"เจ้ามิได้พิจารณาดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเจ้าที่อยู่ในแผ่นดินและเรือที่แล่นไปตามท้องทะเล โดยบัญชาของพระองค์และทรงยึดชั้นฟ้ามิให้มันตกลงมาบนแผ่นดิน เว้นแต่โดยอนุมัติของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอ่อนโยน ผู้ทรงเมตตาต่อมนุษย์ (อัลกุรอาน 22:65 )

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นสลับกับเสียงคลื่นที่กระทบกับตัวเรือ และสายลมที่พัดมาขณะที่เรือกำลังแล่นไปบนผิวน้ำ พอที่จะทำให้คณะของเราบางส่วนที่ออกมานั่งชมวิวบนหลังคาเรือและด้านหน้าของเรือคลายจากความร้อนของแสงอาทิตย์ยามบ่ายไปได้บ้าง การออกมานั่งข้างบนหลังคาและด้านหน้าของเรือทำให้สามารถมองดูวิวทิวทัศน์ขณะเรือแล่นผ่านไปได้เต็มตากว่าอยู่ใต้หลังคาเรือ แต่สิ่งที่ได้แถมมาคือความร้อนและผิวที่คล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรือยังคงมุ่งหน้าต่อไป มองออกไปโดยรอบจะเห็นเกาะแก่งต่างๆ เล็กบ้างใหญ่บ้างโผล่ขึ้นมาจากทะเล อาจารย์สุวรรณ มังคะลา ชี้ให้ดูแนวเกาะที่ทอดยาวเป็นรูปครึ่งวงกลมในทะเลไกลออกไปเบื้องหน้าเริ่มจากตำแหน่ง ๙ นาฬิกาจนถึงตำแหน่ง ๓ นาฬิกา เป็นเกาะที่ยาวมาก สมชื่อเกาะเลยครับ อาจารย์สุวรรณบอกว่า นั่นคือเกาะยาวครับ

 ผมมองออกไปเบื้องหน้าคือท้องทะเลอันกว้างใหญ่ หากมองจากจุดที่ผมนั่งอยู่ในเรือจะรู้สึกได้ถึงความใหญ่โตของทะเลเบื้องหน้า แต่หากเปรียบเทียบน้ำทะเลกับมวลและรัศมีของโลกแล้ว นักสมุทรศาสตร์เปรียบน้ำทะเลเป็นเพียงฟิล์มบางๆที่ห่อหุ้มผิวโลกเท่านั้นเอง ขณะที่เรือยังคงแล่นฝ่าคลื่นเล็กยามบ่ายผมขยับขึ้นไปนั่งที่หัวเรือเพื่อที่จะได้มองภาพท้องทะเลอย่างเต็มตามากขึ้นนึกถึงพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานความว่า           

 พระเจ้าของพวกเจ้าคือผู้ทรงให้เรือแล่นตามท้องทะเล เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาแก่พวกเจ้าเสมอ (อัลกุรอาน 17:66)

        “เจ้ามิเห็นดอกหรือว่า เรือแล่นไปตามท้องทะเลเนื่องด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ เพื่อพระองค์จะให้พวกเจ้าได้เห็นสัญญาณต่างๆของพระองค์ แท้จริงในการนั้น ย่อมเป็นสัญญาณของผู้อดทน ผู้ขอบคุณทุกคน (อัลกุรอาน 31:31)