19-4-50
การประชุมกรมครั้งนี้ท่านอธิบดีจะทำโครงการเจียรนัยคนของกรมเพื่อให้เหมาะกับภารกิจกรมที่จะต้อง go inter คือเราถูกกำหนดให้เป็นพี่เลี้ยงASEAN +3 และอื่นๆ
competency ที่คาดหวังคือมีความรู้ในงานตนเอง
ใช้ภาษาอังกฤษได้ทั้งพูด อ่าน และเขียน
สามารถทำ power point ใช้ได้เอง
สิ่งที่ต้องทำคือ 1การสรรหา
2การพัฒนา
3การรักษาให้อยู่ในองค์กร
ท่านบอกว่าจะปั้นดินให้เป็นดาวทั้งดวงใหญ่ ดวงกลาง และดวงเล็กโดยจะอบน้ำแร่แช่น้ำนมให้ดีโดยจะตั้งคณะทำงาน หาทุนมาสนับสนุน
ท่านสอนเราให้เอาใจลูกน้องเพราะลูกน้องเป็นผู้สร้างผลงานให้เรา
อย่าใช้ระบบเจ้าขุนมูลนาย
ดิฉันไม่ได้เสนออะไรเพราะ ไม่แน่ใจว่าท่านสอนใครในห้อง
ถือโอกาสมาถ่ายทอดและ นำนโยบายมาปฏิบัติค่ะ
ใครชอบใช้ระบบเจ้าขุนมูลนายก็พยายามดูแลและประเมินตัวเองบ่อยๆ
เดี๋ยวลูกน้องหายหมดจะเสียชื่อชาวบำราศนะคะ
สิ่งที่ดิฉันคิดว่ากรมกำลังเป็นปัญหาขณะนี้คือเสียคนให้ WHO และโครงการต่างประเทศอื่นๆซึ่งดิฉันคิดว่าท่านอธิบดีน่าจะมาดูแลเองและดูว่ารากของปัญหาอยู่ที่ใหนกันแน่
ถ้าไม่ทราบว่าทำไมคนดีๆจะต้องจากเราไป ถึงเราสร้างคนที่มีคุณภาพแต่ไม่ดูแลระบบการรักษาให้คนอยู่ในองค์กรก็ไม่ได้แก้ปัญหาค่ะ
ดิฉันเองก็พยายามดูแลเรื่องคน ปัญหาขณะนี้อาจจะเกิดจากการมอบงานไม่ชัดหรือชัดแต่คนที่ทำไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง
การที่กรมกำหนดเป็นนโยบายน่าจะทำให้งานHRDมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้นค่ะ
เรียนพี่อัจฉรา
จริงๆแล้วผมคิดว่าระบบราชการของเราควรจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังมานานแล้ว แต่คงไม่มีใครได้ใส่ใจน่ะครับ ผมเองยังเชื่อว่าระบบราชการเป็นระบบที่ดีในหลายๆด้าน แม้จะสู้เรื่องค่าตอบแทนของระบบเอกชนไม่ได้ แต่ถ้าจัดระบบต่างๆให้เอื้อต่อการทำงาน การแสดงความสามารถ และการแสดงความคิดเห็นได้แล้วล่ะก็คงจะทำให้คนอยู่กันได้นานๆขึ้นครับ
ผมเองเคยเจอกับตัวเอง ตอนอยู่ที่กรมฯ แล้วจับได้ว่าลูกน้องทุจริต แต่ทางผู้บังคับบัญชาไม่สามารถหาทางแก้ไขให้ได้ครับ ทำให้เราอาจจะเสี่ยงต่อการติดคุกได้ในอนาคตหากยอมเซ็นชงขึ้นไป เหตุการณ์นั้นเลยทำให้ผมหันเห มาทำงานด้านวิจัยที่สบายใจขึ้นมาก และคิดว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่าครับ แต่ลึกๆก็คิดถึงเรื่องอื่นๆเช่น clinical practice skills ที่สูญเสียไป
เมื่ออาทิตย์ก่อนผมก็เพิ่งได้ยินว่าพี่สมบัติก็จะลาออกไปอยู่ WHO เร็วๆนี้ ก็ใจหายเหมือนกันว่า แล้วใครจะเหลืออยู่ในกรมล่ะเนี่ย ตอนนี้แทบจะไม่มีคนเจ๋งๆด้านเอดส์เหลืออยู่เลยครับ ว่าจะไปแย็บๆท่านอธิบดีว่าน่าจะยืดเวลาการเกษียณของพี่ๆไปอีกสักห้าหรือสิบปีนะครับ
อีกสักพักจะขออนุญาตไปเยี่ยมเยียนบำราศและปรึกษางานวิจัยกับพี่นะครับ
รักและเคารพเสมอ
ธีระ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมและให้ความเห็นค่ะ พี่เสียดายหมอสมบัติแต่ยังคิดไม่ออกว่ากรมจะทำอย่างไรต่อนอกจากโครงการนี้ค่ะ
อ่านในบอร์ดของ ดร. แล้วเห็นว้าการทำงานหาTalent Mgmt นั้น มีการสรรหา พัฒนา และการรักษาคนให้อยู่กับองค์กร ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างยาก เรียนถามว่า องค์กรควรมีวิธีการรักษาคนเก่งอย่างไร ผู้บริหารควรสร้างการยอมรับอย่างไร และคนเก่งเหล่านั้นน่าจะได้รับอัตราค่าตอบแทนแตกต่างอย่างไรครับ หมายถึงในหน่วยงานรัฐนะครับ
เฉพาะทื่บำราศดิฉันจะดีความต้องการพื้นฐานของแพทย์โดยจัดคลินิคพิเศษที่หมอมีค่าตอบแทนที่พอใจ คนไข้พอใจ องค์กรอยู่ได้ค่ะ
ดิฉันตั้งกองทุนเพื่อนำมาสนับสนุนในส่วนที่ราชการจ่ายไม่ได้เช่นการจ่ายค่าแปลวารสารวิจัย การลงวิจัยที่รวดเร็ว การส่งคนไปเรียนในสาขาที่ขาดแคลน การไปดูงานต่างประเทศ
การจ่ายค่าตอบแทนที่ต้องแข่งขันกับเอกชนโดยปรับระบบค่าตอบแทนให้จูงใจ
เฉพาะคนที่เก่งมากๆและเป็นคนที่สร้างผลงานให้องค์กร ดิฉันจะต้องเข้าใจเขาว่าอยากได้อะไร อะไรที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ต้องไปดูแลเองค่ะ เช่นการให้มีnote book การสนับสนุนเงินบำรุงในการทำวิจัยที่สำคัญ
ที่สำคัญที่สุดต้องให้น้องไว้ใจเราและสามารถมาบอกเราได้ทุกเรื่องค่ะ ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานค่ะ
แต่ยังทำได้ไม่ดีมากอย่างที่หวังค่ะ ปัจจัยอื่นๆยังมีอีกมากค่ะ
ขอบคุณทีมาเยี่ยมและให้ไอเดียดิฉันบ้างก็จะทำให้ดิฉันฉลาดขึ้นค่ะ
ที่กรม ทำ Talent แล้วครับ โดยเชิญที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จริงจาก
ภาคเอกชน ชื่อ อ.รุ่งโรจน์ อรรถานิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ Thaiskillplus มาเป็นที่ปรึกษา
ทำได้รวดเร็ว และคัดคนเก่งได้ตรงครับ อ.รุ่งโรจน์ เคยเป็นผู้บริหารจาก SCG มากว่า
20 ปี จึงทำได้ดีมาก แต่สุดท้ายก็ติดปัญหาที่ระบบการดูแลของราชการนี่แหละครับ
ที่ต้องรอการแก้ไขคงอีกนาน
ขอบคุณอนุรักษ์ที่มาให้ข้อมูลค่ะ การทำโครงการTalent ในระบบข้าราชการคงต้องคิดต่างจากเอกชนเพราะปัจจัยเสริมต่างกันมากค่ะ
ในระบบราชการ การรู้จักสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เป็นวิธีการที่ดีที่สุด
ดิฉันเป็นพนักงานราชการ ทำงานเต็มที่เกินร้อย รับภารกิจต่างๆ ไม่น้อยกว่าข้าราชการ
แต่ไม่เคยได้รับการดูแลอะไรเลย สิทธิในการตรวจสุขภาพประจำปียังไม่มีให้
อย่าเที่ยวไปเรียกร้องอะไรเลย...เค้าจะหาว่า ไม่พอใจก็ให้ลาออกไป
วันนึงหน่วยงานราชการจะแย่ ถ้าไม่เคยดูแลบุคลากรที่ทำงานให้เสมอภาค
อย่าว่าแต่พนักงานราชการเลยค่ะ ข้าราชการบางคนทำงานหนักมาก แต่ไม่เจาะแจ๊ะ นาย
ไม่ทำตัวเด่นในที่ประชุม ไม่มีใครเห็นหัว ซ้ำยังไม่ยอมมีของฝากพวกหน้าห้อง ชาตินี้ก็ไม่ได้ดี
บ่นๆ ไปงั้นแหละค่ะ ยังไงก็ทำงานเกินร้อย ไม่เสียกำลังใจง่ายๆ หรอกค่ะ แรงใจหมดเมื่อไหร่ ก็ลาออกไปขายของตลาดนัดก็ได้ค่ะ สู้ๆๆ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมและระบายความในใจค่ะ
เรื่องแค่นี้อย่าเสียกำลังใจนะคะ
ขายของตลาดนัดได้ก็ดีไปอีกแบบนะคะ รายได้ดีแต่เหนื่อยหน่อย
ให้กำลังใจคนทำงานเต็มร้อยค่ะ