- ลักษณะทั่วไป เยื่อหุ้มสมอง (Meninges) หมายถึง แผ่นเยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อสมอง และไขสันหลังไว้ ถ้าเยื่อนี้เกิดการติดเชื้ออักเสบ เราเรียกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคนี้นับว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง ซึ่งยังพบได้บ่อยในบ้านเราในคนทุกวัย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจตายหรือพิการได้ สาเหตุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบ่งออกได้หลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุและความรุนแรงแตกต่างกันไป เช่น
- 1. เยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดมีหนอง (Acute purulent meningitis) อาจเกิดจากเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus), อีโคไล (E.Coli), เมนิงโกค็อกคัส (Meningococcus) เป็นต้น ซึ่งมักจะมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันทันที และมีความรุนแรง อาจเป็นอันตรายในเวลาอันรวดเร็ว เชื้อโรคอาจแพร่กระจายจากแหล่งติดเชื้อที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (เช่น ปอดอักเสบ, เยื่อกระดูกอักเสบ, คออักเสบ) ผ่านกระแสเลือดมาที่เยื่อหุ้มสมอง หรือไม่ก็อาจลุกลามโดยตรง เช่น ผู้ป่วยหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง อาจมีเชื้อโรคจากหูชั้นกลางลุกลามมาถึงเยื่อหุ้มสมองโดยตรง, หรือผู้ป่วยที่มีกะโหลกศีรษะแตกอาจมีเชื้อโรคลุกลามจากภายนอก เป็นต้น
- 2. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค (Tuberculous meningitis) เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งมักจะแพร่กระจายจากปอด หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมาที่เยื่อหุ้มสมองโดยผ่านทางกระแสเลือด โรคนี้มักจะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ แต่ผู้ป่วยมักจะมาหาหมอเมื่อมีอาการรุนแรง จึงทำให้มีอัตราตายหรือพิการค่อนข้างสูง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในเด็กอายุ 1-5 ปี
- 3. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (Viral meningitis) อาจเกิดจากเชื้อคางทูม, เชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus), เชื้อค็อกแซกคี (Coxsackie) เป็นต้น เชื้อโรคมักแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด มักจะทำให้มีการอักเสบของสมองร่วมกับเยื่อหุ้มสมอง
- 4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา ที่พบบ่อยในบ้านเรามีสาเหตุจากเชื้อคริปโตค็อกคัส (Cryptococcus) ซึ่งพบในอุจจาระของนกพิราบ ไก่ และตามดิน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าทางปอด ผ่านกระแสเลือดไปที่เยื่อหุ้มสมอง จะมีอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค มักพบในคนสูงอายุและคนที่มีร่างกายอ่อนแอเนื่องจากเป็นโรคเอดส์ มะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง ส่วนในเด็กพบได้น้อยมาก เป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงชนิดหนึ่ง เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดนี้ มีชื่อเรียกว่า "เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโตค็อกคัส" (Cryptococcal meningitis)
- 5. เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิ (Eosinophilic meningitis) ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ ตัวจี๊ด และพยาธิแองจิโอ (Angiostrongylus canthonensis) โรคนี้อาจมีความรุนแรงมากน้อย แล้วแต่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง ถ้ามีเลือดคั่งในสมองหรือสมองส่วนสำคัญถูกทำลาย ก็อาจทำให้ตายหรือพิการได้ ถ้าเป็นไม่รุนแรงก็จะหายได้เอง พยาธิแองจิโอ พบมากทางภาคกลางและภาคอีสาน เป็นพยาธิที่มีอยู่ในหอยโข่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติกินหอยโข่งดิบ ก่อนมีอาการประมาณ 1-2 เดือน พยาธิเข้าไปในกระเพาะลำไส้และไชเข้าสู่กระแสเลือดแล้วขึ้นไปที่สมอง โรคนี้มักพบในตอนปลายฤดูฝน เพราะเป็นช่วงที่หอยโข่งตัวโตเต็มที่ ซึ่งชาวบ้านจะจับกิน
อาการ
- อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก และคอแข็ง(คอแอ่นไปข้างหลัง และก้มไม่ลง) ผู้ป่วยส่วนมากจะบ่นปวดทั่วศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีการเคลื่อนไหวของศีรษะ (เช่น ก้มศรีษะ) มักจะปวดติดต่อกันหลายวัน และอาจรู้สึกปวดคล้ายศีรษะจะระเบิด กินยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยให้ทุเลาส่วนอาการไข้ อาจมีไข้สูงตลอดเวลาหรือไข้ต่ำ ๆ ก็ได้ แล้วแต่สาเหตุ
ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาตหรือชักติด ๆ กันนาน ๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้สูง กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก และกระหม่อมโป่งตึง อาจตรวจไม่พบอาการคอแข็ง
ในผู้ป่วยที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดเป็นหนอง อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด หรือเจ็บคอนำมาก่อนสัก 12-14 ชั่วโมง แล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็ง
ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal meningitis) อาจมีผื่นแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย และอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว โรคนี้อาจพบระบาดได้ สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านเรียกว่า ไข้กาฬหลังแอ่น (แปลว่า ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการหลังแอ่น หรือ คอแอ่น คอแข็ง)
ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย อาการไข้ ปวดศีรษะอาเจียน คอแข็ง ซึม หรือ ชัก ส่วนมากจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ แล้วจะค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ ส่วนน้อยอาจมีโรคแทรกซ้อน
ถ้ามีสาเหตุจากเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา มักจะมีอาการเป็นไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ ต่อมาจึงมีอาการคอแข็ง ปวดศรีษะรุนแรง หรือชัก
ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิ มักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนคอแข็ง บางคนอาจมีอาการอัมพาตของใบหน้าหรือแขนขา
ถ้ามีสาเหตุจากตัวจี๊ด อาจมีประวัติอาการของโรคพยาธิตัวจี๊ดนำมาก่อน สิ่งตรวจพบ ไข้สูง ซึม คอแข็ง แขนขาเป็นอัมพาต ชัก อาการแทรกซ้อน มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือได้รับการรักษาช้าไป มักพบในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อวัณโรค, เชื้อเมนิงโกค็อกคัส) เชื้อราและพยาธิภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แขนขาเป็นอัมพาต หูหนวก ตาเหล่ ปากเบี้ยว โรคลมชักสมองพิการ , ปัญญาอ่อน, น้ำคั่งในสมองหรือไฮโดรเซฟาลัส (hydrocephalus), ฝีในสมอง เป็นต้น
การรักษา
หากสงสัยให้ส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีอาการชักควรฉีดไดอะซีแพม เข้าหลอดเลือดดำ หรือทางทวารหนักเพื่อลดอาการชักเกร็ง ถ้ามีภาวะขาดน้ำหรือช็อก ให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย มักจะต้องทำการวินิจฉัยโดยการเจาะหลัง (lumbar puncture) ซึ่งจะพบว่าน้ำไขสันหลังขุ่น และวัดดูความดันน้ำไขสันหลังจะพบว่าสูงกว่าปกตินอกจากนี้ ควรนำน้ำไขสันหลังไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพาะเชื้อและหาสารเคมี เพื่อแยกแยะสาเหตุ
ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบถ้าเกิดจากเชื้อวัณโรคจะให้ยารักษาวัณโรค นาน 6-9 เดือน
ถ้าเกิดจากเชื้อรา จะให้ยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B)
ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์
ถ้าเกิดจากพยาธิ ไม่มียาโดยเฉพาะ จะให้การรักษาตามอาการและทำการเจาะหลังซ้ำบ่อย ๆ เพื่อลดความดันน้ำไขสันหลังให้กลับลงสู่ปกติ หลังเจาะผู้ป่วยจะรู้สึกอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อแนะนำ
โรคนี้จัดเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ถ้าหากให้การรักษายิ่งช้าก็ยิ่งมีอันตราย ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะ หรืออาเจียนอย่างรุนแรงที่ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที
การป้องกัน โรคนี้อาจป้องกันได้โดย
1. การป้องกันมิให้เป็นวัณโรค โดยการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิด และถ้าเป็นวัณโรคควรรักษาให้หายขาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
2. ป้องกันมิให้เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด และโรคพยาธิแองจิโอ โดยการไม่กิน กุ้ง ปลา หรือหอยโข่งดิบ
3. ถ้าเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ควรรีบรักษา อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนเข้าสมอง
4. ในกรณีที่เป็นผู้สัมผัส (ใกล้ชิด) ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น ควรให้ยาปฏิชีวนะ ไรแฟมพิซิน