ถ้าท่านได้ดูฟุตบอลชายรอบชิงชนะเลิศในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ปีนี้ ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเวียดนาม ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งถ่ายทอดสดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ระหว่างเวลา 18.00- 20.00  น. กับผลการแข่งขันที่ทีมไทยชนะ 3-0  ติดตามรายละเอียดของข่าวได้ใน ข่าวกีฬาไทยรัฐ

     ถ้าดูตามผลการแข่งขันแล้วจะรู้สึกว่ารู้สึกว่าทีมไทยเหนือชั้นกว่าเวียดนามมาก และผู้ที่ชมบางท่านก็รู้สึกผิดหวังว่าไม่มันส์เท่าที่ควร (เพราะผลแพ้-ชนะกันขาด) อาจมองว่าฟุตบอลมันต่างชั้นกัน แต่ผมไม่ไดมองเช่นนั้น ย้อนกลับไปดูข้อเขียนหรือบันทึกของผม เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2548 "ฟุตบอลไทย (ชาย) ในซีเกมส์"  จะเห็นว่าผมได้บันทึกไว้ทำนองว่า "ฟุตบอลไทยจะท็อปฟอร์ม และเล่นได้ดีทั้งทีม ในนัดชิงชนะเลิศ" ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งตามข่าวคุณธวัชชัย ผู้จัดการทีมก็ได้ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า "...แม้ที่ผ่านมาจะเล่นไม่ดีในบางแมตซ์ แต่เด็กก็มาท็อปฟอร์มเอาในรอบชิงพอดี..."

     ความเห็นของผม ก็คือ ในการเตรียมทีมฟุตบอลในครั้งนี้ ได้มีการวางแผนและทำตามแผน ที่จะให้ทีมฟุตบอลของเรา ท็อปฟอร์มพอดีในนัดชิงชนะเลิศ (เป็นการค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้กับทีม)  เป็นการวางแผนเพื่อ "จังหวะเวลาและความลงตัวที่พอดี" จะเห็นว่าในรอบแรกๆ ไทยโชว์ฟอร์มไม่ค่อยหรู ชนะฟิลิปปินส์เพียง 1-0, มาเลเซีย 2-1, กัมพูชา 1-0 เราไม่ค่อยเน้นสกอร์แต่เน้นผลการแข่งขันคือชนะไว้ก่อน แล้วค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้กับทีม

    ในนัดชิงชนะเลิศ ทีมไทยเล่นได้ดีทั้งทีม บางคนอาจแย้งว่า คนที่เล่นได้ดีคือ คู่หัวหอกหน้า เอกพันธ์  อินทะเสน (เชอรี่) กับ ธีรเทพ วิโนธัย (ลีซอ) แต่ผมก็จะแย้งว่า เราอาจยิงได้ 3 ประตู แต่ถ้ากองหลังเล่นไม่ดี ไทยอาจแพ้ 4-3 ก็ได้ หรือกองกลางเล่นไม่ดี ไทยก็อาจแพ้ได้ แต่ว่านี่เล่นดีทั้งทีมขยันไล่ลูกเก็บบอล

    คนที่ดีใจที่สุดน่าจะเป็นโค้ช ชาญวิทย์ ผลชีวิน เพราะนี่คือการคุมทีมในฐานะ "เฮดโค้ช" ครั้งแรกที่ได้เหรียญทอง และเป็นการพิสูจน์ว่า "คนไทยทำได้" เพราะเราเอาชนะโค้ชต่างประเทศได้หลายคนในครั้งนี้ และเป็นการพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งได้ว่า คนไทยไม่ได้เก่งแต่เรื่องเฉพาะตัว แต่สามารถเก่งเป็นทีมได้ด้วย (ในระดับ ซีเกมส์ก่อนนะครับ)  ถ้าวัตถุประสงค์ในการทำทีมมันชัดเจน และทุกคนมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน การทำงานมันก็สำเร็จได้ (แต่ถ้าชิงดีชิงเด่นกันแล้ว การทำทีมก็จะล้มเหลว)

    ท่านผู้อ่านเห็นอย่างไร มา ลปรร.กันบ้างนะครับ........

(หมายเหตุ บันทึกนี้ทำให้เกิด Balance Blog อีกครั้งที่ 178 : 178 ครับ)