เคยมีบล็อคของตัวเองมาแล้ว เมื่อปีก่อน แต่ไม่ได้เขียนมานานตอนนี้กลับมาเริ่มต้นชีวิตและงานใหม่ ในที่ๆ เคยอยู่ทางเหนือสุดของประเทศไทย ได้เกือบ ๒ เดือนแล้ว ได้เห็นอะไรๆ เปลี่ยนไปหลายอย่าง
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกอยากมีบล็อคอีกครั้ง เพราะอยากหาคนที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยคิด วิเคราะห์ และช่วยหาทางออก ก็เพราะภาพที่เห็นเมื่อเช้านี้....
ฉันมองออกไปจากประตูสำนักงาน เห็นลุงที่ฉันเคยเคารพในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งของหมู่บ้าน กำลังจูงเด็กเล็กๆ ๒ คนข้ามถนนทางหลวงอย่างเก้ๆ กังๆ เด็กแต่ละคนเป็นลูกของลูกสาวลุงที่นำมาทิ้งไว้ให้ลุงเลี้ยง เพราะตัวเองต้องไปทำงานต่างประเทศ หลังจากที่สามีของทั้งสองเสียชีวิตในช่วงสงครามยาเสพติดเมื่อหลายปีก่อน
ข้างๆ มีลูกชายวัยหนุ่มของลุง กำลังขี่มอเตอร์ไซด์มือสองคันใหม่ที่เพิ่งถอยออกจากร้านขายมอเตอร์ไซด์ข้างสำนักงานของฉัน ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ลุงแวะมาคุยกับฉันและบอกว่าคงไม่ซื้อหรอก ไม่มีเงิน แต่คิดว่าคงจะทนลูกตื้อของลูกชายคนเล็กคนนี้ไม่ไหว และคงเป็นเพราะจำเป็นต้องตามใจเนื่องจากลูกชายคนนี้เป็นตัวแทนลูกชายคนโตซึ่งถูกเก็บในเหตุการณ์สงครามยาบ้าอีกเช่นกัน ลุงจึงรักลูกชายคนนี้มากและขอให้อยู่ช่วยทำไร่ที่บ้านโดยไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่น
ฉันย้อนระลึกถึงลุงคนนี้สมัยที่ยังเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่า นับแต่สมัยที่ฉันได้มีโอกาสรู้จักกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว ตอนนั้นชีวิตลุงดูเรียบง่าย พึ่งพาอาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนและมีความสุขมาบัดนี้ เมื่อกระแสความเจริญ ทุนนิยม และเงิน เข้าไปทะลุทะลวงหมู่บ้าน ได้ฉุดกระชากให้ชีวิตของลุง และอีกหลายชีวิตนับไม่ถ้วน ต้องมาผจญ ดิ้นรนหาเงินๆๆๆ บนความไม่มั่นคงของชีวิตของตนและลูกหลานเช่นนี้
ฉันบอกความรู้สึกตัวเองทันทีที่เห็นภาพเมื่อเช้าไม่ถูก ได้แต่คิดว่าพื้นที่ว่าง ที่เป็นเหมือนหุบเหวระหว่าง "โลกเก่า" และ "โลกใหม่" ที่จำเป็นต้องก้าวข้ามไปนี้ ถ้าหากมีสะพานทอดผ่านก็คงจะทำให้หลายๆ คน โดยเฉพาะชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตนเช่นลุงนี้ สามารถก้าวผ่านไปได้อย่างบาดเจ็บและบอบช้ำน้อยที่สุด..
จึงคิดว่า บล็อกใน gotoknow นี้น่าจะเป็นช่องทางที่ให้หลายๆ ท่านที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ช่วยให้คำแนะนำแก่คนเล็กๆ ในพื้นที่ เพื่อการก้าวเดินต่อไปกับพี่น้องชนเผ่าเหล่านี้ ท่ามกลางกระแสทุนนิยมปัจจุบัน
สะพานแห่งนี้ เป็นสะพานที่แข็งแรงให้ได้ก้าวผ่านได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับกำลังใจแรก
มันยากนะคะ ที่จะให้คนในโลกเก่าก้าวหน้ามาเข้าใจเรื่องใหม่โดยไม่สูญเสียเรื่องเก่า หรือคนในโลกใหม่ย้อนยุคไปรักษาไว้ซึ่งเรื่องเก่า
richesse ของเรื่องเก่า จะเป็นตัวที่สร้างความยั่งยืนให้เรื่องเก่าค่ะ ถ้าเรื่องเก่าไม่ดีพอ ก็ต้องปล่อยให้เลือนหายไป แต่เรื่องเก่าที่ดีงาม ก็ต้องพยายามสร้างความกลมกลืนกับฉากใหม่ของโลกปัจจุบันให้ได้
แต่มันยากค่ะ
ขอบคุณค่ะ จะพยายามก้าวอย่างมีสติเสมอ
อยากขอ archanwell ช่วยอธิบายเพิ่มเติมสักนิดว่า "richesse ของเรื่องเก่า" ที่อาจารย์ว่าหมายความว่าอย่างไรหรือคะ ขอบคุณมากค่ะ
richesse ???
ความร่ำรวย ?????
มนุษย์หนึ่งคน สังคม (มนุษย์หลายคน) ก็จะมีความร่ำรวยในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ร่ำรวยวัตถุ ร่ำรวยความคิด ร่ำรวยอารมณ์
สังคมไทยในโลกเก่าร่ำรวยทรัพยากรที่ทำให้ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มนุษย์จึงมีชีวิตอยู่สบายๆ เรื่อยๆ แล้วความชอบชีวิตง่ายๆ ก็ทำให้คนไทยร่ำรวยอารมณ์แบบง่ายดายนิยม
แล้วง่ายดายนิยมนี้เองที่ตัว อ.แหวว คิดว่า เป็นตัวอย่างของความร่ำรวยในโลกเก่าของสังคมไทยที่จะลืมเลือนไปได้แล้ว เราคงต้องยอมรับความจริงว่า ทรัพยากรรอบตัวมนุษย์ในสังคมไทยไม่เหมือนเดิม การอยู่ไปเรื่อยๆ ลอยตัวไปวันๆ หนีปัญหาไปเรื่อยๆ มักนำความยุ่งยากที่มากกว่ามาสู่ชีวิต
ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ คนใกล้ตัวเธอ ที่ชอบบริโภคง่ายดายนิยม แต่ลืมคิดว่า โลกเก่าไม่มีอยู่แล้ว มาใช้ง่ายดายนิยมในโลกใหม่ที่คนในโลกนี้มีอารมณ์ที่ซับซ้อน เราซึ่งมาจากโลกเก่า เปราะบาง ร้าวราน เจ็บปวด เสียความรู้สึก และจำทน
คนจากโลกเก่าต้องปรับอารมณ์เมื่อเดินเข้าสู่โลกใหม่
จริงอย่าง อ.แหวว ว่าค่ะ
อย่างที่เห็นชัดๆ เรื่องการจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ บนดอย เมื่อก่อนใครมาอยู่ในชุมชน ก็จับจองใช้ประโยชน์อย่างเสรี เพราะปลูกเพียงเพื่อยังชีพ ไม่รุกรานทรัพยากรมากนัก
แต่ในโลกใหม่ ในปัจจุบัน ไม่ได้ปลูกแค่พอกินในครัวเรือน แต่ปลูกๆๆ ใช้ยาๆๆๆ เพราะต้องขายหาเงิน ดินก็เสื่อม ที่ดินก็จำกัด คนก็ยังเข้ามาจากที่อื่นเรื่อยๆ เริ่มมีการแย่งชิงทรัพยากรมากขึ้น หากไม่มีการปรับตัวกับโลกใหม่ ก็ไม่อาจใช้ชีวิตต่อในชุมชนได้ จึงไหลทะลักเข้าเมืองอย่างที่เห็น
หรืออีกตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นสำหรับคนโลกเก่าที่เคยใช้ทรัพยากร "ธรรมชาติ" ที่บริสุทธิ์จริงๆ แต่ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านั้น เจือด้วยสารเคมีมากมาย จึงพบเห็นหลายๆ คนต้องเจ็บป่วย ด้วยสารปนเปื้อน จากการดื่มน้ำจากลำห้วย ลำธาร ตามวิถีชีวิตของโลกเดิม ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แล้ว ในโลกปัจจุบัน
คงต้องค่อยๆ ปรับทั้งกาย ทั้งอารมณ์ ทั้งชีวิต อย่างอาจารย์ว่าแหละค่ะ
โลกหมุนเร็วขึ้นนะครับ ตามความรู้สึกของคน..ทั้งๆที่มี 24 ชั่วโมงเหมือนกัน...คนที่หลงตามโลกใหม่โดยไม่มีพื้นฐานที่รู้เท่าทันก็จะมีปัญหา...แต่ต้องมีปัญญานะครับ...ทุกอย่างอยู่ที่พื้นฐานการคิด
ไม่ต้องไปที่ไหนไกลตัวเลยครับ...แค่เจ้าลูกชายของผม สี่ขวบ ก็จะเล่นอินเทอร์เนตแล้ว....สมัยเราสี่ขวบยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย....
สะพานที่จะเชื่อมโลกเก่า กับโลกใหม่...น่าสนใจนะครับ...ควรจะเชื่อมหรือเปล่า...?
โอชกร
ขอบคุณ อ.โอชกร มากค่ะที่มาช่วยให้ความเห็น
ถ้าสะพานจะช่วยเชื่อมให้สามารถก้าวสู่โลกใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีสติ รวมทั้งให้สามารถหันหลังกลับมาสู่โลกเก่า สู่รากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของตนเองได้ ก็น่าจะจำเป็นต้องสร้างไว้เชื่อมกันนะคะ
แต่ปัญหาคือโลกมันหมุนเร็วมากอย่างอาจารย์ว่าแหละค่ะ
คงต้องให้สถาปนิกอย่างอาจารย์ ช่วยออกแบบสะพานลอยฟ้า เพื่อเด็กเยาวชนชายขอบประเทศแถบนี้ จะได้อยู่บนโลกปัจจุบันอย่างรู้เท่าทันค่ะ