3 แม่แบบ ที่น่าพินิจ : ระบบความเชื่อ + ลำดับเหตุการณ์เชิงความคิด + อากัปกิริยาท่าทาง

           มาดูฝรั่งกันบ้าง  โทนี่  รอบบิ้นส์  เคยโค้ชหรือให้คำปรึกษา  กับผู้นำระดับโลกมามากมาย อาทิเช่น  เนลสัน  แมนเดล่า  มิเกล  โกบาชอฟ  มาร์การเร็ต  แท๊ตเชอร์  และประธานาธิบดีสามท่านของอเมริกา  เขาช่วยให้อังเดร  อากาสซี่  นักกีฬาเทนนิสมืออาชีพ  ไต่อันดับจากที่สี่สิบขึ้นสู่อันดับหนึ่ง  ภายในเวลาไม่ถึงหกเดือน

            โทนี่นำแนวทาง  NLP  ซึ่งพัฒนาโดยจอห์น  กรินเดอร์  และริชาร์ด  แบนด์เลอร์  โดยที่จอห์นซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์ที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของโลก  ส่วนริชาร์ดเป็นนักคณิตศาสตร์  นักจิตวิทยา  และผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์

            แนวทางก็คือ  หากว่าต้องการเก่งเหมือนใคร  ให้เราถอดแบบสามอย่างของเขาออกมาแล้วทำตาม

              อย่างแรกคือ  ระบบความเชื่อ  Belief system

              อย่างที่สองคือ  ลำดับเหตุการณ์เชิงความคิด  Mental syntax

              อย่างที่สามคือ  อากัปกิริยาท่าทาง  Physiology

             โทนี่และจอห์น  กรินเดอร์  ไปรับงานจากกองทัพบกสหรัฐฯ  เขาไปท้าทายว่าสามารถทำให้หลักสูตรการสอนยิงปืน .45  ของทหารใหม่  ซึ่งใช้เวลาสี่วัน  สั้นลงกว่าครึ่ง  และได้ผลดีกว่าเดิม

             จอห์นซึ่งยิงปืนเป็น  แต่โทนี่ยิงไม่เป็น  ปรากฏว่าจอห์นต้องถอนตัวกะทันหัน  โทนี่จึงขอให้กองทัพส่งทหารที่ยิงแม่นมา  แล้วเขาก็ค้นหาสามสิ่งที่พวกเหล่านี้มีแตกต่างจากทหารที่ยิงไม่เก่ง  หลังจากนั้น  เขาจึงพัฒนาหลักสูตรหนึ่งวันครึ่งขึ้นมา  แล้วสอนให้ทหารใหม่ที่ยิงไม่เป็น

             ผลลัพธ์คือ  100%  ผ่านเกณฑ์  จากอดีต  70%  และจำนวนคนที่ยิงได้แม่นในระดับสูง  มีสัดส่วนมากกว่าหลักสูตรเดิมถึงสามเท่า 

             กองทัพบอกว่าการฝึกครั้งนี้ทำลายสถิติครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

             หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง  ที่บริษัทจีอี  ในปี 1999  แจ็ค เวลซ์  ซีอีโอ  แนะนำ ‘Reverse Mentoring’ โดยให้ที่คนที่อายุน้อยที่สุดในบริษัทฯ  สอนคนที่อาวุโสที่สุด  (คล้าย ๆ กับการทำ KM ของ สคส.  ที่เปิดโอกาสให้คนอาวุโสน้อยได้แสดงความคิดเห็นก่อน  ซึ่งจะได้ความใส และไม่ถูกกดทับจากผู้อาวุโสกว่า  -  อาวุโสในที่นี้  ส่วนใหญ่หมายถึงผู้ที่มาอยู่ในแวดวงทีหลัง  มีเหมือนกันที่บางครั้ง ใช้เรื่องวัยวุฒิมาเกี่ยวดอง เพราะต้องการความนึกคิดของคนรุ่นใหม่)   วกกลับมาที่เรื่องที่ แจ็ค เวลซ์ เล่า
 
            วันหนึ่งเมื่อเขาเดินทางไปตรวจงานที่ยุโรป  เขานั่งรอผู้บริหารระดับสูงสุดที่ดูแลธุรกิจการเงินรายย่อยของจีอีอยู่     เมื่อผู้บริหารท่านนั้นเดินเข้ามา  เขาเดินเข้ามาทักแจ็ค  พร้อมกับบอกว่า  ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุมกับ  Mentor  ของผม

             แจ็คบอกว่า  Mentor  หรือ  ก็คุณเป็นนายใหญ่สุดที่นี่แล้วนี่  ใครจะสอนคุณ เขาบอกว่า  ผมมีพนักงานที่อายุ  23  ปี  เขามาพบผมสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง  เพื่อสอนผมเรื่องอินเทอร์เน็ต

             แจ็คปิ๊งไอเดียนี้มาก  พอกลับมาอเมริกา  เขาก็รีบหา  mentor  เด็ก  พร้อมกับบอกให้ผู้บริหารระดับสูงนับพันคนทำตาม  เพราะว่า  ในขณะนั้น  ความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต  สวนทางกับอายุ  และระดับในองค์กร

             Reverse Mentor  จากนักบริหารการเปลี่ยนแปลง (นปร.) ในเมืองไทยก็มี  คนรุ่นใหม่มีความหลากหลาย  โดยมีมิติมากกว่าคนในรุ่นก่อน   มีอยู่คนหนึ่ง  เช้าเป็นหมอโรงพยาบาล    บ่ายไปแคลิฟอร์เนียฟิตเนส    เย็นทำงานเป็นครู Part-time  สอนภาษาอังกฤษ  ดึกไปเที่ยวต่อ    ตกลงเธอเป็นคนประเภทไหนกันนี่   เพราะในยุคสมัยเมื่อยี่สิบปีก่อน  คนอายุ 23-24 ปี  มักถูกมองว่ามีมิติเดียว  เช่น  เด็กเรียน  เด็กเที่ยว  พวกบ้ากีฬา  แต่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ มีความหลากหลายมิติในคน ๆ เดียวกัน 

            คนรุ่นใหม่ มีพลังภายในตัวอย่างมหาศาล  ดึงศักยภาพของตนออกมา เพื่อเพิ่มพูนสิ่งที่มีอยู่ในตน และเป็นประโยชน์แก่ผู้คนรอบข้างในโลกดิจิทัลนี้