ติดอาวุธให้ธรรมะแล้วพุทธานุภาพจะปรากฎ

รูปจาก www.masaru-emoto.net



Hado (life force energy)experiment. How human thought forms and words, change the molecular structure of water. Performed in Japan at Dr. Masaru Emoto's Laboratory, I.H.M. Co., LTD All rights reserved. Displayed as an Licensed Hado Instructor.


.

จากบันทึก message from water และ Quantum Physics ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับผลึกน้ำที่สัมพันธ์กับจิตใจและคำพูดหรือเสียงเพลง จนเป็นที่ยอมรับและโด่งดังไปทั่วโลก

 

 

ทำให้ผมเกิดความคิดที่ว่า ในเมื่อพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ ดังเช่นที่ไอสไตน์ได้กล่าวไว้   ทำไมเราไม่จัดตั้ง ศูนย์ทดลองพุทธศาสตร์แห่งชาติ (Budtec)ขึ้นเพื่อทำการค้นคว้าด้านพุทธศาสตร์โดยเฉพาะ แบบที่สวทช. มี Nectec Biotec และ Nanotec บ้าง ในเมื่อเรามีของดีอยู่กับตัว ทำไมเราไม่ประกาศให้โลกรู้ แบบที่ dr. masaru ได้ทำให้โลกยอมรับ Keep Buddhist Alive โดยที่ไม่ต้องไป convert ใคร หรือขยายศาสนจักรไดๆทั้งสิ้น

 

วิทยาศาสตร์คือเครื่องมือหนึ่งที่จะเสริมให้พุทธศาสตร์ได้รับการยอมรับในวงกว้าง สิ่งที่dr.masaru ทำก็ได้ผลและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก เป็นการพิสูจน์ว่าการพูดดี การฟังดี มีผลต่อน้ำในร่างกาย

 

การพูดดี (ศีลข้อมุสา) จะพูดออกมาได้ ต้องคิดดี(ใจ =นาม)ด้วย ซึ่งปรากฎเป็นคลื่นเสียงออกไป (การกระทำ)  เมื่อพูดดี คิดดีและทำดี water crystal ในร่างกายจึงมีรูปที่สวยงาม ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์ที่ dr.masaru ได้ทดลองจึงสามารถ ทำให้นามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ให้จับต้องได้ เห็นได้ สัมผัสได้ ฟังได้(สื่อ)  อีกทั้งยังพิสูจน์ได้อีกว่า ผลึกของน้ำที่ผ่านการสวดจากพระในวัดญี่ปุ่น มีความสวยงามมาก(ศักดิ์สิทธ์)อย่างน้อยสุดก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ศีลข้อมุสา ดีจริงๆ แถมยังครอบคลุมไปถึงเรื่องใจอีกด้วยเมื่อธรรมะพบกับวิทยาศาสตร์ จุดบรรจบนั้นคือพุทธานุภาพ ที่โลกต้องรับรู้และยอมรับ

แม้ว่าร่างกายและจิตใจของมนุษย์ทุกคน คือ ศูนย์ทดลองพุทธศาสตร์แห่งมนุษยาติแล้ว แต่ได้เฉพาะตน เฉพาะกลุ่มชน และนับวันวัตถุนิยมจะครอบงำจิตใจคนจนถึงกับคุณธรรม ศีลธรรมเสื่อมทราม อย่างที่เราๆท่านๆทราบกันอยู่

 

เรามีของดีอยู่กับตัวแล้ว เพียงแต่ใส่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเข้าไปเท่านั้น

 

ในเมื่อธรรมะคือสภาวะความจริงของธรรมชาติ หากเราจะพูดเรื่องนี้ในกรอบของเซต(set)แล้ว วิทยาศาสตร์เป็นเพียงเซตย่อย (subset) ของเซตใหญ่ ที่เรียกว่าธรรมะ นั่นเอง  

<p>๑. จุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสตร์
</p>

วิทยาศาสตร์
พุทธศาสตร์
- แก้ไขปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
- ต้องการรู้จักกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
- เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติในนิยาม ๕ คือ อุตุ, พีช, จิต,กรรม,ธรรมชาติ
- ต้องการให้รู้กฎเกณฑ์ความจริงของชีวิตมนุษย์

๒. ความเชื่อ ตามหลักวิทยาศาสตร
การจะเชื่อสิ่งใดต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงเสียก่อน เอาปัญญาและเหตุผลเป็นตัวตัดสินความจริง หลักพุทธศาสนาถือว่า ความจริงจะต้องพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ ดุจหลัก กาลามสูตร และที่ไหนมีศรัทธาที่นั่นจะต้องมีปัญญา

๓. ความคิดแบบพุทธกับความคิดแบบวิทยาศาสตร์คล้ายกันคือ
๓.๑ สืบสาวหาเหตุผลของปรากฏการณ์และของทุกข์
๓.๒ การเริ่มต้นหาความจริงจากประสบการณ์ อายตนะ และสภาวธรรม คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
๓.๓ กระบวนความคิด มีดังนี้

กระบวนการวิทยาศาสตร์
กระบวนการพุทธศาสตร์
๑. ตั้งปัญหาให้ชัด
๒. ตั้งคำถามชั่วคราวเพื่อตอบทดสอบ
๓. รวบรวมข้อมูล
๔. วิเคราะห์ข้อมูล
๕. ถ้าคำตอบชั่วคราวถูกตั้งทฤษฎีไว้
๖. นำไปประยุกต์แก้ปัญหา
๑. ทุกข์-ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
๒. หาคำตอบจากลัทธิ
๓. ลองปฏิบัติโยคะ
๔. รวบรวมผลการปฏิบัติ
๕. ผิดก็เปลี่ยน ถูกก็ดำเนินถึงจุดหมาย
๖. เผยแผ่แก่ชาวโลก

๔. ความสอดคล้องและความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับหลักวิทยาศาสตร์
๔.๑ หลักไตรลักษณ์ คืออนิจจัง (impermanent) ทุกขัง (conflict) และอนัตตา (no-self)
๔.๒ การยอมรับโลกที่อยู่พ้นสสารวัตถุ (Metaphysics) ทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสตร์ยอมรับสสารวัตถุ ซึ่งรู้จักได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ว่ามีจริง โลกที่พ้นจากสสารวัตถุวิทยาศาสตร์ยังไม่ยอมรับเพราะเชื่อว่าประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่จะต้องตัดสินความจริง
พุทธศาสนาเชื่อว่า สัจธรรมชั้นสูงคือมรรค ผล นิพพาน ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส รู้ได้ด้วยปัญญินทรีย์
๔.๓ การอธิบายความจริง

วิทยาศาสตร์ถือว่า ความจริงเป็นสิ่งสาธารณะสามารถพิสูจน์ได้สัจธรรมทางพุทธ มีทั้งสิ่งสาธารณะและปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ - อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
สรุปความว่า ความแตกต่างระหว่างพุทธศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์ที่สำคัญคือวิทยาศาสตร์ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม ความดีความชั่ว วางตัวเป็นกลางในเรื่องถูกผิด การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ให้ทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ ส่วนคำสอนทางพุทธ-ศาสนานั้น เป็นเรื่องศีลธรรม ความดี ความชั่ว มุ่งที่จะให้มนุษย์ในสังคมมีความสุขเป็นลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงความสงบสุขอันสูงสุดแล้วแต่ว่าใครจะไปได้แค่ไหน

</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ที่มา: http://watmai.atspace.com/tipitaka_14.htm</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งที่น่าจะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขยายความชัดแจ้ง

   พุทธพจน์ แล้วแต่จะเลือกพิสูจน์ส่วนไหน ประเด็นไหน เพื่ออะไร

   พระธาตุ กระดูกที่เป็นรัตนชาติ สีขาวบริสุทธ์ของกระดูก

   ผลของการปฎิบัติตามพุทธพจน์ (อานิสงค์) ที่ให้ผลในรูปแบบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ต่างๆ
   การจำชาติ (dr.เอียน สตีเวนสัน พิสูจน์ไปแล้วบางส่วน)

 
เยอะแยะมากมาย สำคัญว่าประเด็นไหน เพื่ออะไรหรือต้องการสื่ออะไรให้สังคมโลกรับรู้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">.

ไม่ใช่เพียงแต่กระแสความนิยมพระพุทธศาสนาจะเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ (โยคะ และสมาธิ) เท่านั้น แม้กระทั่งบาทหลวงในศาสนาคริสต์ยังลงทุนจ้างพระที่มีความรู้ระดับมหาไปแปลพระไตรปิฎก ให้เข้ากับพระคัมภีร์ และมีการนั่งสมาธิด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในเมื่อโลกทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน ศาสนาอาจจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว หรืออย่างน้อยที่สุด วิธีการแบบการนั่งสมาธิข้างต้นก็ได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศตะวันตกและมีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

Keep Buddhist Alive ก่อนที่เราจะถูกกลืนหายไปด้วยกระแสวัตถุนิยม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แนวทางในการไปให้ถึงเป้าหมาย </p><ol>

  • เสนอแนวความคิดต่อผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
  • ตั้งlab และห้องทดลองเอกชน องค์กรสถานศึกษา หรืออยู่ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยสงฆ์
  • อาศัยทุนและสถานที่จากพระนักพัฒนาต่างๆ เช่น เสถียรธรรมสถาน, อโศก,วัดป่านานาชาติ,วัดสวนแก้ว  เป็นต้น
  • </ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รบกวนช่วยๆกันคิด เสนอแนะ ท้วงติงด้วยครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>