เมื่อมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
เข้าวันที่ 3 แล้วที่อาการปวดหัวไม่ดีขึ้นเลย จะมีอาการปวดรอบๆบริเวณขมับเหนือใบหู อาการปวดอย่างต่อเนื่องไม่มีเวลาพักแม้แต่เวลานอนหลับก็ยังฝันว่า ปวดหัวอยู่เลยวันนี้มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ ก็นอนพักทั้งวันอาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไป ร.พ. ระหว่างทางต้องจอดรถลงไปอาเจียนเพราะคลื่นไส้มากๆ หมอตรวจอาการเบื้องต้น ก็บอกว่าเดี๋ยวจะจัดยาให้ไปกินที่บ้าน 2-3 วันถ้าไม่หายแล้วค่อยกลับมาหาหมออีกที ก็เลยบอกหมอว่าอยู่ที่บ้านไม่มีคนดูแล หมอจึงให้ admis คืนแรกที่ ร.พ. นอนหลับๆตื่นๆ ฝันว่าต้องผ่าตัดสมอง เนื่องจากมีเนื้องอก พยาบาลเข้ามาวัดไข้ทุก 2 ชั่วโมง ทำให้ความฝันขาดเป็นช่วงๆไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าที่ควร

เช้าวันรุ่งขึ้นคุณหมอเข้ามาตรวจอีกครั้งมีการเจาะเลือดไปตรวจ วันนี้ทั้งวันอาการดีขึ้นไม่ค่อยปวดตอนที่ยาแก้ปวดยังออกฤทธิ์ 4 ชั่วโมงหลังจากยาหมดฤทธิ์ อาการปวดก็กลับมาอีกจนต้อง ร้องขอยาเพิ่ม หมอเข้ามาพบบอกว่าผลการตรวจเลือดไม่ได้บอกอะไรเพราะไม่พบความผิดปรกติใดๆ และแจ้งว่าจะส่งต่อให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทช่วยวินิจฉัยโรคอีกที

เช้าวันที่ 3 ที่ ร.พ. คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เข้ามาตรวจ และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม กระทั่งบ่ายคุณหมอก็แจ้งว่าผลเลือดไม่มีความผิดปรกติ หมอต้องการตัดประเด็นที่เกี่ยวข้องออกทีระอย่าง โดยจะขอตรวจการติดเชื้อในสมอง โดยการเจาะเอาน้ำในไขกระดูกสันหลังไปตรวจ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับว่าเค้าเจาะกันยังงัย จนคุณพยาบาลเข้ามาถามว่ากลัวมั๊ย?? ยังไม่ทันตอบคุณพยาบาลก็บอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะเจ็บไม่มากเพราะจะฉีดยาชาให้ จนกระทั่งตกเย็นทีมหมอและพยาบาลก็เปิดประตูพลัวะกรูกันเข้ามา อย่างน่าตกใจ แล้วก็ทำการเจาะกระดูกสันหลัง คนที่เคยถูกบล๊อกหลัง เวลาผ่าตัด หรือคลอดลูกคนจะคุ้นเคยกันดีนะครับ ท่าเดียวกันเลย หลังจากเจาะเอาของเหล็วออกมาแล้วต้องนอนนิ่งๆ ห้ามลุกห้ามขยับเขยื่อนห้ามตะแครง 6- 8 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีเครื่องพันธนาการแต่อย่างใดเพียงแต่

คุณหมอบอกว่า "มีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาธ" เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ผม นอนนิ่งๆ อั้นฉี่ ทนร้อนแผ่นหลังได้ตลอด 6 ชั่วโมงโดยไม่ปริปากบ่นสักคำครับ ยอมอยู่นิ่งๆสัก 6-8 ชั่วโมง ย่อมดีกว่าต้องอยู่นิ่งๆไปตลอดชีวิต จริงมั๊ยครับ


ตกดึกคืนนั้นคุณหมอก็เข้ามาแจ้งผลการตรวจ


หมอ : "เยื้อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส"
ค่อยโล่งอกหน่อยที่คุณหมอหาสาเหตุเจอซะที


ผม : "เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างครับ"
หมอ : "เกิดได้จากสองสาเหตุครับ"
พอดีแฟนผมเดินเข้ามา
หมอ : "นี่ใช่ภรรยาคุณรึเปล่า"


ผม : "ใช่ครับ"
หมอ : "ปรกติแล้วโรคนี้จะไม่พบในคนทั่วๆไป นอกจากคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง..."
ผม : "...."
มีอาการคอแห้งกลืนน้ำลายไม่ลง


หมอ : "...."
ผม : "ชื่อคุ้นๆ....ใช่โรคเอดส์รึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ใช่...."
เงียบ.................................................!!!


ผม : "มีสาเหตุอื่นอีกรึเปล่าครับหมอ"
หมอ : "ไม่มีครับ!!!!!"
หมอ : "95เปอร์เซนต์ ของคนที่เป็นโรคนี้เกิดจากเป็นโรคเอดส์ครับ"
ผม : "...."
หมอ : "ผมจึงจะขอตรวจ HIV คุณจะยอมตรวจรึเปล่าครับ"
ผม : "เออ.......... ได้ครับ"
แล้วหมอก็เดินออกไป

เมื่อความเงียบเข้าปรกคุมอีกครั้ง ผมยังนอนนิ่งๆ จนดึกภรรยาผมก็กลับบ้าน คุณหมอก็ช่างรู้ใจว่าคืนนี้ผมต้องนอนไม่หลับแน่ๆ จึงให้พยาบาลเอายาช่วยให้นอนหลับมาให้ผมกินก่อนนอน แต่เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมนอนหลับๆตื่นๆ จนเช้า คิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่ามีความเสี่ยงอะไรที่ทำให้ผมติดเชื้อ HIV ได้ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เพราะผมไม่เคยเที่ยวผู้หญิง ไม่ใช่รักร่วมเพศ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และไม่เคยใช้เข็มฉีดยาร่ามกับใคร หรือว่า....
ตอนบริจาคเลือด...


ตอนตรวจสุขภาพประจำปี...
หรือตอนเจาะเลือดที่ ร.พ.
หรือเคยถูกใครเอาเข็มฉีดยาที่มีเชื้อ มาขีดข่วนตอนไม่รู้ตัว....
หรือเชื้อจะเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผล............โอ้ยยยยย.....คิดไม่ออก................


หลังอาหารเช้า คุณพยาบาลเอาเอกสารการยินยอมให้ตรวจเลือดหา HIV มาเข้ามาให้เซนต์ พร้อมกับเจาะเลือดด้วยเข็มอันใหม่เกาะจากซองให้เห็นๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ผมแค่มองจนพยาบาลเดินออกไป ผมต้องเป็นเอดส์ แน่ๆ หมอคงตรวจหา HIV ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่งั้นคงไม่กล้ายืนยันถึง 95 เปอร์เซนต์หรอก เช้านี้คงเป็นการตรวจอย่างเป็นทางการ เพราะต้องให้ผู้ป่วยเซนต์ชื่อยินยอมเป็นรายลักษ์อักษรก่อนแน่ๆ มันต้องใช่แน่ๆ มันเกิดเรื่องแบบนี้กับผมได้ยังงัยกัน.....


สายๆ ผมเริ่มทำใจได้คิดวิตกไปคงไม่ได้ช่วยอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้นไปกว่านี้หรอก เอาเวลาที่เหลือมาคิดวางแผนรับมือดีกว่า.....


ผมน่าจะเข้าร่วมกับองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำกิจกรรมด้านการเผยแพร่และให้ความรู้ เรื่องเอดส์ ผมน่าจะทำได้ อย่างน้อยก็เคยสัมผัสหรือผ่านๆ งานมาบ้าง เราต้องไม่ท้อแท้ ต้องร่วมเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆผู้ติดเชื้อ อย่างน้อยๆ ตอนนี้ร่างการเรายังแข็งแรงดีอยู่ น่าจะยังมีเวลาอีกนาน คงเป็นโชคชะตาให้เราเกิดมาเพื่องานนี้มั้ง......

ยิ่งตอนนี้กำลังมีข่าวว่ารัฐบาลประกาศ "มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์" จนประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นความจริงเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงยาและมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ แต่ก้ต้องยอมรับว่า วันนี้ทั่วโลกถูกกลืนกินด้วยระบบทุนนิยม เพราะฉนั้นเราต้อง ทำอะไรซักอย่าง

นั่นก็คือ

ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................ทำใจ.........................

 

บ่ายวันนั้นคุณหมอกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับยืนยันผลการตรวจเลือดว่า ผมไม่ได้เป็นเอดส์
หมอ : "ผมว่าแล้ว....อย่างคุณไม่น่าเป็นเอดส์"
ผม : "...."
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ภรรยาผมครับ เธอบอกกับผมตั้งแต่นาทีแรกที่หมอบอกว่าผมอาจติดเชื้อว่า


"ไม่เป็นไรนะ.....ยังงัยโบว์ก็จะอยู่เคียงข้างปู่ตลอดไป........ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....."

 

Remark :
Miningitis เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบคืออะไร

สมองของคนจะมีเยื่อหุ้มสมองอยู่ 3 ชั้นที่เรียกว่า mininges และมีน้ำอยู่ระหว่างกลาง การอักเสบของเยื่อหุ้มสมองเรียกเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Miningitis สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ

ไวรัส และเชื้อแบคที่เรีย การที่ต้องแยกว่าเป็นไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อไวรัสเป็นแล้วมักไม่รุนแรงแต่เชื้อแบคทีเรียเป็นแล้วมักรุนแรง

ไวรัสที่เป็นสาเหตุสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยผ่านทางเสมหะ และน้ำมูก แต่คนที่ไดัรับเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดโรค

สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุขึ้นกับอายุ

ในทารกแรกเกิดเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ Group B streptococci, Listeria, or Escherichia coli
เด็กอายุ 2-12 ปีเชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Neisseria meningitidis and Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae
เชื้อแบคทีเรียบางชนิดหากได้รับจะมีโอกาสติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เช่น เชื้อ Neisseria meningitidis หรือไข้กาฬหลังแอ่นมักจะพบระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็ก สำหรับเชื้อ

Haemophilus influenzae สามารถป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน Hib vaccine

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็งเป็นอาการที่สำคัญบางรายอาจจะมีอาการ ซึมลง  คลื่นไส้อาเจียนบางรายอาจจะมีผื่น รายที่เป็นมากๆจะมีอากรความดันโลหิตต่ำ

การตรวจวินิจฉัย

หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้าได้กับเยื่อหุ้มสมองอักเสบแพทย์จะทำการตรวจ

เจาะเลือดตรวจเลือดทั่วไปคือ CBC
บางรายอาจจะเจาะหาเกลือแร่
แพทย์จะเจาะหลัง (spinal tap,lumbar puncture )เพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจ
บางรายแพทย์อาจสั่งตรวจ computer scan

การรักษา

ถ้าเป็นเชื้อไวรัสแพทย์จะให้พัก และน้ำเกลือ ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
การรักษาใช้เวลานานแค่ไหน

ผู้ป่วยที่เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียอาจจะต้องใช้ยาฉีด 10-14 วัน หลังจากหายจะต้องเฝ้าระวังโรคแทรกซ้อน เช่น หูหนวก ชัก หรือตาบอด

การป้องกัน

เชื้อส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่มีเชื้อบางชนิดสามารถป้องกันได้

ป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzaeโดยการฉีดวัคซีน Hib vaccine
คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นให้รับประทานยาป้องกันการติดเชื้อ วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น ประเทศไทยยังไม่แนะนำ
วัคซีนป้องกันเชื้อปอดบวม pneumococcus สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบในผู้ใหญ่แต่ไม่สามารถป้องกันในเด็ก
ที่มา : http://www.siamhealth.net