ซันซัน
นางสาว ทานตะวัน สุรเดชาสกุล

### Spiderman-3 ..... Spidy .....ที่เติบโตขึ้น กับ ข้อคิดชีวิตดีๆ ที่อยากแบ่งปันเพื่อนๆค่ะ ###


สวัสดีค่ะ

ได้มีโอกาสไปดู สไปเดอร์แมน 3 มาค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวว่า ไม่เคยดู สไปเดอร์แมน 1 และ 2 มาก่อนค่ะ เพราะเฉยๆกับหนังแนวนี้

ตอนแรกที่เพื่อนชวนไปดูภาคที่ 3 ยังขี้เกียจอยู่เลยค่ะ

แต่ไป เพราะเกรงใจเพื่อน

และ ลองดูเห็นคนเขาฟีเวอร์กันเหลือเกิน

ดังนั้นจึงเปรียบเทียบให้เพื่อนๆ ไม่ได้ค่ะ

ว่าภาคไหนดีกว่า เพราะได้ดูแค่ภาคนี้ภาคเดียว

 

พอไปดูแรกๆก็เรื่อยๆ ก็เหมือนหนังฮีโร่ทั่วๆไป

แต่ยิ่งดู ยิ่งรู้สึก ดีๆๆๆ และ ไม่ใช่ดีแค่เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สนุก

แต่ดีที่สุดคือ ทำให้ใจของคนดูอย่างเราเติบโตขึ้นตามสไปดี้ไปด้วย

หนังเรื่องนี้ ในแง่ความมันส์ ด้วยโปรดักชั่น โอเคดีอยู่แล้วค่ะ

แต่สำหรับตัวเองที่ชอบมากๆๆ

คือ เรื่องราวที่ทำให้ สไปดี้ ได้เรียนรู้ชีวิต ได้รู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเองและผู้อื่น

จนเป็น Spidy ที่.....เติบโตขึ้น

ซึ่งมีค่ามากมายมหาศาล กับ Spidy และ กับ ตัวเองด้วยค่ะ

ดังนั้นสำหรับตัวเองคุ้มค่าสุดๆๆ ที่ได้ดู

จึงต้องขอบคุณเพื่อนๆที่น่ารักที่สุด ที่ชวนไปดูค่ะ

และ จึงอยากชวนให้เพื่อนๆได้ไปดูกันค่ะ ได้อะไรดีๆมากกว่าความสนุกค่ะ

ต่อไปเป็น SPOILER ALERT นะคะ อาจเฉลยจุดสำคัญของหนังบางส่วนค่ะ

เห็นเป็นประเด็นที่ดีๆ น่าสนใจ

จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อนค่ะ

ประเด็นที่ชอบมากๆๆคือ

 # ป้าบอกสไปดี้ ว่า

ความอยากแก้แค้นที่ค้างอยู่ในใจ ทำให้คนเราอัปลักษณ์

(ตอนที่สไปดี้กลับมาอวดป้าว่า ฆ่าคนร้ายได้แล้ว)

ตอนนั้นรู้สึกได้สติ ว่าใช่สินะ ความโกรธ เกลียด แค้น

ทำให้คนเราอัปลักษณ์จริงๆๆ และ แม้กระทั้ง การโกรธ เกลียดตัวเอง ก็เช่นกัน

ทำให้เราอัปลักษณ์จริงๆ สไปดี้พอได้ยินป้าเตือนสติ ได้สติเลยค่ะ กลับมาเป็นสไปดี้ที่น่ารักอีกครั้ง

หรือแม้กระทั่งแฮร์รี่ ตอนแรกๆที่ใจเต็มไปด้วยความอยากแก้แค้น

ทำให้เขาอัปลักษณ์ไปเหมือนกัน

(แม้ว่าตอนนั้นหน้าตาจะหล่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆก็ตาม)

# อีกตอนที่ชอบมากค่ะ คือ ป้าอีกเช่นกัน

(ป้าเหมือน นักจิตบำบัด เลยค่ะ ออกมาที่ไร พูดไม่กี่ประโยค สไปดี้มี change เลยค่ะ คือเปลี่ยนเป็นมั่นคงในจิตใจมากขึ้นได้เลยค่ะ ป้า เจ๋งมาก ชอบๆๆๆ)

ที่สไปดี้รู้สึกแย่ที่ตัวเองฆ่าคนร้ายผิดคน และ รู้สึกแย่ๆกับสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมด

รวมทั้งทำร้ายจิตใจนางเอก และ คนอื่นๆด้วย

ขณะที่สไปดี้กำลังจมกับความเศร้าหมอง จากความรู้สึกผิด

ด้วยใจที่อยากจะดี

แต่เมื่อความรู้สึกผิดยังเกาะกุมใจ หัวใจเขาก็ยังถูกครอบงำด้วยเงาดำอยู่ดี

และ สิ่งที่ป้าบอกคือ การให้อภัยตัวเอง สไปดี้ฟื้นขึ้นมาทันที

และ เป็นการเปลี่ยนกลับจากชุดดำ มาเป็นชุดแดงอย่างถาวรตลอดกาลเลย (หันหลังให้กับชุดดำไปเลย)

ป้านี่เก่งมาก ทำจิตบำบัด แค่ 2 ครั้ง Spidy เติบโตขึ้นเลย

ป้านี่ยอดจริงๆๆๆๆ

นับถือ นับถือ ไม่ใช่เฉพาะแค่สไปดี้ ที่เติบโต ด้วยคำพูดของป้า

เราก็เติบโตขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ

เพราะการให้อภัยตัวเอง เป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ดูเหมือนง่ายแต่ทำยากที่สุด

เพราะ หลายคนรู้สึกว่าการให้อภัยตัวเอง เ

หมือนการสปอยล์ ตัวเอง

ที่จริงไม่ใช่หรอกค่ะ เราแค่ให้ความเป็นธรรมกับตัวเอง

การให้อภัยตัวเองจะเป็นสปอยล์ตัวเอง

เมื่อเราทำไปเพื่อเข้าข้างตัวเอง

โดยไม่อยู่บนหลักความจริง โดยไม่เป็นธรรมกับตัวเอง

คือ เอนเอียงเข้าข้างตัวเอง เกินจริง

และ ถ้าเราให้อภัยตัวเองได้

นั่นหมายถึงเรายึดติดน้อยลงด้วยค่ะ

เพราะการที่เราให้อภัยตัวเองไม่ได้

เพราะเรายึดติด ยึดติดดี ยึดติดว่าเราต้องดี

ถ้าเราไม่ดี ทำผิดพลาดไปก็ให้อภัยตัวเองไม่ได้เลย

ลองสังเกตดูสิคะ คนที่ยึดติดอะไรมากๆ

ก็จะให้อภัยอะไรไม่ค่อยได้

แต่คนที่ใช้ชีวิตได้สมดุลมองโลกอย่างเข้าใจ

เขาสามารถให้อภัยได้ เพราะเขาเข้าใจสัจธรรม

(ความจริงแห่งธรรมชาติ) ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

เป็นไปได้ อย่างในเรื่องค่ะ

พอ สไปดี้ ให้อภัยตัวเองได้

สีหน้าเขาก็ดีขึ้น สว่างขึ้น

สิ่งที่แบกไว้ ก็คลายลง

และ ที่น่าแปลกคือ ปกติที่เรามักเข้าใจตัวเองว่า

การให้อภัยตัวเองเป็นการสปอยล์ ตัวเอง

กลับเป็นว่า สไปดี้กลับพ้นจากด้านมืด เขาเติบโตขึ้น เขามั่งคงขึ้นและ ไม่สนใจชุดดำอีกเลยด้วย

นั่นแปลว่า เมื่อเราให้อภัยตัวเองไม่ได้

หรือ ในประเด็นแรกที่เรายังโกรธ แค้น คนอื่น หรือ แม้กระทั่งตัวเองก็ตาม

ทำให้พลังงานเราสูญเสียไป

ทำให้ ศักยภาพในตัวเราถูกขัดขวางการเติบโต ซึ่งควรจะเต็มที่กว่านี้ แต่ยังไงมนุษย์ย่อมต้องการพลัง อยากให้ตัวเองมีพลัง

ดังนั้น ในเรื่อง สไปดี้จึงอาศัยชุดดำ เพื่อให้ตัวเองมีพลังกลับคืนมา

แต่เมื่อเขาได้ทะลายกำแพงที่ล้อมเขาไว้ ทั้งความโกรธ เคียดแค้นผู้อื่น และ ความรู้สึกผิด โกรธตัวเอง ลงได้

เมื่อกำแพงเหล่านั้นได้ถูกทะลายลง

พลัง และ ศักยภาพในตัวเขาก็กลับมาอย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่งค่ะ

โดยที่เขาไม่ต้องอาศัยชุดดำนั่นด้วย ชุดเดิมสีแดงของเขา

ก็ทำให้เขามีพลังในตัวเองได้แล้ว เพราะพลังมาจากใจที่เติบโตขึ้น

และ กำแพงที่เกิดจากการขาดสติ จากการไม่เข้าใจชีวิต ได้ถูกทะลายลง

แล้วเขา Spidy ก็เติบโตขึ้น และเป็นการเติบโตขึ้นจริงๆ เขามั่นคงขึ้นกว่าเดิม

เพราะ เป็นการเติบโตจากโลกภายในของเขา

# อีกประเด็นที่ชอบมากๆๆค่ะ คือ ตอนจบที่ผู้ร้ายฆ่าลุงบอกเขาว่า ยังไม่ต้องให้อภัยเขาหรอกนะ

แค่ให้เข้าใจเขาก็พอ ใช่ที่สุดเลยค่ะ

เพราะ ก่อนที่เราจะให้อภัยใครได้

เราต้องเข้าใจเขาก่อน

แล้วเมื่อเราเข้าใจเขาแล้ว เราก็จะให้อภัยเขาได้ด้วยใจจริงๆ (ไม่ใช่ด้วยปากบอกไปอย่างเดียว)

เหมือนที่สไปดี้ ฟังแล้ว เข้าใจผู้ร้าย สักพัก ก็บอกเขาว่า ให้อภัย และนั่นคือการให้อภัยเขาด้วยหัวใจจริงๆค่ะ

 

# อีกประเด็นที่ชอบคือ บางทีคนเรามักมีโอกาสเข้าใจผิดคนได้

เพราะเรามักคิดเองเออเองไปก่อน หรือ มีจินตภาพเอง

อย่างที่สไปดี้ตอนแรกพบรู้ว่าลุงถูกคนร้ายฆ่า

ภาพที่คิดขึ้นมาคือการฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ สะใจ เลยโกรธแค้นมากๆๆ เพราะ รักและสงสารลุงที่ถูกฆ่าด้วยคนใจคอโหดร้าย

 

แต่แท้ที่จริงแล้ว เมื่อสไปดี้มาฟังเรื่องราวจึงรู้ว่า ผู้ร้ายไม่ได้ฆ่าด้วยความสะใจอะไรเลย

เขาฆ่าด้วยความกลัวต่างหากและไม่ได้ตั้งใจด้วย

และจากที่โกรธ เขา ก็เปลี่ยนเป็นเห็นใจ และให้อภัยได้ในที่สุด

 

หรือ ที่แฮร์รี่เข้าใจผิดเกลียดสไปดี้มาตลอด

ก็เพราะ เข้าใจผิดว่า สไปดี้ฆ่าพ่อ แต่เมื่อมารู้ความจริงว่าไม่ใช่

ความเกลียดที่เข้าใจผิด จนมาบดบังความรักมาตลอด ก็มลายหายไป

ความรักที่เขามีต่อสไปดี้ก็กลับมาเหมือนเดิม

จนยอมตายแทน เพื่อปกป้อง สไปดี้

 

นั่นคือการสะท้อนว่า ในบางครั้งเรามักมีมุมมองจากการแต่งเติม

 ไปตามความเข้าใจของเราเอง และไปตัดสินคนอื่น

ทั้งแย่เกินจริง หรือ ดีเกินจริง

โดยที่บางครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า

กำลังเข้าใจเขาผิดอย่างมหันต์

ถ้าเราขาดสติ เชื่อภาพในใจที่เราแต่งเติมเองมากเกินไป

ภาพเหล่านั้นจะบดบังความเป็นจริงและสิ่งดีๆ ไปได้ อย่างน่าเสียดายค่ะ

# เรื่องนี้ดูแล้วสงสารนางเอกเหมือนกัน

เธอเจ็บปวดตลอด เธอถูกทำร้ายทั้งจิตใจ และ ร่างกาย

จิตใจ ทั้งเรื่องงานที่ไม่ได้รับการยอมรับ ออกจะล้มเหลว

แฟนที่ไม่เข้าใจเธอและไปจูบกับคนอื่น

และร่างกาย เธอถูกทำร้ายเยอะๆเหมือนกัน

จากแฮร์รี่ version อัปลักษณ์ (อัปลักษณ์จากภายในที่เคียดแค้น แต่ตอนหลังที่หน้าโดนไฟลวก แต่จิตใจเขาไม่มีความเคียดแค้นแล้ว รู้สึกว่าเป็น version ที่น่ารักกว่ามากๆๆ)

และ ที่ถูกวายร้ายรวมหัวกันทำร้าย

อืม น่าสงสารจังเจ็บตลอด

และสงสารผู้หญิงที่พระเอกควงมาเยาะเย้ยนางเอกจังเลยค่ะ

 

เป็นเรื่องหนึ่งที่ดู แล้ว รู้สึกว่าได้อะไรดีเยอะๆเลย ค่ะ

Spider man 3 เป็น Spidy ที่เติบโตขึ้น

คนดูก็เติบโตไปด้วยค่ะ

เพื่อนๆ ลองหาโอกาสไปดูนะคะ แล้วเป็นยังไงบ้าง แบ่งปันกันได้นะคะ รออ่านอยู่ค่ะ

หมายเลขบันทึก: 94552เขียนเมื่อ 5 พฤษภาคม 2007 17:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มิถุนายน 2012 01:43 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (33)
  • ดูหนังฟังใจ (^---------^)
  • ดูละครย้อนดูตน
  • ฟังนอกรู้ใน

dark power dark side of superheroes 

คุณ ซันซัน  ครับ

เขียนได้ดีจังเลย ชอบทั้ง "ความคิด"  "สไตล์" และ "วิธีการเขียน" ครับ

"ความคิด" ที่มองโลกในแง่ดี คิดเชิงบวก

"สไตล์" การเขียนแบบเล่าความคิดที่เป็นธรรมชาติ(มากๆ) มีชีวิตชีวา ใสๆ และไหลลื่น อ่านแล้วเหมือนนั่งฟังคนเขียนพูดด้วยอยู่ต่อหน้า ที่จริงความคิดที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องหนักและยากนะครับ แต่ฟังสบายๆ ฟังแล้วเข้าใจง่ายๆ (สามารถทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย)

"วิธีการเขียน" ที่แปลกดี ขึ้นบรรทัดใหม่ทุกประโยค คล้ายๆ จะเป็น "หนึ่งความคิด หนึ่งบรรทัด" และเว้นบรรทัดด้วย ทำให้ดูโปร่ง และได้ใช้ความคิดไปด้วยในขณะอ่านช่องว่างระหว่างบรรทัด

สุดยอดครับ!!!

ภาค ๑ และ ๒ ก็ดูมาแล้วครับ ภาค ๒ สไปดี้ที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง คนดูหนังดูแล้วอึดอัดไปด้วยกับการตัดสินใจแต่ละครั้งของสไปดี้ เขาไม่เพียงสร้างความงุนงงและบีบคั้นหัวใจแฟนในหนัง ยังบีบคั้นหัวใจแฟนหนังอย่างผมและลูกๆ ที่ดูด้วยกันด้วย   

ภาค ๓ นี้จะไปดูตามคำชวนของคุณ ซันซัน  ครับ ลูกผมก็ชวนอยู่เหยงๆ ครับ

คุณ Man In Flame

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาเยี่ยมกัน และ

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ทีฝากไว้นะคะ

คุณ สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

ขอบคุณมากๆๆๆเลยค่ะ ที่แวะเข้ามาเยี่ยมกัน

และ ขอบอกว่าปลื้มมากๆๆๆๆเลยค่ะ สำหรับคำชมเชย

ดีใจจังเลยค่ะ มีกำลังใจเขียนขึ้นมาเยอะๆๆๆๆๆเลยค่ะ

ยังไงจะหาโอกาสไปดูภาค 2 ให้ได้ค่ะ

น่าจะมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย แน่ๆเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 ปล.หวังว่า คุณ สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ กับครอบครัวจะมีความสุข สนุก กับ spiderman  ภาค 3 นะคะ

สวัสดีครับ คุณ P ซันซัน

วิจารณ์ได้ลึกซึ้งจริงๆครับ ผมเองก็เพิ่งไปดูมาพอดีเลย ผมคิดว่าภาคนี้เค้าทำได้ดีกว่าสองภาคที่ผ่านมาครับ  (สนุกเพิ่มขึ้นตามลำดับภาคเลย)

คุณ join_to_know 

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่านกันค่ะ

และ รู้สึกดีจังค่ะ

อืมๆ งั้นซันซันก็โชคดีนะคะ

ได้ดูภาคที่ดีที่สุดเลย อิ อิ

ผมจะไปดูครับเพราะดูมาทั้ง 2 ภาคและรู้ว่าไม่ใช่แค่ฮีโร่ ทำลายล้างหรือพระเอกตลอดกาล

         เป็นฮีโร่ที่มีความเป็นคนธรรมดาอยู่มาก เหมือนหนังจะบอกเหมือนกันว่าทุกคนก็เป็นฮีโร่ได้เพียงแค่เชื่อมั่นในความดีงาม

         ภาคแรกลุงบอกพระเอกว่า "อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" 

         ภาคสองเป็นอย่างคุณสุรเชษฐ ว่าไว้ครับ และดูเหมือนว่าหนังทำให้ฮีโร่คนนี้ดูแตกต่างจากฮีโร่ทั่ว ๆ ไปที่พยายายามสร้างให้มีพัฒนาการของตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นทั้งร่างกายและ จิตใจ  กลยุทธ์หนึ่งที่ผู้ชมมีส่วนร่วมและเกิดความรักในฮีโร่ในดวงใจตัวนี้อยู่แล้วให้รัก spiderman มากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ใช้ความคิด..............

            ผมไปดูแน่ ๆ ครับ ขอบคุณที่แนะนำ

คุณ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง

ยินดีค่ะ

ขอให้สนุกกับภาค 3 นะคะ

ดูแล้วเป็นยังไง เล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

ว้าว  blogger ตัวจริงมาแล้ว !! 

เขียนได้ดีจริงๆ ครับ อย่างที่อาจารย์ สุรเชษฐ ตั้งข้อสังเกต   จริงๆ แล้ว เราแต่งสี ป้ายตัวหนาอะไรก็ได้นะครับ อย่างเช่นบันทึกBREAKING THE BAD NEWS; GUIDELINE???  ของ Phoenix  

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่อง spiderman ที่ผมเคยนึกในใจว่าก็แค่หนัง action hero อเมริกันอีกเรื่องหนึ่งที่มาโดยเงินเด็กบ้านเรา จะมีอะไรลึกปานนี้  หรือเป็นเพราะคุณ ซันซัน เขียนเก่งปานนั้น ^__^ ทำให้พออ่านจบแล้วอยากดูขึ้นมาทันที เหมือนกับที่หลายๆ คนว่า

ก่อนอื่นขอสมัครเป็นขาประจำเลยนะครับ

 

สวัสดีค่ะ อ. มาโนช

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกัน

เป็นเกียรติมากๆๆเลยค่ะ

และ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ

คือ ยังตื่นๆอยู่ เพราะ ยังไม่ค่อยถนัดกับระบบบล๊อกของโกทูโน ค่ะ

แต่ครั้งต่อๆไป รับรองจะใส่สีสัน ให้สุดๆๆ ไปเลยค่ะ

และ ปลื้มๆๆๆ จังค่ะ ที่อาจารย์ ชื่นชม

อิ อิ กินข้าวไม่ได้ไปอีกสามวันแน่ๆค่ะ

และ ถ้าอาจารย์ได้ไปดู ขอเชิญเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

 

สวัสดีค่ะ คุณหมอ ซันซัน  P

  • ยินดีต้อนรับสู่เวทีเสมือนจริง G2K นะคะ
  • อ่านเรื่อง spiderman 3 จาก blog คุณหมอซันซัน แล้ว  พี่หนิงคงต้องรีบไปดูแล้วหละค่ะ
  • ที่จริงพี่พลาด ภาค 2 ไปนะคะ  แต่ภาค 3 นี้ไม่ยอมพลาดค่ะ
  • ขอบคุณนะคะ

สวัสดีค่ะ พี่หนิง

ขอบคุณนะคะ

ใช่ค่ะ อย่าพลาดนะคะ

ดูแล้วเป็นยังไงเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

 

ผู้กำกับคนนี้เก่งครับ ไม่ได้นำเสนอด้าน hero อย่างเดียว แต่เสนอการต่อสู้กับตัวตนด้วย ถ้าได้ดูทั้งสามภาคจะเห็นว่า ตัวเอกเป็นแค่คนธรรมดา ต้องทำงานหาเงิน ต้องเรียนหนังสือด้วย  ป้าบ้านก็จะโดนยึด โดนไล่ออกจากร้านส่งปิซซ่า ชีวิตต้องต่อสู้จริงๆ ไม่ใช่จะได้อะไรมาง่าย

สวัสดีค่ะ คุณหมอซันซัน

  • ก่อนหน้านี้  ได้อ่านเรื่องย่อจาก คุณหุย หนนึงแล้วค่ะ   หลานๆขอให้พาไปดู  ยุ่งๆเข้าก็ลืมจนหลานจะตัดออกจากกองมรดกอยู่แว้ว.....
  • ภาคสามนี่ดูเหมือนว่า Spiderman จะมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด 
  • ชอบจังที่บอกว่า " Spider man 3 เป็น Spidy ที่เติบโตขึ้น คนดูก็เติบโตไปด้วย "
  • คุณซันซันเล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆตรงๆจากใจดีจังเลย      แล้วก็ทำให้รู้สึกอยากดูมากๆด้วยค่ะ ....   :-)

เล่าได้ดีมาก คิดเหมือนพี่มาโนชเลยครับ

เรื่องราวดีมาก สนุกดี  ลองแต่งสีสัน กับตัวอักษร จะดีกว่านี้อีก  เขียนมาเล่าบ่อย ๆ นะครับ

คุณ dream farm

อืม ๆๆ อย่างนี้ยิ่งน่าดูใหญ่เลยค่ะ

ถ้าดูครบสามภาค คงได้ข้อคิดอะไรดีๆเพียบค่ะ

 ขอบคุณนะคะ

คุณ ดอกไม้ทะเล

ขอบคุณนะคะ ดีใจจังค่ะ ที่ชอบ

และถ้าดูแล้วเป็นยังไง มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

คุณ หมอจิ้น

ขอบคุณค่ะ ปลื้มใจจังกับคำชม

แล้วๆต่อๆ จะแต่งสีสันให้สดใสไปเลยค่ะ

 

 

  • มาทักทาย
  • ยังไม่ได้ไปดูเลยครับ
  • คงหาโอกาสไปดูเหมือนกัน
  • ขอบคุณคุณหมอมากครับ
  • สัญลักษณ์บันทึกคุณหมอครับ

ไม่ได้ดูหนังมาหลายปีแล้วครับ

หากมีหนังดีๆอย่างนี้คงต้องหาเวลาไปดูบ้างก็ดีเหมือนกัน

ขอบคุณที่มาชี้แนะประเด็นดีๆครับ

ดูแล้วครับ...

ผมเป็นคนบ้าหนัง เลยได้มีโอกาสดูมาแล้วทุกภาค

ผมแปลกใจนิดนึง ว่าทำไมภาคนี้

จบแบบไม่ทิ้งอะไรไว้ เพื่อที่จะสร้างเป็นภาคต่ออีก...

ถ้าเป็นคนที่อ่านหนังสือการ์ตูน คงจะรู้

ว่าชีวิตของ Spiderman ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

ทั้งในเรื่องของความรัก เพื่อน หน้าที่การงาน และครอบครัว

 

ผมชอบประโยคเด็ด ที่คุณตาของ Spiderman พูดไว้กับหลานชายในภาคแรก 

พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

'(^-------------^)'

ผู้ที่ยังเห็นแก่ตัวและทำเพื่อตนเองเท่านั้น จึงไม่มีพลังด้วยเหตุนี้เป็นกฎของธรรมชาติทีเดียว  

คุณ ขจิต ฝอยทอง

ดูแล้วเป็นยังไงเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

และขอบคุณสัญลักษณะบันทึกนะคะ สดใสดีค่ะ

คุณ บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)

ยินดีค่ะ

ดูแล้วเป็นยังไง แบ่งปันกันนะคะ

คุณ bunpot

เผอิญไม่ได้ดูภาคแรกค่ะ

แต่ได้ยินหลายคนพูดถึงประโยคนี้ค่ะ

สำหรับตัวเองว่า

อำนาจมักมาพร้อมกับความรับผิดชอบจริงๆ ค่ะ

เพราะถ้ามีอำนาจแล้วไร้ความรับผิดชอบ

สักวันอำนาจนั้นจะหันมาทำร้ายตัวเองค่ะ

คุณ Man In Flame

นั่นสิคะ คนเห็นแก่ตัว

ถ้าเกิดมีอำนาจก็มีไม่ได้นาน หรือ มี

ก็หามีความสุขไม่ค่ะ

และ สักวันการใช้อำนาจอย่างเห็นแก่ตัว

ผลจะย้อนกลับมาคืนสนองตัวเองค่ะ

ขอบคุณมากๆครับ
    เขียนได้สุดยอด  วิเคระห์วิจารณ์ และสกัดคุณค่าจากหนังออกมาได้อย่างน่าชื่นชมครับ
    ไปดูมาแล้วเช่นกัน ที่โดนใจก็เป็นคุณป้านั่นแหละครับ  คำพูดท่านมีพลังจริงๆ .. ตอน 1 ตอน 2 ก็ไม่เคยดูเหมือนกันครับ

คุณ อาจารย์ Handy

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ปลื้มใจจังค่ะ

คำพูดของป้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆนะคะ เนี่ย

สุดยอดไปเลย

สวัสดีค่ะ คุณซันซัน ได้ดู Spiderman เมื่อคืน จำได้ว่าเคยอ่านบันทึกของคุณซันซัน เลยกลับมาแชร์ไอเดียค่ะ หลังจากที่ดูเสร็จแอนถามกับตัวเองว่า

 หากนักโทษแหกคุกตั้งใจฆ่าลุงของสไปดี้จริง สไปดี้จะอภัยให้หรือไม่ สไปดี้อภัยเพราะเชื่อว่านักโทษว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจจะยิงลุงของสไปดี้

หากสิ่งที่คนรับใช้เก่าแก่ในบ้านของแฮรี่ ที่บอกว่าพ่อของแฮรี่โดนอาวุธตัวเองตาย ไม่ได้ถูกสไปดี้ฆ่า เป็นการบอกเพื่อให้แฮรี่เลิกโกรธแค้นสไปดี้

ซึ่งถ้าจริงๆแล้ว สไปดี้เป็นคนฆ่าพ่อของแฮรี่จริง แฮรี่จะอภัยให้สไปดี้หรือเปล่า

หรือว่านี่คือ การเลือกที่จะเชื่อ

ทำไมป้าเจนจึงปฏิเสธที่จะดูรูปคนร้าย เป็นลักษณะของการอภัย หรือ ปฏิเสธที่จะรับรู้ความจริงที่จะทำให้เธอต้องเจ็บปวด

ป้าเจนเลือกที่จะเชื่อและบอกกับสไปดี้ว่า ลุงของสไปดี้คงไม่อยากจะให้เธอและสไปดี้ต้องจัดการกับฆาตกรที่ยิงเค้า เป็นทางเลือก ที่จะปลอบใจและกล่อมให้สไปดี้สงบหรือเปล่า

หากป้าเจนเข้าใจและอภัยฆาตกรได้จริง เหตุใดจึงไม่สามารถมองดูรูปฆาตกรได้อย่างเต็มตา

หรือว่าความโกรธ เกลียด แค้น ซึ่งมาจากความเจ็บปวดจากการกระทำของตนเองหรือคนอื่น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะหาทางออกให้กับความเจ็บปวดนี้ได้

เราสามารถเลือกเชื่อในสิ่งที่บรรเทาความเจ็บปวดให้เราได้ แบบสไปดี้และแฮรี่เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ต้องการได้ยินและทำให้ตนสบายใจ หรือ อย่างที่ป้าเจนปฏิเสธการรับรู้ และสร้างความเชื่อที่จะสามารถปลอบโยนเธอและสไปดี้ได้

สาร 2 อย่างที่สะดุดหูและกระตุ้นให้คิด คือ

สิ่งที่คนเดินถนนบอกสไปดี้ว่า คนคนหนึ่งสามารถสร้างความแตกต่างได้ หรือ ว่าความแตกต่างนี้อาจเทียบได้กับ การเลือกที่จะหาทางออกให้กับความเจ็บปวดของตนในวิธีที่ไม่ใช่การแก้แค้น ทำร้ายผู้อื่นต่อไปไม่จบสิ้น

อย่างที่สอง คือ สิ่งที่ช่างถ่ายภาพ freelance ซึ่งต้องการได้ตำแหน่งงานที่สไปดี้ควรได้ บอกกับสไปดี้ว่า บางทีจินตภาพก็บิดเบือนเราไปจากความจริง แต่ความจริง ที่เค้าเองแต่งภาพและตีพิมพ์ว่าสไปดี้เป็นหัวขโมย ก็เป็นความจริงในแบบที่เค้าต้องการให้คนอื่นๆเชื่อ

แล้วอะไร คือ ความจริง

จินตภาพ (ของบุคคลหนึ่ง) หรือ ความจริง (จากปากของอีกบุคคลหนึ่ง) หรือ ความจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (ซึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง)

หรือ ไม่สำคัญว่าอะไรจะเป็นความจริง แต่สำคัญว่าเราเลือกที่จะเชื่อในแบบใด

ยินดีที่ได้อ่านและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณซันซันในบล๊อกนี้ค่ะ

 

 

 

 

 

คุณ pinkyannie

ขอบคุณคุณแอนมากนะคะ

เป็นประเด็นที่ดีมากค่ะ

เลือกที่จะเชื่อ หรือ เลือกที่จะหาทางออก

จริงค่ะ หลายครั้งเป็นกลไกป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บ ให้รู้สึกอยู่ได้ต่อไปอย่างไม่ทรมาน 

ที่จริงไม่ผิดหรอกค่ะ ที่จะเลือกอย่างนั้น ขอเพียงเลือกโดยรู้ตัว เลือกโดยมีสติค่ะ

 แต่บางทีมันจะเกิดปัญหาเพราะเราเลือกไปโดยไม่รู้ โดยไม่รู้ตัว

และกลายเป็นว่าเราหลายครั้งไม่ได้เผชิญกับความจริง เลือกที่ยกมือปิดหูปิดตาปิดจมูก

และบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่

และอาจกลายเป็นการหลอกตัวเองโดยไม่รู้ตัวค่ะ

เห็นด้วยค่ะ เรื่องความจริง บางทีมันสำคัญว่า

เราเชื่ออันไหนมากกว่า ความจริงที่เราเชื่อมากกว่า(ทั้งที่จริงอาจจะเชื่อถือได้น้อยกว่าในมุมมองคนทั่วไป)

กลับมีอิทธิพลกับเราเหลือเกินค่ะ

อย่างที่เข้าว่าความจริงมีสองอย่างค่ะ

object reality กับ psychic reality

object reality ก็คือความจริงในมุมมองของคนทั่วๆๆไป

ส่วน psychic reality คือ มุมมองของเราเองซึ่งเป็นความจริงสำหรับเราเองเหมือนที่คุณแอนบอกค่ะ

ว่าคือการเลือกจะเชื่ออย่างไหน

และพบว่า ความจริงอย่างหลังมีผลกับชีวิตเรามากกว่าความจริงอย่างแรกค่ะ

เช่น คนเราบางครั้งที่มี psychic reality ว่าตัวเองเป็นคนไม่ได้เรื่อง ทั้งที่คนอื่นมองว่าโอเคดีแล้ว

แต่มุมมองคนอื่นไม่มีอิทธิพลเท่ากับ

เขามองตัวเอง

ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาก็มักตัดสินว่าตัวเองไม่ได้เรื่องร่ำไปค่ะ

ยินดีเช่นกันนะคะที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณแอนในบล๊อกนี้ค่ะ ^+^

ขอบคุณมากๆๆเลยนะคะ

เรื่อง psychic reality นี่น่าสนใจมากครับ ไม่ทราบว่าส่วนใหญ่เราจะรู้ตัวไหมว่าเราเลือกเชื่อ หรือว่ามันเป็นไปเองโดยที่เขาไม่รู้ตัว บางครั้งมันก็บอกยากเหมือนกันนะครับว่าอะไรเป็นจริง ที่เขามองเรา หรือที่เรามองเรา เพราะมันเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ  เราเองก็คอยแต่จะรู้สึกว่าที่เขามองเราอย่างนี้ เพราะเขาไม่เข้าใจเรา

หนังฝรั่งหลาย ๆ เรื่องเล่นกับเราในแง่สัญลักษณ์และจิตวิทยา  นะครับ นอกเหนือไปจากความบันเทิง

      ยอดเยี่ยมครับ ผมไม่ได้นึกให้ลึกลงไปถึงการเลือกที่จะเชื่อแบบไหนเลย อย่างที่คุณพิ้งกี้แอนนี่ว่า

         แต่ผมคิดว่าเราไม่น่าตีค่าของการให้อภัยกันน้อยเกินไปหรือหาเหตุผลรองรับที่มากกว่าการรับรู้ความจริงที่อาจมองข้ามไปด้วยความโกรธ ในเวลานั้น  ในชีวิตจริงเช่นตอนแรกเราโกรธใครคนหนึ่งมาก ๆ ในครั้งแรกแต่ พอเราคิดพิจารณาให้ดีแล้วเรารู้สึกโกรธน้อยลงและให้อภัยได้ในที่สุด

          ประเด็นนี้เป็นแค่เรื่องความแค้นกับการให้อภัยกันแค่นั้น ความแค้นไม่ได้ทำให้ผู้คนมีความสุข และไร้ประโยชน์ในเมื่อความจริงบางด้านและเหตุผลอื่นมีน้ำหนักจากการชั่งใจดู เช่นคนที่ฆ่าลุงมีเหตุผลคือลูกสาว ของเขาที่ป่วย  และความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะยิง สไปดี้ ไม่ได้เลือกจะเชื่อแต่ ดูเหตุผลอื่น ๆด้วยและเข้าใจเขาดี เพราะสไปดี้ก็เคยทำสิ่งผิดพลาดที่ฆ่าผิดคน

            ป้าไม่ดูรูปฆาตกรเพราะไม่มีประโยชน์ใดที่จะแค้นเคืองใคร ๆ อีก ความผิดพลาดของตำรวจ ทำให้จิตใจของผู้โกรธแค้นผิดพลาดไปด้วย หากตั้งใจจะให้อภัยใคร ๆ แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรู้ว่าใคร หรือไม่รู้ว่าใครคือคนฆ่า  กรณีนี้ผมว่าป้ารู้สึกผิดพลาดที่ได้ตัดสินใครบางคนไปแล้วโดยไม่ยุติธรรม จึงไม่อยากผิดพลาดอีก

            เพื่อนอภัยให้สไปดี้เพราะว่าความผูกพันของพวกเขามีมาก จากคำพูดที่ว่า "ผมตายแทนพวกเขาได้" และสุดท้ายเพื่อนก็สละชีวิตปกป้องสไปดี้

           เชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกหรือไม่เลือก เป็นเหตุผลภายในจิตใจ อย่างที่ว่าจริงครับ  แต่ ในด้านของความแค้นกับการให้อภัยแล้ว  บางทีอาจอยู่เหนือเหตุผลที่ว่านั้น   เพราะมีอื่น ๆ อีกมากมายที่จะประกอบเป็นการกระทำของบุคคลคนหนึ่ง และถ้าหากเรารู้ถึงเหตุปัจจัยทั้งหมด หรือเข้าไปอยู่ในใจของผู้ที่เราโกรธแค้นได้แล้ว  เราอาจให้อภัยเขาโดยไร้เงื่อนไข

              ขอบคุณมาก ๆ ครับ

แง่งามของ สไปเดอร์แมน 3 ยังมีมากครับ

1. การเป็นคนดี จิตใจดีของสไปเดอร์แมน  เขาร้องไห้ทุกครั้งที่พบกับเรื่องสะเทือนใจมาก ๆ โดนแฟนบอกเลิก  เพื่อนตาย  เขาร้องอย่างจริงใจ ร้องมากกว่า แฟนซะอีก  และเป็นเหตุผลที่เขาสามารถสลัดไอ้เจ้าสัตว์ประหลาดนอกโลกนั่นออกไปได้โดยไม่ยากนัก

2. การเป็นคนที่ bad boy บ้างในบางเวลาก็ทำให้บางเหตุการณ์มันได้รับการแก้ไขไปได้ดี  สะใจ  แต่ผลของมันที่ตามมา ร้ายกาจ  เช่นรอยแผลเป็นที่ใบหน้าของเพื่อนของเขา และแฟนที่ถูกเขาเองทำร้าย และเขาตัดสินใจหยุดความคิดและการกระทำของเขาในที่

3. มิตรภาพของเพื่อนนั้นมีอยู่เสมอ เพื่อนของเขากลับมาช่วยในที่สุดแม้พึ่งบาดเจ็บจากการทำร้ายกัน

4. การให้อภัยกัน บอกให้ผู้คนรับรู้ว่ามันดีเสมอ และความผิดพลาดจากความโกรธแค้นนั้นส่งผลร้ายแรงต่อจิตใจตนเองอย่างมากมาย

5. การเข้าถึงจิตใจตนเอง การแก้ไขปัญหาในใจตนเอง อาจต้องพึ่งพาใครสักคนที่เป็นคนดี หรือเป็นผู้ใหญ่ที่หวังดี รักเรา ในที่นี้คือป้าของสไปดี้  และที่หนังเรื่องนี้นำมาเป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกผู้คนว่ายังมี ความสงบหนึ่งนะคือศาสนา สไปดี้สลัดตัวสัตว์ประหลาดออกไปได้ก็เพราะที่โบสถ์ และเสียงระฆัง ที่มีผลทำให้สัตว์ประหลาดนั้นอ่อนแรงลง แต่อีกด้านของผู้คนที่สละความโกรธแค้นของตนเองไม่ได้ เมื่อความชั่วร้ายของจิตใจเข้าครอบงำเขาก็พร้อมจะเป็นพวกกับมันและตายไปกับความโกรธแค้นได้ อย่างช่างภาพคู่แข่งของ สไปดี้

           หนังเรื่องนี้ผู้ปกครองควรดูให้ดี และควรให้เด็กได้ดู  ที่สำคัญผู้ปกครองควรอธิบายแง่ดีงามให้เด็กได้ซึมซับไปด้วย   เขาจะได้หายสงสัยว่า  ทำไมฮีโร่ของเขาถึงร้องไห้  ทำไมฮีโร่ต้องมีป้าแก่ ๆ ปลอบใจและแก้ไขปัญหาให้  ทำไมฮีโร่ถึงกลายเป็นคนใจร้ายไปได้และสุดท้าย  ทำไมฮีโร่ของพวกเขาจึงให้อภัยเหล่าร้ายได้

สวัสดีครับคุณซันซัน P

ผมชอบการใช้ภาพยนต์เป็น reference มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series STARWAR, Indiana Jones และมาถึง Marvel Comic Heroes คงจะไม่มีใครอื่นที่โด่งดังในด้าน quick wit, razor-sharp tongue เท่า Mr Spidey ของเรา Peter Parker อีกแล้ว

ตอนสามนี้รู้สึกจะยาวที่สุด มีผู้ร้าย หรือ mask-men อื่นถึงสามตัวด้วยกัน ทำให้พระเอกปลดปล่อย "แอก" ที่เขา guilt เรื่องการที่ลุงถูกผู้ร้ายฆ่าตาย ด้วยการเฉลยว่าจริงๆไม่ได้โยงใยแบบที่ Peter คิดเอาเองในภายหนึ่ง

ในตอนจบ Peter Parker ได้สรุปไว้น่าฟัง น่าคิดต่อ "Every man has choices and it is not about how many choices we have but it is the choice we choose that makes what kind of a man we are.

Some man, like Harry chose to be the best of who he was."

ภาพยนต์เรื่องนี้แสดง dark side และ bright side ของ human nature อย่างน่าชม และเป็น mode ในการสอน moral ได้เนียนมาก สนุกด้วย เราเห็นภาวะ Edward Block ยึดเหนี่ยวกับ The Suite ที่ทำให้เขากลายเป็น The Venom แม้กระทั่งยอมตายไปกับมัน ตอนที่ Peter บอกว่า Self ของ Edward กำลังจะถูก take over โดย The Suite แต่ Edward ก็ไม่รับฟังและยินยอมถูกดูดกลืน อยู่ร้วมกับ Alian Parasite นี้

ตอนผมดู (รอบที่สองเมื่อคืนนี้กับภรรยาและลูกสาว) ถึงตอนที่ Harry ตาย ก็มีเสียงเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแงสงสาร Harry ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่เด็กๆจะ In กับฉากนี้ หวังว่าพ่อแม่คงจะสามารถฉวยโอกาสนี้พาชี้นำเข้าสู่ cognitive moral development ในช่วงนาทีทองนี้ได้ทันท่วงที ก็จะเป็นประโยชน์มาก

ดีใจที่มีคนชมภาพยนต์และถ่ายทอดได้ดีแบบนี้ครับ

 

อ่านแล้วรู้สึกดีจริง ๆ ค่ะ  ที่ คุณ sunsun ถ่ายทอดประเด็นที่ได้จากหนังอย่างชัดเจน  เช่น การ  จับประเด็นคำพูดของป้า  และแง่มุมการให้อภัย อีกทั้งยังได้แง่คิดจากอีกหลายท่านที่เข้ามาร่วมแจม

ส่วนตัวเองชอบประเด็นของหนัีงที่นำเสนอ  ความธรรมดา  ในคนที่ไม่ธรรมดา  ได้อย่างดี  ทำให้เห็นว่าจะเป็นใครก็ยังวนเวียนอยู่ในความทุกข์ได้  ตราบใดที่ัยัง "ไม่รู้" ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์    เช่น  การที่มีความโกรธ  แล้วพยายามไปแก้ความโกรธด้วยการแก้แค้น   ทำร้ายคนนั้นตอบเพื่อหวังจะให้ความโกรธดีขึ้น  แต่ก็อาจจะเกิดผลที่ตามมาอีกมากมาย  เช่น  ความรู้สึกผิด  จริงๆความโกรธจะสงบได้ก็ด้วยการปล่อยวางที่ใจตัวเอง    เหมือนที่ spidey  ยิ้มให้กับคนที่ฆ่าลุงของเขาได้ในตอนสุดท้าย  เมื่อเปรียบเทียบกับการยิ้มแบบสะใจปนเหนื่อยกับตอนที่ spidey สู้กับคนนั้นแล้วคิดว่าคนนั้นตายแล้วในตอนแรก ก็มีความสงบในใจที่แตกต่างกันมากเลยค่ะ

ขอบคุณทุก ๆ ท่าน  โดยเฉพาะ  คุณ sunsun  มากนะคะ  ที่แบ่งปันข้อความดี .....

 

คุณ ธน

อืม ถ้าว่ากันไป ก็ต้องบอกว่าขึ้นกับการมีสติอ่ะค่ะ

คือถ้ามีสติ รู้เท่าทันความรู้สึกความคิดได้เร็วตามทันได้เร็ว

ก็จะพอรู้ตัวค่ะ ว่าอะไรคือความจริงๆข้างนอก หรือ เป็นแค่ความจริงในใจเราเอง

 แต่ถ้าขาดสติบ่อยก็ตามไม่ทันค่ะ

และมักเป็นแบบไม่ค่อยรู้ตัว

อย่างที่ยกตัวอย่างหลงโกรธคนอื่น โดยที่ยังไม่รู้ตัวว่าเราคิดไปเองซะเยอะ ไม่รู้ตัวว่ากำลังเข้าใจเขาผิด

หรือ อาจจะหลงเชื่อความคิดตัวเองเป็นตุตะ จนเข้าใจว่าคนนั้นคนนี้ทำให้ทุกข์

ไม่รู้ตัวว่าแท้จริงทุกข์เพราะความคิดตัวเองต่างหากค่ะ

ขอบคุณนะคะที่มาติดตามกันค่ะ

คุณ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง

ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ

ได้ข้อคิดดีๆๆๆๆ หลายๆๆอย่างเลยนะคะ

ดีใจจังค่ะ

คุณ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง
มีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งจังค่ะ

คุณ Phoenix

ดีใจเช่นกันค่ะ

ได้อ่านคุณ Phoenix ถ่ายทอดมาได้มุมมองที่ดี แหลมคมค่ะ

 ขอบคุณมากมายเลยนะคะ ^+^


คุณ  serenity  

ชอบเหมือนกันเลยค่ะ

ทำให้รู้ว่าเป็นธรรมดาที่คนเรายังมีด้านมืดได้

ทำให้คนที่บางทีเริ่มเห็นตัวเองว่ามีด้านมือ ก็ไม่ต้องโกรธ เกลียดตัวเอง รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะเป็นธรรมดาใครก็มีได้

ทำให้ยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นได้มากขึ้น

และ ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขไม่ได้

สำคัญคือการรู้ตัวต่างหากค่ะ

ถ้ารู้ตัว ถ้าเห็น กลับกลายเป็นข้อดี เพราะช่วยทำให้เติบโตขึ้น จิตใจเข้มแข็ง มั่นคงขึ้นค่ะ

ขอบคุณนะคะสำหรับข้อคิดดี และ การติดตามอ่านกันค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณซันซัน

ชอบสำนวน และเนื้อหาในบทความของคุณมากค่ะ จะติดตามอ่านต่อไปนะคะ

คุณ อ.หนู

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ แบบว่าปลื้มๆจังเลยค่ะ ^+^

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี