รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้มคุมคลังบริหารงบแผ่นดิน

คลังเผยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คุมเข้มการบริหารนโยบายการเงินการคลัง ระบุชัด ทุกมาตราล้วน   ให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการออกกฎหมายกำกับการหารายได้ รายจ่ายและการ  ก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งอาจกระทบต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน  ขณะที่การใช้งบกลางของรัฐบาลต้องแสดงเหตุผลทุกรายจ่าย และกำหนดหน่วยงานที่ไม่ต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐต้องแสดงรายรับและรายจ่ายต่อคณะรัฐมนตรีด้วยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ ฉบับรับฟังความคิดเห็น ในหมวด 8 ที่ว่าด้วยการเงิน การคลังและงบประมาณ        ว่าจะกระทบต่อการบริหารและการจัดการงบประมาณของประเทศในด้านไหนและอย่างไรบ้าง เพราะในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่กำหนดเรื่อง การเงิน การคลังและงบประมาณ  เพียงแต่ระบุว่า งบประมาณต้องทำเป็น
กฎหมายเท่านั้น      ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด
8 ว่าการด้วยเรื่อง การเงิน การคลัง และงบประมาณ มีทั้งหมด

5 มาตรา เริ่มตั้งแต่มาตรา 162 จนถึงมาตรา 166 และในแต่ละมาตรา ล้วนแต่มีความสำคัญกับการบริหารและการจัดการงบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้น
รายงานข่าวกล่าวว่า ในมาตรา 163  ระบุชัดเจนว่า ในการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ  นอกจากจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ ทั้งเรื่องของรายรับ การกำหนดวัตถุประสงค์ กิจกรรมแผนงาน และโครงการในแต่ละรายจ่ายงบประมาณแล้ว ยังต้องแสดงฐานะทางการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมจากการใช้จ่าย และการจัดหารายได้ การขาดรายได้ จากการยกเว้นภาษีในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึง การตั้งงบประมาณผูกพันข้ามปี การก่อหนี้รัฐบาล และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจ    นอกจากนี้ ยังระบุว่า ถ้ารายจ่ายใดที่ไม่สามารถจัดสรรเป็นรายจ่ายในรายการใดได้ ให้จัดสรรไว้ในรายการรายจ่ายงบกลาง โดยต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นในการกำหนดงบประมาณรายจ่ายงบกลางนั้นด้วยในมาตรานี้ยังกำหนดให้มีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การก่อหนี้หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ หลักเกณฑ์การกำหนดวงเงินสำรองรายจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งจะใช้เป็นกรอบในการกำกับการใช้จ่ายเงินตามแนวทางการรักษาวินัย การเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้ง เป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน” รายงานข่าวกล่าวว่า การกำหนดให้มีกฎหมายการเงินการคลัง อาจส่งผลให้บทบาทของกระทรวงการคลังในการออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการลงทุน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะไม่สามารถทำได้ทันที เพราะมาตรการใด ๆ ที่จะทำให้รัฐขาดรายได้ต้องมีการวางแผนและการจัดการไว้ล่วงหน้า ทำให้บทบาทของสำนักงบประมาณเหลือเพียงแค่หน่วยงานอนุมัติเงินงวดในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ส่วนการพิจารณาการใช้จ่ายเงินงบประมาณของแต่ละส่วนราชการจะอยู่ใต้การกำกับดูแลกฎหมายฉบับใหม่ มาตรา 164 ได้กำหนดให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี  พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน จากเดิมที่ใช้เวลานานกว่านั้น และรัฐบาลยังจะต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่วนมาตรา 165 ระบุว่า การจ่ายเงินแผ่นดิน จะกระทำเฉพาะที่อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายที่เกี่ยวกับการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วย   เงินคงคลัง แต่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ  ซึ่งในกรณีนี้ สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เป็นตัวเงินจริง ๆ จากเดิมที่สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจะใช้คืนเฉพาะตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น เพื่อป้องกันเงินคงคลังหดหาย ขณะที่มาตรา 166 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งรายได้แผ่นดินให้จัดทำรายรับและการใช้จ่ายเงินเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อสิ้นปีงบประมาณและให้คณะรัฐมนตรีรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไปกรุงเทพธุรกิจ  30  เมษายน  2550