เอาเลย แต่ถ้าเธอจะล้างถ้วยชามละก็ เธอจะต้องเรียนรู้วิธีล้างจานก่อนนะ

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="Publishwithline">ล้างจานเพื่อล้างจาน</p><div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 2pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: #4f81bd 1pt solid"></div>  <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            ผู้เขียนเข้าใจ(เอาเอง)ว่า  การที่ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ไปฝึกปฏิบัติธรรมตามคอร์สต่างๆ นั้น  ก็เพื่อฝึก “สติ” หรือฝึก “การรู้สึกตัว”  ซึ่งนั่นเป็นแนวทางในการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน  ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นทางตรงและทางเดียว  ที่จะมุ่งสู่พระนิพพาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            หากแต่การฝึกวิปัสสนาตามคอร์สต่างๆ นั้น  ก็เพื่อไปเอาวิธีฝึกปฏิบัติมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ปัญหาก็มีอยู่ว่าที่เราไปฝึกมานั้นจะนำมาใช้ได้จริงหรือไม่  ผู้เขียนมีความเห็นว่าถ้าสำนักใดสอนให้เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็น่าจะเป็นทางที่ถูกที่ควร  แต่ก็เคยได้ยินว่าบางสำนักบอกให้ไปปฏิบัติที่สำนักเท่านั้นถึงจะได้บุญ  ถ้าปฏิบัติข้างนอก(สำนัก) จะไม่ได้บุญ  ถ้าเป็นแบบนี้ผู้เขียนกล้าฟันธงได้เลยว่าไม่ถูกต้องแน่นอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            ที่ผู้เขียนบอกแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า  การปฏิบัติธรรมจะต้องเข้าฝึกตามสำนักต่างๆ เท่านั้น  หามิได้  เราสามารถปฏิบัติธรรมได้ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเข้าสำนักใดๆ เลยก็ได้  เพียงแต่การฝึกที่สำนักต่างๆ นั้นจะทำให้เราปฏิบัติได้เร็วขึ้น  ไม่มัวหลงทิศหลงทางอยู่  ทำให้เสียเวลาอาจจะทั้งชีวิตเลยก็ได้  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจริงแท้แห่งสำนักนั้นๆ ด้วย</p>            ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็เพียงแต่อยากนำบางบทจากหนังสือที่ชื่อ “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ของภิกษุชาวเวียดนามที่มีนามว่า  ติช นัท ฮันห์  มาเสนอให้อ่านกัน  เนื้อหาแทบทั้งหมดของหนังสือเพื่อเน้นให้เรามีสติกับชีวิตประจำวันในทุกกรณี  ซึ่งถ้าหากได้สัมผัสงานเขียนของท่านอย่างถ่องแท้  และสามารถนำปฏิบัติได้จริง  ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมก็ได้  แต่ผู้เขียนก็อยากแนะนำว่าถ้าเรามีครูบาอาจารย์จะปลอดภัยกว่าครับ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            แม้ท่าน ติช นัท ฮันห์ จะไม่ใช่ภิกษุนิกายเถรวาทอย่างที่ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือกัน  แต่เมื่อได้สัมผัสงานเขียนของท่านแล้ว  ผู้เขียนเห็นว่าแทบไม่ต่างอะไรเลยกับงานเขียนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ  หลวงปู่ดูลย์  หรือแม้แต่หลวงปู่ชา ก็ตาม  มิหนำซ้ำท่านยังประยุกต์การปฏิบัติให้คนรุ่นใหม่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าสนใจทีเดียว</p>            นี่แหละหนา ชื่อว่าเป็นศิษย์ตถาคต  ไม่ว่าเริ่มต้นที่ทางสายไหน สุดท้ายก็มีจุดหมายเดียวกัน  เปรียบเหมือนกับทุกแม่น้ำที่ต่างก็มีทางเชื่อมต่อสู่ทะเลเดียวกัน  ผู้ใดที่มีอคติว่านิกายตนดีกว่าเหนือกว่านิกายอื่นๆ โปรดหยุดคิดเสียเถิดครับ  แล้วหันมาศึกษาจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละนิกาย  แล้วนำมาปรับใช้ด้วยกัน  เพื่อผลประโยชน์แด่มนุษยชาติ  และเพื่อช่วยยืดอายุพุทธศาสนาไปในตัว <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            งานเขียนของท่าน ติช นัท ฮันท์ ชิ้นนี้ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะเคยอ่านหรือได้ยินมาบ้างแล้ว  แต่ที่นำมาให้อ่านกันก็เพื่อเป็นการทบทวนสำหรับผู้ที่เคยอ่านแล้ว  และเป็นการทำความรู้จักสำหรับสมาชิกหน้าใหม่</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            ผู้เขียนคิดว่าจะนำมาเสนอสักสองสามบท  แต่ละบทจะคัดเฉพาะส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจเท่านั้น  เพื่อจะย่นไม่ให้บทความยาวจนเกินไป  ส่วนผู้ใดอยากอ่านฉบับเต็มก็ลองหาตามร้านหนังสือทั่วไปนะครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            บทนี้มีชื่อว่า “ล้างจานเพื่อล้างจาน  เชิญทัศนาครับ</p>  <hr><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ที่สหรัฐอเมริกา ครูมีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อ จิม ฟอเรสท์  ครูรู้จักเขาหลายปีมาแล้ว  ตอนที่เขาทำงานอยู่กับกลุ่มคาทอลิกสัมพันธ์เพื่อสันติภาพ (Catholic Peace Fellowship)  จิมได้เผาหมายเกณฑ์ทหารเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม  ผลก็คือเขาต้องติดคุกปีกว่า  เมื่อรู้ข่าว  ครูรู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย  เพราะเขาเป็นคนกระตือรือร้นและอุทิศตนต่องานอย่างมากคนหนึ่ง  และครูเกรงว่าเขาจะเผชิญกับกำแพงสี่ด้านของคุกไม่ไหว  ครูเลยเขียนจดหมายสั้นๆ ฉบับหนึ่ง  เตือนให้เขาระลึกถึงกลีบส้มที่เราเคยแบ่งกันกินว่า  การอยู่ในคุกของเธอ  ก็เหมือนกับกลีบส้มนั้น  กินมันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมัน  วันพรุ่งนี้มันก็จะไม่มีอีกแล้ว  ครูไม่แปลกใจเลยเมื่อมารู้ภายหลังว่าจดหมายสั้นๆ นั้นได้ผลจริงๆ  ๓ ปีต่อมา จิมเขียนมาว่า  จดหมายของอาจารย์ช่วยผมได้มากเหลือเกิน  ผมได้พบความสงบและวิธีจะอยู่อย่างแจ่มใสในคุก  ช่วงเวลาในคุกกลับที่มีประโยชน์ต่อผมมาก  จิมได้พบอิสรภาพในคุก  และได้ใช้เวลาและชีวิตในนั้นอย่างคุ้มค่า  นับว่าเขาทำได้ไม่เลวเลยนะควง</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">            เมื่อหน้าหนาวที่ผ่านมา  จิมแวะมาเยี่ยมครู  ธรรมดาครูเป็นคนล้างถ้วยชามหลังอาหารเย็น  ก่อนที่จะไปร่วมวงดื่มน้ำชากับทุกๆ คน  ค่ำวันหนึ่งจิมมาขอทำงานนี้แทน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ครูบอกว่า  เอาเลย  แต่ถ้าเธอจะล้างถ้วยชามละก็  เธอจะต้องเรียนรู้วิธีล้างจานก่อนนะ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">จิมตอบว่า  ครับ  อาจารย์ช่วยสอนผมที</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ครูจึงอธิบายว่า “การล้างจานมี ๒ แบบ  วิธีแรก ล้างเพื่อทำความสะอาดถ้วยชาม  วิธีที่สอง ล้างถ้วยชามเพื่อที่จะล้างถ้วยชาม</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">จิมบอกว่าเขาขอเลือกวิธีที่สอง  ล้างถ้วยชามเพื่อที่จะล้างถ้วยชาม  เป็นอันว่าจิมรู้จักวิธีล้างจานแต่นั้นมา  ครูเลยมอบความรับผิดชอบให้เขาตลอดอาทิตย์นั้น  หลังจากนั้นเขาก็เลยโฆษณาชวนเชื่อการล้างจานเพื่อล้างจานเป็นการใหญ่  ดูเหมือนจะเขียนไปลงนิตยสารตั้งหลายฉบับ  เวลาอยู่ที่บ้านเขาก็พูดเรื่องนั้นบ่อยมากเช่นกัน  จนถึงขนาดรอล่าพูดหยอกเอาว่า  “ถ้าคุณชอบที่จะล้างจานเพื่อที่จะล้างจานมากจริงๆ ละก็  ในครัวมีจานสะอาดเต็มตู้เลย  ทำไมคุณไม่เอามาล้างล่ะ” ... <hr></p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">แล้วคุณล่ะครับ ล้างจานเพื่ออะไร?</p><address class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt">ธรรมะสวัสดีครับ</address>