ผู้นำที่โชคดีที่สุดคือผู้นำที่มีทีมงานที่สามัคคีรักใคร่กัน และพร้อมจะเสียสละให้กันเสมอ

หลังจากที่เป็นหัวหน้าห้องอยู่ 2 ปี พอขึ้นชั้นม.6 ก็เป็นพี่ใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งก็เข้าสู่วาระการเลือกประธานนักเรียนคนใหม่ แทนรุ่นพี่ที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยแล้ว

โรงเรียนของเราก็เหมือนกับโรงเรียนอื่นทั่วไปที่จะแบ่งนักเรียนออกเป็นคณะสีต่างๆ ซึ่งคณะสีต่างๆจะใช้ชื่อ และสีของดอกบัวเป็นตัวแทนของคณะสี แบ่งเป็น 5 สีดังนี้สีเหลือง (โกมุท), สีเขียว (สัตตบุษย์), สีชมพู (สัตบงกช), สีฟ้า (บุษกร) และสีม่วง (นิลุบล) โดยมีบัวจงกลนีเป็นดอกไม้ประจำโรงเรียน อ่านถึงตรงนี้ผู้ที่เคยอยู่โรงเรียนเดียวกับเราคงรู้แล้วว่า เราจบมาจากโรงเรียนอะไร (แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีโรงเรียนอื่นใช้ชื่อแบบนี้หรือไม่)

โรงเรียนของเราแตกต่างจากโรงเรียนอื่นคือจะมีประธานนักเรียน 5 คนซึ่งแน่นอนจะต้องดำรงทั้งตำแหน่งประธานนักเรียน และประธานคณะสี และต้องเป็นตัวแทนของนักเรียนเวลามีกิจกรรมใดๆของโรงเรียนตลอดปีการศึกษานั้น แน่นอนว่าโชคดีก็มาถึงเราอีกครั้งเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษา (คนละคนกับที่ให้เราเป็นหัวหน้าห้อง) มาถามว่าใครอยากลงสมัครเป็นประธานสีบ้าง (ต้องให้นักเรียนทั้งโรงเรียนเลือกตั้ง ซึ่งเราคิดว่าคงเป็นการเลือกตั้งครั้งเดียวในชีวิตที่เราเคยเห็นว่าไม่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้น) ก็ยังไม่มีใครเสนอตัว แต่มันต้องมีตัวแทน เพราะว่าคณะสีของเรามี ม.6 อยู่ห้องเดียว ในที่สุดอาจารย์ก็ถามเราในฐานะหัวหน้าห้อง แต่ถ้าจะลงสมัครก็ต้องออกจากการเป็นหัวหน้าห้องก่อน เพราะทำงาน 2 ตำแหน่งพร้อมกันไม่ได้ เราใช้เวลาตั้งสินใจอยู่ประมาณ 5 นาทีก็บอกว่าสนใจ เพราะสำหรับเราแล้วมันน่าจะเป็นโอกาสที่ดี แต่การแข่งขันนั้นมันย่อมต้องมีคู่แข่งขัน ซึ่งอาจารย์ก็ถามเพื่อนอีกคนในกลุ่มที่เรียนศิลปะที่เคยช่วยทำฉากละครให้เรา แน่นนอนถ้าเพื่อนคนนั้นลงก็คงได้เพราะแฟนคลับเยอะมาก แต่ในที่สุดก็กลายเป็นเพื่อนอีกคนที่ลงสมัคร (เพื่อนในกลุ่มเรา)

การหาเสียงมีบ้างประปรายตามประสาของเด็กๆ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง โรงเรียนจะให้ผู้ลงสมัครออกมาหาเสียงหน้าเสาธงตอนเช้าที่นักเรียนเข้าแถว วันละสี แม้ว่าจะเป็นหัวหน้าห้องมาแล้ว 2 ปี ทำกิจกรรมมาบ้าง แต่การออกไปยืนพูดหน้าชุมชนขนาดนั้นก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของเราที่เดียว แน่นอนว่าตื่นเต้นไม่รู้จะพูดอะไรดี ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด แต่เมื่อถึงเวลาเรากลับพบอะไรบางอย่างในตัวเองว่าเราสามารถพูดหน้าชุมชนได้ ถึงแม้จะกลัวแต่ในใจก็คิดว่าเรามีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้นต้องทำให้ได้ และต้องทำให้ดีด้วย สิ่งที่คิด และพูดออกไปในวันนั้นก็กลับนำมาซึ่งคะแนนเสียงที่มากมาย และส่งผลให้เราได้มีโอกาสก้าวขึ้นมาในอีกระดับหนึ่งในชีวิตของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเราภาคภูมิใจมาก เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่จะมาเป็นประธานสีนั้น จะเป็นคนที่เรียนเก่งขึ้นรับใบประกาศนียบัตรทุกปีจนน้องๆจำหน้าได้ หรือไม่ก็เป็นพวกที่มีแฟนคลับเยอะนั้นเอง

เมื่อเราเป็นประธานฯ ก็ทำให้เรามีโอกาสทำอะไรมากมายกว่านักเรียนอื่นๆ จากที่เราเคยทำงานกับคนในห้อง เราก็ต้องทำงานกับคนจำนวนมากขึ้น (น้องๆที่อยู่ในคณะสีเดียวกันทั้งโรงเรียน) งานหลักๆก็คือการไปเป็นตัวแทนของคณะสีในกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานวันเฉลิมฯ งานวันพ่อ ฯลฯ และการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่อยู่ในคณะสีช่วยเหลือ กิจกรรมที่พวกเราทำก็คือไปปลูกป่าที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกิจกรรมสืบเนื่องของคณะสีนี้ ใช่แล้วเราอยู่คณะสีเขียว งานชิ้นสำคัญของประธานสีคือการจัดกีฬาสี ปกติเราจะเป็นส่วนร่วมในกิจกรรมที่รุ่นพี่จัด ปีนี้เราต้องขึ้นมาควบคุมน้องๆทุกชั้นปี เป็นงานที่ให้ประสบการณ์กับเรามากมาย ต้องมีทีมงาน ต้องมีการวางแผน ต้องมีการประชุมตลอดทั้งกับทีมงาน และน้องๆในคณะสี ต้องวางแผนเชียร์ ซ้อมน้องๆร้องเพลงเชียร์ หาเชียร์ลีดเดอร์ หางบประมาณ เตรียมงานเยอะมาก ถ้าใครเคยทำงานแบบนี้จะรู้ มันจะมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ

การที่โรงเรียนนี้ได้ทำการตั้งนักเรียนทั้ง 5 คนเป็นทั้งประธานนักเรียน และประธานคณะสีนั้น เราว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าเด็กจะได้ทำงานของทั้ง 2 ส่วน ในส่วนของการเป็นประธานนักเรียนเราได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของนักเรียนในการทำกิจกรรม และในส่วนของการเป็นประธานคณะสีทำให้เราเริ่มเรียนรู้การทำงานอย่างเป็นระบบ รู้จักการวางแผนการทำงาน การดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความสำคัญของทีมงาน

โชคดีที่เรามีเพื่อนที่ดี ทุกคนให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจให้กันตลอด มันทำให้เรารู้ว่าผู้นำที่โชคดีที่สุดคือผู้นำที่มีทีมงานที่สามัคคีรักใคร่กัน และพร้อมจะเสียสละให้กันเสมอ เพราะจนกระทั่งในช่วงสุดท้ายของการเป็นนักเรียน กลุ่มเรายังเป็นนักเรียนกลุ่มเดียวที่มาช่วยอาจารย์วาดและลงสีฉากหลังเวทีสำหรับงานเลี้ยงอำลา ในขณะที่คนอื่นๆไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานส์ อ้อ...ห้องเรามีนักเรียนที่เลือกเรียนวิชาเลือกอยู่ 2 กลุ่ม คือดนตรีไทย และศิลปะ(กลุ่มที่ช่วยทำฉาก) กลุ่มที่มาช่วยคือกลุ่มศิลปะ แต่พวกเรา(ที่เรียนดนตรไทย) ก็มาเพราะแม้ว่าทำไม่ได้ เราก็ช่วยกันผสมสี ลงสีบ้าง สุดท้ายงานก็เสร็จก่อนกำหนดเพราะทีมหนุนเยอะมาก เมื่อถึงวันงานเราภูมิใจกันมากที่งานฝีมือพวกเราขึ้นไปอยู่บนเวทีใหญ่เป็นฉากหลังให้กับนักเรียน ม.6 ทุกคน

เพื่อนย่อมไม่ทิ้งเพื่อนนั้นคือสิ่งที่เราเรียนรู้จากเพื่อนที่เรียนร่วมห้องกันมา 3 ปี แม้ถึงวันนี้เราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เราก็รู้สึกอยากจะบอกทุกๆคนว่า ขอบใจสำหรับความช่วยเหลือ และสิ่งที่เราทำร่วมกัน

และนี่ก็คือประสบการณ์ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมในช่วงชีวิตของการเป็นนักเรียน แม้เราจะไม่เคยเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับประกาศนียบัตรที่แสดงว่าเป็นนักเรียนที่เรียนได้คะแนนสูงสุดในแต่ละวิชา หรือทำชื่อเสียงให้โรงเรียนในด้านต่างๆ  แต่ในวันสุดท้ายเราก็ได้เดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับประกาศนียบัตรที่แสดงว่าเราเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่เสียสละให้กับการทำกิจกรรมของโรงเรียน โดยการดำรงตำแหน่งประธานนักเรียนของคณะสีสัตตบุษย์