เรื่องสั้นเรื่องแรก.....ของข้าพเจ้า นำมาโพสต์ให้ลองอ่านกันครับ
โรงเรียนแห่งใหม่
........................
ตามปกติคนเราทำงานที่ไหนนานๆมักจะไม่ค่อยอยากย้ายไปที่ไหนอีก เพราะความ"ติด"ใน
สถานที่ซึ่งเป็นเสมือนบ้าน และติดเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นเสมือนญาติสนิทที่รู้ใจเข้าใจกันเป็นอย่างดี
....แต่อาจบางครั้งหรือหลายครั้งมีเหตุปัจจัยบางอย่างทำให้เราคนเราเกิดความ"เซ็ง" เบื่อหน่าย
และ ต้องการย้ายไปเพื่อแสวงหาบรรยากาศใหม่ๆ ที่คิดว่าน่าจะดีกว่าอยู่ที่เดิมซึ่งบรรยากาศ
ของการทำงานไม่เหมือนเดิมเพราะบุคลากรที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันเข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในระดับผู้บริหาร ที่เข้ามาสร้างความแตกแยก วุ่นวาย แทบหาความสุขในการทำงานไม่ได้เลย
ข้าพเจ้าเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งแถบนครบาลนานพอสมควร ความรู้สึกอย่างหลังเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าจึงขอย้าย.....และย้ายได้ตามความประสงค์
บัดนี้ ข้าพเจ้าได้ย้ายมาอยู่โรงเรียนแห่งใหม่แล้ว ความแปลกตาของโรงเรียนใหม่ในต่างจังหวัด
ยังความตื่นเต้นแก่ข้าพเจ้าได้ไม่น้อยเลย นับแต่วันแรกที่มีโอกาสเหยียบย่างผ่านประตูโรงเรียน
เข้าไป สิ่งที่เห็น.....ต้นไม้ที่ปลูกไว้ร่มรื่นเป็นแถวเป็นแนวบางแห่งถูกตัดและดัดให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ
สนามหญ้าที่สะอาดตาหาเศษกระดาษเกลื่อนกราดไม่มีให้เห็นเหมือนบางแห่งที่เคยผ่านพบมา
แสดงถึงการเอาใจใส่ดูแลอย่างดีจากเจ้าของสถานที่
ลมเย็นบริสุทธิ์พัดโชยมา ข้าพเจ้าสูดมันเข้าไว้เต็มปอด ขณะนั้นล่วงเวลาถึงคาบเรียนที่ 3 แล้ว
จึงไม่มีนักเรียนออกมาเดินเพ่นพ่านให้เป็นที่รำคาญตาผู้มาเยือน
ข้าพเจ้าเดินตรงไปยังอาคารไม้หลังแรกแปลนเก่า ซึ่งหาดูได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่ๆ
บุรุษหนึ่งเดินตรงมาหาและยิ้มให้ข้าพเจ้าอย่างเป็นกันเอง มีบางสิ่งในตัวเขา บอกให้รู้ว่า
....เขาเป็นครู เขาถามความประสงค์ของข้าพเจ้า หลังจากทราบแล้วเขาก็ชี้ไปยังห้องหน้ามุข
ด้านขวามือซึ่งเป็นห้องของอาจารย์ใหญ่ ข้าพเจ้าไม่ลืมกล่าวขอบคุณในไมตรีจิตแรกของเขา
พร้อมกับเดินตรงไปตามทิศทางที่มือชี้ ไปถึงหน้าห้องก็ขยับเนคไทให้เข้าที่ เคาะประตู 3 ครั้ง
"เข้ามาได้ครับ " เสียงร้องเชิญจากผู้ที่อยู่ในห้อง
ข้าพเจ้าค่อยๆเปิดประตู เดินตรงเข้าไปยกมือไหว้ กล่าวสวัสดี พร้อมยื่นหนังสือนำตัวให้
ท่านยิ้มอย่างเมตตาและเชิญให้นั่ง ท่านซักถามเกี่ยวกับที่พักและเรื่องอื่นๆพอสมควร
ข้าพเจ้าจึงได้ขอตัวลากลับ
ข้าพเจ้าได้มาพักอยู่กับเพื่อนที่รู้จักคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นรีบจัดแจงแต่งตัวตั้งแต่เช้า ตื่นเต้นที่จะ
ได้พบบรรยากาศใหม่ๆ
ครู - อาจารย์และนักเรียนต่างทยอยเดินทางมาโรงเรียนกันเป็นระยะ อาจารย์ใหญ่และครูเวร
ยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน ท่านคงรักโรงเรียนเป็นชีวิตจิตใจ ......ข้าพเจ้าคิด
ครู - อาจารย์และนักเรียนที่เดินผ่านหรือสวนทางกันจะทักทายกันด้วยคำว่า "สวัสดีค่ะ" "สวัสดีครับ"
พร้อมกับยกมือไหว้บ้าง คำนับบ้าง แต่ที่ประทับใจข้าพเจ้ามากที่สุด คือ ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส
กันถ้วนหน้า ข้าพเจ้าทำเช่นเดียวกับเขาเหล่านั้น
พอไปถึงห้องพักครู เพื่อนครูที่พบข้าพเจ้าเมื่อวานนี้ เข้ามาทักทาย กุลี กุจอ เป็นธุระจัด
โต๊ะเก้าอี้ให้ข้าพเจ้านั่ง พร้อมทั้งกล่าวแนะนำให้เพื่อนครู - อาจารย์ท่านอื่นๆได้รู้จัก แต่ละท่านยิ้มแย้ม
ต้อนรับข้าพเจ้าอย่างมีอัธยาศัย ทำให้เกิดความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
และนี่เป็นก้าวหนึ่งใน..."โรงเรียนแห่งใหม่" ของข้าพเจ้า
กริ่งสัญญาณแรกเมื่อเวลา 08.10 น. เพื่อเตือนให้นักเรียนทุกคนได้เตรียมตัวลงไปเข้าแถว
เวลา 08.15 น. สัญญาณครั้งที่สองดังขึ้น ทุกคนลงมาเข้าแถวพร้อมเพรียงกันที่หน้าเสาธง
การอ้อยอิ่ง โอ้เอ้ อย่างที่เคยพบเห็นที่อื่นไม่มีให้ดูที่นี่ แต่ละชั้นแต่ละห้องจัดแถวกันเอง
เป็นตับ เป็นตอน โดยไม่ต้องมีครูร้องสั่งแล้วสั่งอีกอย่างในบางโรงเรียนที่เคยเห็นมา เพลงชาติไทย
กระหึ่มก้องด้วยพลังเสียงแห่งความสามัคคี ซึ่งก็หาฟังได้ยากยิ่งในโรงเรียนระดับมัธยมทั่วไป
ธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว ทุกคนสวดมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้น อาจารย์ใหญ่ก็ขึ้นกล่าว
แนะนำครูใหม่ คือ ข้าพเจ้าให้นักเรียนได้รู้จัก ทุกคนเงียบเสียงตั้งใจฟังอย่างสงบ แล้วเสียงปรบมือ
กราวใหญ่ก็ดังขึ้น หลังจากข้าพเจ้ากล่าวแนะนำตัวเองจบลง จากนั้นนักเรียนทุกชั้นต่างเดินทยอย
เข้าห้องเรียนอย่างเป็นระเบียบ นี่แหละ...."ความมีวินัย"
ข้าพเจ้าเริ่มมีความสนิทสนมเป็นกันเองกับเพื่อนครู - อาจารย์มากขึ้นเป็นลำดับ วันหนึ่ง
ในคาบว่างจากการสอน ข้าพเจ้ามีโอกาสได้สนทนากับเพื่อนครูผู้อารีคนนั้น และนี่คือ ตอนหนึ่ง
ของการสนทนา
"โรงเรียนนี้ดูสงบ น่าอยู่ดีจังนะ ครับ" ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นด้วยความจริงใจ
"โรงเรียนของเรา ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ เพราะนักเรียนที่นี่น่ารัก มีระเบียบวินัย
เชื่อฟังครู - อาจารย์ รุ่นพี่ทำตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้อง น้องๆก็ทำดีตามๆกัน" เขากล่าวค่อนข้างยาว
แต่ฟังแล้วน่าชื่นใจ
"แล้วความคิดริเริ่มของนักเรียนล่ะครับ ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง" ข้าพเจ้าถามต่อ
"นักเรียนของเรามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ดีมาก เราไม่เคยสกัดกั้นความคิดของเขา
หากจะจัดกิจกรรมอะไร เขาจะมาขอปรึกษาหารือจากครูก่อนเสมอ" เขากล่าว
"บุคคลากรมีมาก ที่อื่นมักมีปัญหาความแตกแยก ที่นี่มีไหมครับ" ข้าพเจ้าถามด้วยอยากรู้
"ครู - อาจารย์ที่นี่รักสามัคคีกลมเกลียวกันดี เราทำงานกันเป็นทีม แต่ละคนมีความ
รับผิดชอบสูง ทำงานกันอย่างมีความสุข" เขากล่าวอย่างภูมิใจ
ข้าพเจ้าหยุดครู่หนึ่ง หันไปทางประตู เพราะมีเพื่อนครูสตรีท่านหนึ่งกำลังเดินเข้ามา
""แต่สิ่งที่พวกเราโชคดีอย่างหนึ่ง คือ เรามีผู้นำที่ดีเยี่ยมด้วยฝีมือ และเปี่ยมด้วยคุณธรรม"
เขากล่าวทำลายความเงียบ
"ปีหนึ่งๆ มีครูขอย้ายมากไหมครับ" ข้าพเจ้าซักต่อด้วยคำถามออกจะเชยๆ
"อ๋อ ! เรื่องครูขอย้าย ไม่ค่อยมีหรอกครับ นอกเสียจากมีเหตุจำเป็นจริงๆเท่านั้น ผู้ที่มา
อยู่ที่นี่ เห็นมีแต่พูดกันว่า ไม่อยากย้ายไปที่ไหนอีก" ข้าพเจ้าพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงเห็นด้วย
ข้าพเจ้ามาคิดคำนึงกับตัวเอง พบว่าตัวเรานี้ย้ายมาถูกที่แล้ว และคงไม่คิดย้ายไปที่ไหนอีก
สัญญาณเตือนเปลี่ยนคาบเรียนใหม่แล้ว ข้าพเจ้าจึงขอตัวเพื่อไปเข้าห้องสอนตามหน้าที่ด้วยความสุขใจ แต่...ต้องมาสะดุ้งตื่น เมื่อคนข้างกายข้าพเจ้าร้องปลุก "พี่ๆวันนี้นัดนักเรียนไปทำพิธีตอนแปดโมงเช้า ไม่ใช่หรือคะ" ข้าพเจ้าขยี้ตาค่อยๆลุกจากที่นอนด้วยความเสียดาย..เสียดายความฝัน..ฝันถึง"โ ร ง เ รี ย น แ ห่ ง ใ ห ม่"
.....................................................
มาอ่านความฝันนะคะ ^+^
ในฝันอะไรล้วนเป็นไปได้ดังใจเราเสมอค่ะ
แม้จะฝัน แต่ฝันถึงสิ่งดีบ่อยๆ ดีก็จะตกค้างอยู่ในใจ จะทำอะไรจริงๆเมื่อไร ก็ไม่พ้นความดี กระมังครับ.
สวัสดีครับ คุณ
เรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว จากความอึดอัด เพราะ"ความไร้วินัย"ของคน กลายเป็นแรงบันดาลใจเป็นตัวหนังสือ จะเรียกเรื่องสั้นก็ไม่เต็มปากนัก คงเป็นความเรียงล่ะมากกว่า ครับ
แต่ได้ระบายออกมา จำได้ว่า ผ่อนคลายไปได้ไม่น้อยเลย
ความฝันบางครั้งสมจริง แต่บ่อยครั้งก็ห่างไกลสิ่งที่วาดหวังไว้ ครับ
ขอบคุณที่แวะมาอ่าน ครับผม
สวัสดี น้อง <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ฝันดีถ้าร่วมฝันกันมากคน หลายระดับ และช่วยสานสืบเนื่องต่อๆกันไป ก็อาจผูกโยงเป็นฝันอันบรรเจิดได้แน่นอน….นี่ก็เป็นฝันอีกแนวหนึ่งเช่นกัน</p><p>ขอบคุณที่แวะมา ต่อเติมเสริมแรง ครับ</p>
เขียนถึงเรื่องราวความดีได้อย่างน่าประทับใจมากครับ,
ผมมีเรื่องราวในทำนองเดียวกันบ้าง "ต้านลมหนา...." ซึ่งมีอยู่ 3 - 4 ตอน
http://gotoknow.org/blog/pandin/79556
สวัสดีครับ คุณ
ขอสารภาพว่าเป็นเรื่องแรกจริงๆ สมัยยังเป็นหนุ่ม(ใหญ่)ผ่านพ้นมานานพอดู จากแรงบันดาลใจจึงเกิดเป็น"ฝัน" แม้จะเป็นจริงได้ยาก แต่ผ่อนคลายลงได้ระดับหนึ่งในห้วงเวลานั้น
ขอบคุณมาก ที่แวะมาอ่าน ครับผม