การที่แม่บอกผมเตือนผมในเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ แสดงว่าความห่วงใยและ ความกังวลภายในใจของแม่มันเอ่อล้นจนพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูด...

 

ผมเป็นคนที่ชีพจรลงเท้าอยู่พอประมาณ  จะให้อยู่ที่ไหนนาน ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนี้คงจะเป็นทุกข์ไม่น้อย   ดังนั้นชีวิตที่ผ่านมาคนที่สนิทชิดเชื้อก็จะเห็นผมไปนั่นมานี่อยู่เสมอ ๆ ใกล้ไกลไม่ว่าขอให้ได้ไป

การไปนั่นมานี่ของผม ทำให้ผมได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น  ได้พบสิ่งใหม่ ๆ และก็ได้มิตรภาพใหม่ ๆ ตามมาด้วย 

ผมอยู่บ้าน (ที่บุรีรัมย์)  ก็เหมือนไม่อยู่บ้าน  ที่กินข้าวเย็นไม่ค่อยจะซ้ำสถานที่  เดี๋ยวไปบ้านลูกศิษย์  เดี๋ยวไปบ้านญาติมิตร  เดี๋ยวก็ไปในที่ที่หัวใจมันเรียกร้อง  จนกับข้าวมื้อเย็นที่แม่เตรียมไว้ในตู้กับข้าวเป็นหมันอยู่บ่อยครั้ง  (แม่น้อยใจเหมือนกันนะ)

ก่อนที่จะมาปัตตานี  แม่บอกผมว่า  "ที่ไหนไม่ควรไปก็อย่าไป"   ซึ่งบ่อยครั้งแม่ได้โทรมาเช็คว่าอยู่ไหน  กินข้าวที่ไหน  ซึ่งเพื่อความสบายใจของแม่ผมก็ตอบแบบส่งเดชไปว่า  กินในมหาวิทยาลัย (ลานอิฐ) นี่แหละ  ทั้งที่ความจริงผมอยู่ที่  "ตลาดโต้รุ่ง"

หลังจากมาอยู่ปัตตานีได้หลายเดือน  ผมก็ได้ไปในหลาย ๆ ที่  ด้วยการอนุเคราะห์ของเพื่อนอาจารย์และลูกศิษย์ ทำให้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น  และได้รู้ในสิ่งที่ไม่ได้รู้ จนรู้สึกว่าในสถานการณ์เช่นนี้คงน่าจะพอได้แล้ว  อยู่กับที่บ้างก็ดี  อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องโกหกแม่อีก

ดังนั้นระยะหลัง  ใครมาชวนไปไหนก็มักจะไม่ค่อยไป (บางครั้งดูหยิ่ง ๆ)  ถ้างานนั้นไม่สำคัญและจำเป็นจริง ๆ  

วัฒนธรรมของคนบ้านผมไม่ค่อยคุยกันมากนัก  ถ้าไม่เต็มที่แล้วก็จะไม่บอกกัน  เพราะแม่ผมให้สิทธิในการตัดสินใจแก่ลูก ๆ อย่างเต็มที่มาโดยตลอด   การที่แม่บอกผมเตือนผมในเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่  แสดงว่าความห่วงใยและ  ความกังวลภายในใจของแม่มันเอ่อล้นจนพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูด...

วันนี้แม้จะฝืนความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างผมขอฟังความแม่  ครับ...