อยากจะบอกก่อนเลยว่าท่านก็ได้นำการจัดการความรู้มาปรับใช้แบบไม่รู้ตัวกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นที่ใครจะต้องสั่งให้ทำเลย
           วันที่ 3 พฤษภาคม 2550  ผมได้ร่วมกับทีมนิเทศงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร  จำนวน 4 คน นำทีมโดย หน.ฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นักวิชาการ และนักวิชาการบรรจุใหม่อีก 1 ท่าน  ไปติดตามนิเทศงานที่สำนักงานเกษตรอำเภอพรานกระต่าย

          ปัจจุบันทางส่วนกลางได้กำหนดให้ทุกหน่วยต้องนำการจัดการความรู้ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานส่งเสริมการเกษตร  และสิ่งที่ผมได้ไปพบเห็นบรรยากาศ และการพูดคุย ลปรร.ประสบการณ์ในการทำงานกันในการประชุมประจำเดือนของสำนักงานเกษตรอำเภอ ในวันที่เราไปนิเทศ  อยากจะบอกก่อนเลยว่าท่านก็ได้นำการจัดการความรู้มาปรับใช้แบบไม่รู้ตัวกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นที่ใครจะต้องสั่งให้ทำเลย

           แต่...ก็ยังไม่ได้พูดอะไร จนเวลามาถึงช่วงของการหารือในประเด็นของการปรับใช้KM ในการทำงาน ซึ่งเสนอโดยคุณประสิทธ์  อุทธา นักส่งเสริมฯ ที่ทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยและคุณลิขิตของสำนักงานเกษตรอำเภอ (คนถือแฟ้มว่างั้นเถอะ)   ประเด็นที่ได้หารือก็เพื่อที่จะได้วางแผนการทำงาน และการสรุปผลของการทำงานเมื่อได้ดำเนินการไปในทุกๆ ระยะนั่นเอง

          ในช่วงของการหารือเกี่ยวกับการนำ KM มาเป็นเครื่องมือในการทำงานนั้น ทุกๆ คนต่างก็ได้เปิดใจและแสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรม/ประเด็นของการทำงานโดยใช้KM เป็นเครื่องมือ รวมทั้งตัวผมเองก็ได้ร่วม ลปรร.ด้วย

          พี่สนอง  ขวัญคำ  ได้ช่วยเป็นคนสรุปเกี่ยวกับการนำ KM มาป็นเครื่องมือในการทำงาน  ตามความเข้าใจในบริบทของนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับตำบล ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนได้เข้าใจ และหลายท่านก็ได้เพิ่มเติม ในประเด็นที่พี่สนองได้นำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในวันนี้    ประเด็นหลักๆ ที่พี่สนองได้สร้างความเข้าใจร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ก็คือ

     1. สภาพความรู้โดยทั่วๆ ไปของมนุษย์

          ---ทางมืด      70 %   (เป็นความรู้ในตัวคน)

          ---ทางสว่าง   30 %  (เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรา/เอกสาร)

     2. การนำ KM มาพัฒนาการทำงานจะต้องได้ 3 ทาง

          1) พัฒนาองค์กร   2) พัฒนางาน และ 3) พัฒนาเกษตรกร

     3. การนำ KM มาผนวกในงาน/โครงการ

       เช่น งานวิสาหกิจชุมชน/อาหารปลอดภัย และศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียง   ในส่วนของการถ่ายทอดความรู้ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้

      4. ขั้นตอน KM

          1) ร่วมกันคิด (สร้าง KV)

          2) ถ่ายทอดความรู้เท่าที่มีอยู่  และ หากไม่มีความรู้ก็ต้องหาโอกาสไปค้นหาความรู้(KS

          3) นำความรู้ทั้งหมดมาจัดเก็บไว้ (เอกสาร/แผ่นพับ/ตำรา ฯลฯ) เพื่อการ ลปรร.ต่อไป

     5. การปฏิบัติในงาน/โครงการ

         1) เข้าไปหาเกษตรกร  วิเคราะห์และสร้างแผน/ประเด็นการ ลปรร.ร่วมกัน

         2) ในส่วนของนักส่งเสริมการเกษตร ก็จะต้องมาพูดคุยกัน ปรับแผนการทำงานร่วมกัน  ใครจะช่วยใคร/ทำหน้าที่อะไร เป็นทีม เพราะการทำงานในพื้นที่ทำคนเดียวเหนื่อย

          3) นำแผนไปปฏิบัติ และต่อยอด

 
บรรยากาศของการ ลปรร.และกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน ของนักส่งเสริมการเกษตร อ.พรานกระต่าย

          เห็นบรรยากาศ ของการ ลปรร. ในประเด็นของการนำการจัดการความรู้มาขับเคลื่อนการทำงาน ของนักส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอพรานกระต่ายแล้ว  ทำให้มีความสุขใจครับ เห็นบรรยากาศแบบพี่น้อง   ที่พร้อมที่จะร่วมกันทำงาน  

           นอกจากนี้พวกพี่ๆ ยังได้ตกลงกันไว้ว่า ในการพบปะกันในการประชุมอย่างนี้ในทุกๆ ครั้ง จะเปิดโอกาศให้ทุกคนได้นำประสบการณ์ในการทำงานพื้นที่ มาแลกเปลี่ยนกัน  และท้ายสุดคุณประสิทธิ์  จะเป็นคนสรุปองค์ความรู้ที่ได้ในการทำงานส่งเสริมการเกษตร  จากการ ลปรร.ของทุกๆ คน เป็นองค์ความรู้ของหน่วยงานกันต่อไป

          เป็นก้าวที่สำคัญก้าวหนึ่งของการทำงานส่งเสริมการเกษตร  ของสำนักงานเกษตรอำเภอพรานกระต่าย (ในระดับอำเภอ)   ที่ทุกคนยอมรับและพร้อมที่จะนำ KM มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน  และเป็นบทเรียนอันสำคัญสำหรับทัมงานคุณอำนวยในระดับจังหวัด  ที่จะได้นำไปเป็นบทเรียนขยายผลไปสู่อีกหลายๆ อำเภอต่อไป

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ โอกาสต่อไปจะนำความก้าวหน้ามาบันทึกให้ได้อ่านอีกนะครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก  03/05/50