช่นนี้อยู่ยาวนานเมื่อหมดกรรมไปอยู่อุสสุทนรก ก็ต้องไปแหวกว่ายอยู่ในทะเลน้ำคูถกรดได้รับทุกข์ทรมาน ตายแล้วเกิด วนเวียนอยู่อีกยาวนานเมื่อว่ายถึงอีกฝั่งก็จะมีอีกาปากเหล็ก คอยจิกร่างกายของสัตว์นรกแล้วจะถ่ายคูถกรดรดร่างของสัตว์นรกให้ได้รับความทุกข์ทรมานจนตายเกิดสลับไปมาจนหมดกรรม
เมื่อหมดกรรมจากอุสสุทนรก ก็จะไปที่ยมโลก จะถูกเจ้าหน้าที่ในยมโลกจับโยนลงไปในบ่อคูถกรดร้อน ให้แหวกว่ายอยู่ในนั้นจนหมดกรรมก็จะพยายามหนีขึ้นมาก็จะใช้หอกทิ่มแทง ได้รับทุกข์ทรมานมากถ้าตอนเป็นมนุษย์เคยพูดบิดเบือน ด่าว่าพระภิกษุเอาไว้ก็จะมีลักษณะร่างกายที่บิดเบี้ยวคดเคี้ยวไปมา ยิ่งถ้าพูดบิดเบือนมากร่างกายก็จะบิดเบี้ยวมากถ้าไปเป็นเปรตก็จะมีลักษณะประหลาดคือ แขนมาอยู่แทนขา และขาก็ไปอยู่แทนแขนหัวมาอยู่ที่ก้น ต้องคอยกินคูถที่ตนเองถ่ายออกมา เพราะกรรมที่พูดคำเท็จทำให้เรื่องราวกลับตาลปัตร กลับไปกลับมา
เมื่อหมดกรรมจากยมโลก ก็จะมาเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆเริ่มจากสัตว์ชั้นต่ำ เช่น แมลงที่อาศัยอยู่ในกองคูถหรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในถังส้วม เช่น หนอน แมลงสาบสัตว์ที่กินคูถเป็นอาหารถ้าดีขึ้นมาหน่อยก็เกิดเป็นสุนัขขี้เรื้อน หรือสัตว์ขี้เรื้อนชนิดต่างๆด้วยวิบากกรรมที่ทำให้สมณะต้องร้อนอกร้อนใจจากคำพูดของพวกเขา
แม้มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมีฟันเหยิน ฟันเกไม่งดงาม แล้วก็จะถูกเขาใส่ร้ายบิดเบือนเรื่องราวให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเป็นอยู่เช่นนี้ทำให้ชีวิตไม่มีความสุขดังนั้นจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกล่าววาจาเท็จ ว่าร้ายผู้ทรงศีลเพราะไม่คุ้มกับวิบากกรรมที่จะต้องได้รับในอบาย ควรกล่าวแต่ปิยวาจาคำที่ยกจิตชูใจจะดีกว่า ใครฟังแล้วก็สบายอกสบายใจพูดแต่เรื่องจริงเป็นประโยชน์จะทำให้โลกของเราใบนี้น่าอยู่ตลอดไป
เนื้อเรื่องจาก DMC Channel
Reference Link : http://www.dmc.tv
ก็ไม่อยากให้เราและผู้อื่นมีกรรมติดไป เพราะบางครั้งเราพูด คิด ทำ ออกไปอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็เป็นกรรมติดไปเหมือนกัน และบางทีไม่มีโอกาสขอ อโหสิกรรม คงเป็นสิ่งเตือนใจ ให้ทุกท่าน คิด พูด ทำ อย่างมีสติ (ตั้งสติ ก่อน พูด คิด ทำ ) ครับ