รศ.ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม  ได้กล่าวไว้ในหนังสือกรุงศรีอยุธยาตอนหนึ่งความว่า

"ความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชนั้น  สะท้อนให้เห็นจากการสร้างพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันนี้ยังถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย องค์นั้นคือพระมงคลบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ลักษณะศิลปกรรมเป็นแบบอู่ทองและสุโขทัยผสมกัน" พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการบูรณะเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงวิจารณ์ไว้ว่า "พระพุทธรูปมงคลบพิตรนี้ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย" และนายตรี  อมาตยกุล วิจารณ์ไว้ว่า

"เท่าที่ตรวจพิจารณาโดยละเอียด พระพุทธรูปสมัยอู่ทองเจือสุโขทัย อย่างพระมงคลบพิตรนี้ นิยมสร้างกันอยู่ยุคหนึ่งในระหว่างแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จนถึงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระมงคลบพิตรก็น่าจะได้สร้างขึ้นระหว่างนี้ แต่ไม่ปรากฏในพงศาวดารสักแห่งเดียวว่าสร้างแต่เมื่อใด มาปรากฏเอาในหนังสือพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเป็นครั้งแรกว่า พระมงคลบพิตรนี้ เดิมอยู่ทางฝ่ายตะวันออกนอกพระราชวัง  พระเจ้าทรงธรรม โปรดฯให้ชะลอ (เคลื่อนย้าย) มาไว้ทางฝั่งตะวันตก ตรงที่ประดิษฐานอยู่ ณ บัดนี้ เมื่อจุลศักราช 965 (พ.ศ. 2146)  เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจว่าพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นก่อนแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมขึ้นไป"

การบูรณะปฏิสังขรณ์
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 21 แห่งกรุงศรีอยุธยามีข้อความตอนหนึ่งว่า

"เมื่อจุลศักราช 965 ปีเถาะ เบญจศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ชักพระมงคลบพิตรอยู่ฝ่ายตะวันออกมาไว้ฝ่ายตะวันตกแล้วให้ก่อมณฑปใส่"

พระราชพงศาวดารกล่าวอีกตอนหนึ่งว่า

"เมื่อจุลศักราช 1103 (พ.ศ.2285) สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ โปรดฯให้รื้อมณฑปก่อใหม่ แปลง
เป็นมหาวิหาร   2 ปีจึงแล้วเสร็จ"