ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนมีสิทธิ แต่สิทธิควรจะมาควบคู่กับความรับผิดชอบ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเทคโนโลยีแห่งยุคก็คือ อินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารและส่งผ่านความคิดของมนุษย์ออกมาได้หลากหลายรูปแบบ มันเป็นมากกว่าปรากฎการณ์ทางเทคโนโลยี เพราะอินเทอร์เน็ตได้เชื่อมโยงสังคมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดรูปแบบการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้มีเกิดการรวมกลุ่มกันแบบใหม่ และกลายเป็นโลกใบใหม่ที่เราเรียกว่า cyberspace ต้องยอมรับว่า World Wide Web (WWW) เป็น killer application เพราะ hyperlink ที่เชื่อมโยงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถกระโดดข้ามจากการอ่านเอกสารหน้าหนึ่งไปยังหน้าต่างๆ ได้โดยสะดวก และ WWW ยังเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง (2-way communication) อีกด้วย แต่ในขณะที่เราทราบถึงศักยภาพที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บมีโอกาสส่งผ่านความคิดเห็นกลับไปยังเว็บไซต์ได้ เรากลับพบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ผลักดันข้อมูลจาก web master ไปยังผู้เยี่ยมชมเว็บแต่เพียงทางเดียว เราใช้ประโยชน์จากการสื่อสารในทางย้อนกลับน้อยมาก

หากอ้างอิงถึงหลัก 80:20 ที่ประยุกต์เข้ากับเรื่องของการมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์นั้น ถ้าเรามีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บ 100 คน จะมีถึง 80 คนที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ อาจจะเป็นประเภทเข้ามาอ่านอย่างเดียว ในขณะที่อีก 20 คนที่เหลืออาจจะมีบ้างที่เยี่ยมชมแล้วเขียนข้อความหรือโหวตแสดงความคิดเห็นกลีบไปยังเว็บไซต์ ซึ่งก็คือ 20% ก่อให้เกิดผลลัพธ์ 80% ทำให้เว็บไซต์มีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น อย่าง wikipedia.org สารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีผู้ใช้กว่า 32 ล้านคนในอเมริกา กลับมีคนที่เขียนเนื้อหาเพียง 68,000 คน ตีเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 0.2 เสียด้วยซ้ำไป สถิติที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งคือปัจจุบัน wikipedia มีเนื้อหาอยู่ประมาณ 1,770,000 บทความในภาษาอังกฤษ และมีภาคภาษาอื่นๆ อีก 251 ภาษา และแน่นอนในจำนวนนั้นมีภาษาไทยอยู่ด้วย ซึ่ง th.wikipedia.org ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3 คือมีเนื้อหามากกว่า 10,000 บทความ (เดือนพ.ค. 50 เรามีประมาณ 22,000 บทความ) ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นและจีนอยู่ในกลุ่มที่ 2 โดยมีเนื้อหามากกว่า 100,000 บทความ คือ ประมาณ 365,000 บทความ และ 124,000 บทความตามลำดับ นั้นสื่อถึงอะไร คนไทยเราขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกเทียบเท่าคนญี่ปุ่นหรือคนจีนงั้นหรือ?

ในยุคเว็บ 2.0 ผู้เยี่ยมชมเว็บกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของเนื้อหา เว็บไซต์ก็กลายเป็นพื้นที่ในการแสดงออกความเป็นตัวตนของผู้ใช้แต่ละคน จุดเด่นหนึ่งในคุณลักษณะของเว็บ 2.0 คือ การแบ่งปันเนื้อหาซึ่งกันและกันไม่ว่าจะในรูปแบบข้อความ รูปภาพ เสียง หรือวีดีโอ ด้วยระบบโปรแกรมที่เทคนิคอย่าง AJAX เข้ามามีบทบาทเป็นอันมาก ทำให้เกิดสังคมเครือข่าย “Socail Networking” ที่ร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ เกิดความเท่าเทียมกันในโลกออนไลน์ แต่โปรแกรมดีๆ ระดับโลก เช่น digg.com flickr.com last.fm และ youtube.com จะไม่มีคุณค่าใดๆ เลยถ้าหากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ไม่ใส่ข้อมูลของตนลงในเว็บไซต์ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ไทยๆ อย่าง wish.in.th ที่มีสมาชิกที่  Post อยู่ไม่กี่ร้อย แต่มีสถิติจาก Google analytics ว่ามีคนเข้ามาดูเป็นพัน การดูความฝันคนอื่นอย่างเดียวคงจะไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา ถ้าไม่เข้ามา Post หรือ Comment มันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย และมันคงจะไม่ช่วยให้ความฝันหรือความหวังของผู้แอบชมสำเร็จได้ ผมอยากให้คนไทยก้าวข้ามความกลัว แล้วแสดงความเป็นตัวตนในทางที่ดีออกมาให้โลกได้รู้

สุดท้ายหากเราวิเคราะห์ให้ลึกลงไป สิ่งที่จะส่งผลตามมาก็คือเรื่องของนโยบายเนื้อหาว่าเราสามารถใส่อะไรหรือไม่ควรใส่อะไรลงไปในเว็บไซต์ ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อ web master ไม่ได้เป็นผู้สร้างเนื้อหาแล้ว เขาต้องทำความเข้าใจกับบทบาทใหม่ในการดูแลภาพรวมของเว็บไซต์และการดูแลผู้เยี่ยมชมเว็บให้ดี มันอาจจะเปรียบได้กับเส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของมนุษย์กับการควบคุมสื่อและเครื่องมือในการควบคุมนั้นๆ กรณีศึกษาหนึ่งที่เป็นที่วิพากษณ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางคือเมื่อ MICT บล็อกเว็บ youtube.com ทั้งเว็บ ในช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้ทางเว็บไซต์นำวีดีโอคลิปที่ไม่เหมาะสมออกไป แต่ทาง    Google Inc. ในฐานะเจ้าของเว็บยืนยันว่ามันเป็นสิทธิของผู้ใช้งานเว็บไซต์ในการ Post วีดีโอคลิปใดๆ ในเว็บไซต์ แล้วอะไรหละคือความเหมาะสม และอะไรคือสิทธิที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนมีสิทธิ แต่สิทธิควรจะมาควบคู่กับความรับผิดชอบ แล้วคุณหละคิดอย่างไร How do u think?