ความรักที่คุณน้าคุณลูกคุณหลานคุณอาจารย์ทยอยส่งมาสม่ำเสมอ มีความหมายและมีประโยชน์มาก ผมมีจำเป็นต้องใช้ความรักกว่าคนอื่น

 

ตั้งแต่ลูกสาวคนสวยมาสอนวิธีดาว์นโหลดภาพลงในบล็อก ผมก็เที่ยวไปดาว์นโหลดความคิด ความรู้ และความรักของใครต่อใครมาเก็บไว้ชื่นชม ช่วงที่ผ่านมามีคนส่งความรักความห่วงใยมาให้จำนวนมาก นอกจากจะปลื้มและซาบซึ้งในน้ำใจของมิตรสหายแล้ว เกิดความมั่นใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน ว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติรุนแรงสักปานใดๆ ผมคงจะไม่ว้าเหว่เดียวดายเหมือนคนหลงอยู่ในทะเลทรายอีกแล้ว 

            

(ผมต่อยอดส้มเช๊ง ส้มโอ ส้มโชกุน ส้มมือ ส้มหอม ส้มกิมจ้อ บนยอดกระสัง มีหนอนตัวอ้วนเป็นครูคอยตรวจผลงาน)

ความรักที่คุณน้าคุณลูกคุณหลานคุณอาจารย์ทยอยส่งมาสม่ำเสมอ มีความหมายและมีประโยชน์มาก ผมมีจำเป็นต้องใช้ความรักกว่าคนอื่น ช่วงนี้จัดอบรมเกษตรกรในโครงการเศรษฐกิจพอเพียงระดับผู้นำชุมชน รุ่นที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่6 วันนี้เป็นวันสุดท้าย จะมีการสรุปบทเรียน แล้วแจกวุฒิบัตรถึงจะแยกย้ายกันกลับบ้าน  

ในช่วงที่ผู้นำชุมชนมาเรียนรู้ที่นี่ ภาคกลางคืนเราจะชี้ชวนให้เขามาเล่าเรื่องความจริงจากท้องไร่ท้องนาอีสาน ..เราได้รับรู้ว่า เขาอยู่ เขากิน เขาทำงาน เขาเรียน เขาพัฒนา ผ่านกระบวนการอะไร ของหน่วยงานไหน มีความรู้สึกต่อการถูกเกณฑ์เข้ามายัดเหยียดความรู้กี่ครั้ง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร 

  

(วิทยากรหลักจะต้องสอนแบบใจจ่อใจ ฝึกให้ทำให้ดู แสดงความรู้ออกมาให้เห็น  ดึกดื่นเที่ยงคืนยังนั่งถกประเด็น วันนี้รู้อย่างไร คิดอย่างไร จะนำไปต่อยอดอย่างไร)

ตรงจุดนี้ละครับ ถ้าเรามีเราใช้ความรัก เราจะบรรจุความรักลงไปในทุกขั้นตอนของการออกแบบเรียนรู้ จะใช้วิธีอะไรให้เขาเห็นความสำคัญของพันธกิจ จะอัพเดทผู้นำชุมชนจากผู้รับรู้ไปเป็นผู้เรียนรู้  ..ทำไม่จะต้องรู้ ทำไมจะต้องเรียนให้รู้ นักพัฒนาที่ขาดความรักมักจะข้ามเลยตรงจุดนี้ไป ใครจะรู้ไม่รู้ไม่เกี่ยว ผีเจาะปากให้พูดฉันก็จะพูดปาวๆ

ในช่วงของการให้ความรู้ภาคทฤษฎี จะต้องเตรียมสื่อที่มีชีวิตชีวา สาระการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพความจำเป็นเบื้องต้น จะพัฒนาชุมชนบนฐานความความจริง อะไรคือวิธีการพึ่งตนเอง อะไรคือความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีความรักความรับผิดชอบ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้พบกับนักบ้าทฤษฎี ที่เสนอความรู้แบบแห้งแล้งวิชาการที่แห้งเหี่ยว ชาวบ้านต้องทนฟัง ทนอบรม จนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง 

การออกแบบเรียนรู้เชิงประจักษ์ ตัววิทยากรต้องเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆเป็นพิเศษ ถึงจะชักนำความรู้เข้าสู่การปฏิบัติจริง สามารถโต้ตอบให้ความกระจ่างได้ถูกต้อง ทำให้ดูได้ ชวนกันทำดูสิ เจาะเข้าไปหาแก่นความรู้ ที่เราเรียกกันว่าเทคนิคในเรื่องนั้นๆ ยกตัวอย่างเรื่องการขยายพันธุ์พืช ในทางทฤษฎีก็ต้องบอกว่ามีอยู่กี่ชนิด เมื่อลงมือปฏิบัติจะได้ความตระหนักรู้มากขึ้น วิทยากรกระบวนการจะต้องแสดงวิธีทำเป็นขั้นเป็นตอน แต่จะเรียนในภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอน..จะต้องมีการออกแบบเตรียมการล่วงหน้าตรงจุดนี้ให้พร้อมพอสมควร 

สรุป มนุษย์ที่มาหาเราต่างจิตต่างใจ บางคนมาเล่นๆ บางคนมาแบบเอาไหนเอาด้วย จะมีตัวจริงเสียงจริงที่พอรู้ข่าววิ่งมาสมัครขอมา ประเภทนี้ละครับคือเพชรในตม หรือช้างเผือกในป่า ถ้ามีมารุ่นละหลายคน เขาจะเป็นหัวหอกที่จะแสดงพลัง ชักนำให้เพื่อนๆเห็นความสำคัญของการเรียนเชิงรุก อธิบายความสำคัญของการเรียนรู้ว่ามันเป็นหัวใจของมนุษย์ยุคนี้อย่างไร

 "เราหวังใจว่า..กลับไปแล้ว เขาจะคิดถูก คิดเป็น เห็นช่องทางที่จะดำเนินวิถีไทอีสาน ไปปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด อยู่เย็นเป็นสุข รู้อยู่ รู้คิด รู้ทำ อย่างเชื่อมั่นในตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง และพึ่งพาภายนอกอย่างมีสติ ทำอะไรให้ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือ ใช้จารีตประเพณีเป็นพลังดำเนินงาน.."

ในการจัดการความรู้ระดับนี้ควรมีองค์ประกอบ 4 ฝ่าย ดังนี้ 

1. รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตระหนักในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ได้ผลอย่างแท้จริง

2. ศูนย์เรียนรู้ มีความรู้ความรักที่จะทุ่มเททำเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้ค้นพบศักยภาพของตนเอง 

3. ผู้นำชุมชน ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่มีต่อครอบครัว และลูกหลานหว่านเครือในชุมชนของตนเอง ว่าจะนำวิชาการไปผสมวิชาเกิน สร้างกระแสเรื่องความรักในการเรียนอย่างถึงลูกถึงคนได้อย่างไร

4. วิทยากร ครูพี่เลี้ยง ต้องทำการบ้าน ใส่ใจต่อพันธกิจ ภาคภูมิใจว่าได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ผ่านความรักความเมตตาไม่คิดดาดๆง่ายๆ เข้าใจ เข้าถึง เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้เข้าอบรมให้ได้