Nobody’s perfect, but team can be.

 วันที่ 1 พฤษภาคม ผมได้เดินทางไปพักที่วิทยาลัยมหาดไทยเพื่อบรรยายให้นักปกครองระดับสูงฟังในบ่ายวันที่ 2 พฤษภาคม โดยรถจากสถาบันส่งเสริมกิจการบ้านเมืองที่ดีไปรับ พอมาถึงวิทยาลัยก็ได้พบกับคุณกนิษฐ์หรือคุณอ้น มาต้อนรับและพาไปส่งที่ห้องพักของทางวิทยาลัยฯ

เนื่องจากผมไม่ได้ทานอาหารเย็น ทานแต่อาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน(ของบากกอกแอร์เวย์) เกรงว่าดึกๆจะหิว(ผมไปถึงประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง) คุณอ้นก็เลยขับรถพาไปซื้อของที่ปั๊มเจ๊ต ซึ่งผมอยากกินมาม่า (ผมชอบมาม่าต้มยำกุ้ง เมื่อไหร่ที่เบื่ออาหาร ผมมักจะนึกถึงมาม่า) ตอนกลับจากซื้อของก็ได้คุยกันถึงเรื่องIndividual scorecard ซึ่งทางสถาบันฯได้ไปทำให้กับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง

ผมเองได้แสดงความคิดเห็นไปว่า ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้Individual scorecard และคิดว่าไม่น่าจะมีผลดีเมื่อนำมาใช้กับข้าราชการหรือหน่วยงานภาครัฐ และอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่เกิดผลดีต่อองค์การได้ โดยผมมีเหตุผล ดังนี้ครับ

ในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของปัจจัยภายนอก องค์การที่จะอยู่รอดได้ดีจะต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง จะต้องเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และปัจจัยสำคัญอันหนึ่งคือการเรียนรู้ร่วมกันของทีม (Team learning) การใช้ Individual scorecard จะไปส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันเป็นรายบุคคล การร่วมทีม รวมทีมก็จะเกิดยากขึ้น

แม้จะพัฒนาให้ดีอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้คนๆหนึ่งเก่งอย่างรอบด้านหรือสมบูรณ์แบบได้ คนทุกคนจะมีความเก่งอยู่ในตัว แต่อาจเก่งคนละด้าน อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า Nobody’s perfect, but team can be. องค์กรจึงต้องใช้ประโยชน์จากความเก่งของแต่ละคนในองค์การมาก่อประโยชน์ต่องาน เอาความเก่งของแต่ละคนมาเสริมหรือแก้จุดด้อยของแต่ละคน ทำให้ผลรวมของความเก่งต่องานในภาพรวมขององค์การสูงขึ้น จึงทำให้ต้องให้คนทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ เหมือนคนที่วิ่งช้าให้ซ้อมมากแค่ไหน ก็วิ่งได้ไม่เร็วกว่าคนที่วิ่งเร็วอยู่แล้วได้ ถ้าต่างก็ซ้อมทั้งคู่ ถ้าไปวัดความเร็ว ยังไงก็แพ้วันยังค่ำ เมื่อคนเรารู้ตัวว่าแข่งไป วัดไปก็แพ้ ก็ไม่อยากแข่ง ไม่อยากวัด จะเกิดการต่อต้านการวัด การแข่งขันได้

คนไทยมีความเป็น Individualism สูง ตัวใครตัวมันสูง เก่งเดี่ยวๆมากอยู่แล้ว เมื่อยิ่งวัดบุคคลก็จะเกิดการเน้นตัวเองคนเดียวมาก ไม่สนใจคนอื่น มองคนอื่นเป็นคู่แข่ง เมื่อเป็นคู่แข่งกัน ก็เป็นคนละพวก จะอยากช่วยกันได้อย่างไร จึงมักพบบ่อยๆว่างานส่วนบุคคลดีเด่น แต่ผลรวมของหน่วยงานทั้งองค์การกลับไม่ได้ดีไปด้วย

คนไทย เป็นชาติที่โชคดีที่มีหลักศาสนาพุทธในหัวข้อพรหมวิหาร 4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่แทนที่สังคมไทยจะมีใจเป็นกลาง ชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น แต่เรากลับมีความเกรงใจและความขี้อิจฉาตาร้อนสูง เมื่อนำระบบประเมินเป็นบุคคลมาใช้อาจส่งผลให้เกิดอคติได้ง่าย

ในความเห็นของผม ถ้าจะใช้ต้องทำให้เป็นทีมก่อนคือเป็น Team scorecard ทำให้สมาชิกทีมมองเป้าหมายเดียวกัน เปิดใจยอมรับกัน เป็นพวกเดียวกัน เห็นความเชื่อมโยงของงานตนเองกับเพื่อนร่วมทีมก่อน แล้วมาช่วยกันประเมินเพื่อหาจุดอ่อนของทีม ดูว่าทีมมีจุดอ่อนตรงไหน ไม่ใช่มองหาคนที่เป็นจุดอ่อน แล้วแก้จุดอ่อนของทีม ถ้าแก้ได้หรือหาจุดแข็งไปแก้จุดอ่อน จะทำให้ความสามารถของทีมสูงขึ้น ไม่ใช่ผลบวก (sum) แต่เป็นผลรวม (synergy) ที่จะช่วยให้เป้าหมายร่วมขององค์การบรรลุได้ดีกว่า

อย่างที่โรงพยาบาลบ้านตาก ผมมักจะพูดกับทีมงานเสมอว่า ของเราถ้าเทียบความเก่งเป็นรายบุคคลกับอีกหลายโรงพยาบาล เราจะโดดเด่นสู้เขาไม่ได้เลย แต่ถ้าวัดหรือดูโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเรามีความโดดเด่นมาก

และการวัดต้องวัดความเก่งที่ช่วยเสริมงานทีมของแต่ละคน ไม่ใช่วัดความเก่งทุกเรื่อง ไม่ใช่วัดเฉพาะงานที่แต่ละคนทำได้ เพราะคนนะไม่ใช่เทวดาที่จะเก่งได้ทุกเรื่อง แต่ต้องวัดงานที่แต่ละคนทำได้แล้วส่งผลให้งานของคนอื่นที่อยู่ในกระบวนการหรือขั้นตอนต่อไปจากตนในองค์การได้ผลดีขึ้น

เรามีเครื่องมือทางการบริหารจัดการดีๆเข้ามาเมืองไทยเยอะมาก เครื่องมือทุกอย่างดีหมด แต่หลายอย่างกลับมาตายที่เมืองไทย นั่นเป็นเพราะว่า เราไม่เข้าใจที่จะประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของเรา เครื่องมือมันจึงไม่ออกฤทธิ์ ไม่เห็นผล พอกระแสซาลงไปหลายองค์การก็เลยเลิกทำไปด้วย เหมือนเครื่องมือของช่างไม้ที่มีหลายชนิด ต้องเลือกใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ถ้าเอาค้อนไปเลื่อยไม้ หรือเอาเลื่อยไปตอกตะปู ไม่เครื่องมือก็เป็นชิ้นงานที่จะชำรุดหรือเสียหายได้ ดูง่ายๆก็ได้จากระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เราไปเอารูปแบบของเขามาโดยไม่ใส่ใจในแนวคิดหลักการที่แท้จริง เราจึงมีประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานมาจนทุกวันนี้

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่ามากที่ในหลวงทรงพระราชทานให้คนไทยและมนุษยชาติ แต่หลายๆคนที่พยายามยามนำพูดหรือให้คนอื่นๆทำ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจแค่ไหน(ไม่ใช่เข้าสมอง คือจำเอาไปพูดได้ เข้าใจคือปฏิบัติได้ด้วยตนเองได้ด้วย เป็นตัวอย่างได้ด้วย)