ผมนั่งดูลูกเล่นไปเพลินๆ คิดอะไรไปเพลินๆ ปรากฎว่าผมสามารถกำหนดสคริปต์การบรรยายได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่พยายามคร่ำเคร่งคิดอยู่ถึงสองสัปดาห์ไม่สำเร็จ เวลาที่เราสบายๆ มีความสุข จินตนาการจะออกมาเองได้

 เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากสถาบันส่งเสริมกิจการบ้านเมืองที่ดี เชิญไปบรรยายในหลักสูตรฝึกอบรมนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 51 ที่จะจัดช่วง 23 เมษายน-24 สิงหาคม 2550 ที่วิทยาลัยมหาดไทย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งผมก็ได้ตอบรับไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งผู้เข้าอบรมจะเป็นนายอำเภอนักปกครองและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ ผมถามผู้เชิญว่าทำไมถึงมาเชิญผม เพราะว่าผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ คำตอบคือว่าทางทีมงานได้ฟังผมนำเสนอในโครงการหน่วยงานภาครัฐต้นแบบเมื่อ 25 มกราคม ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์แล้ว น่าสนใจดี ก็เลยเชิญให้ไปเลาประสบการณ์

ประมาณ 2 สัปดาห์ ผ่านไป ผมเองก็ยังไม่สามารถจัดทำสไลด์หรือเอกสารประกอบการบรรยายได้ เนื่องจากยังคิดไม่ออกว่าจะนำเสนออย่างไร พยายามคิดก็ไม่ออก ทำให้ผมคิดถึงดาราตลกที่ว่า คนดูหัวเราะแต่คนเล่นเครียด โดยเฉพาะกว่าจะคิดแก๊กที่ทำให้คนดูตลกหัวเราะได้ จะเครียดมาก คนเป็นวิทยากรก็คงคล้ายๆกัน ผมมีเวลาช้าที่สุดที่ต้องส่งให้ผู้จัดคือ 30 เมษายน เพื่อที่จะได้ทำเป็นเอกสารได้ วันที่ 28-29 เมษายน ผมเองก็มีภารกิจต้องสอบ มสธ.ทั้งสองวัน ต้องอ่านหนังสือสอบด้วย พอเครียดก็ยิ่งคิดไม่ออก

บ่ายวันที่ 19 หลังสอบ มสธ. แล้ว ผมตั้งใจว่าจะนั่งเตรียม แต่ก็ไม่มีอารมณ์ ลูกๆทั้งสามคนก็มาเซ้าซี้ขอให้พาไปเล่นของเล่นที่บิ๊กซี (ผมอยู่ที่ลำปาง พอภรรยาไปร่วมงานแต่งงานเพื่อนสนิทของเขาในช่วงเย็น 29 เมษายน) ก็เลยพาไป มี ผม ภรรยา แม่ยาย แคน ขิม ขลุ่ย ไปถึงบิ๊กซี ภรรยาผมไปซื้อของ แม่ยายไปดูของกับน้องแคน ผมอยู่กับขิม ขลุ่ยที่ห้องลูกบอล ผมนั่งดูลูกเล่นไปเพลินๆ คิดอะไรไปเพลินๆ ปรากฎว่าผมสามารถกำหนดสคริปต์การบรรยายได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่พยายามคร่ำเคร่งคิดอยู่ถึงสองสัปดาห์ไม่สำเร็จ เวลาที่เราสบายๆ มีความสุข จินตนาการจะออกมาเองได้

ผมคิดได้ถึงสิ่งที่ได้ทำที่โรงพยาบาลบ้านตากสรุปออกมาให้เห็นถึงการนำสู่การเปลี่ยนแปลงออกมาได้ 5 กระบวนการหลัก อาจะเรียก (เอาเอง) ว่าเป็นโมเดลใหม่ที่ถอดออกมาจากบทเรียนที่ได้จากการทำที่โรงพยาบาลบ้านตากได้ ทำให้นึกไปถึงคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (Imagination more important than knowledge)

การนั่งสบายๆ ดูลูกๆเล่นกันอย่างมีความสุข ยิ้มกับเขา มีปฏิสัมพันธ์กับเขา หยอกล้อเขา เป็นเวลาแห่งความสุขที่ช่วยปลดปล่อยความรู้ฝังลึกในตัวออกมาได้ง่าย คงเหมือนกับการจัดการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ที่ความคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง บังคับ อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม จึงทำให้เด็กไม่อยากเรียนรู้ อาจเป็นเพราะเหมือนกับเขาไม่ได้เรียนรู้อะไร นอกจากการสอนที่ว่าตามตำรา (อ่านเองก็ได้) ไม่สนุก ไม่เร้าใจ ไม่เกิดจินตนาการที่น่าติดตาม จึงต้องจัดให้เป็นทีเล่นทีจริง เป็นแบบเล่นเรียนหรือ play + learn ได้เป็น plearn (เพลินหรือสนุก) นั่นเอง

ถ้าเปรียบกับกฎ 3 ข้อของสโนเดนในการจัดการความรู้ก็เรียกว่าไม่สอดคล้องกับกฎข้อ 1 ที่ว่า การเรียนรู้ต้องสมัครใจไม่ใช่บังคับและกฎข้อ 2 ที่ว่า เรียนรู้เมื่อจำเป็นต้องใช้ ถ้าไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็ไม่อยากรู้ (ทั้งๆที่ก็รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม แต่คนโดยทั่วๆไปไม่คิดอย่างนั้น)

แนวทางการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่ผมถอดออกมาได้ มี 5 ขั้นตอน ยังไม่รูว่าจะเรียกอะไร อาจเรียกเป็น Bantak Change Model ก็ได้ ดังนี้

1.  การกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง (Change activation) โดยผู้บริหารต้องทำ 4S คือ scenario, system, simplify, surrounding ทั้งนี้ผู้บริหารต้องเป็น Role model, จัด Available factors และ กำหนด Rule & regulation ที่เหมาะสม โดยยึดถือ 3 หลักการสำคัญคือมองคนเป็นสินทรัพย์โดยเห็นคุณค่าหรือความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวคน, ทำทุกเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน และสร้างการมีส่วนร่วมกับเสริมพลัง

2.  การบูรณาการเปลี่ยนแปลงสู่การปฏิบัติ (Change integration) ต้องทำให้เกิดสภาพเหล้าใหม่ในขวดเก่า ไม่ใช่เหล้าใหม่ในขวดเก่า

3.  การปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง (Change implementation) ทำให้สอดคล้องหรือเนียนไปกับงานประจำ ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อผลงาน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนแปลง

4.  การเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลง (Change learning) เน้นการจัดการความรู้ที่เข้าคนมากกว่าเข้าเครื่อง

5.  การประเมินการเปลี่ยนแปลง (Change evaluation) มีการประเมินทั้งด้านตัวชี้วัด วิธีการทำงานที่ดี นวัตกรรม บรรยายกาศในภาพรวมและเป้าหมายสุดท้ายขององค์การ โดยรวมคือดูว่างานดีขึ้น คนดีขึ้นและวิธีการทำงานดีขึ้นหรือนวัตกรรมมากขึ้น