Secure and Insecure
หัวข้อวันนี้ได้แรงมาจากการอ่านหนังสือ (อืม.... บอกไปทำไม เกือบร้อยทั้งร้อยก็มีการอ่านหนังสือทั้งนั้น) เล่มนึงชื่อ Buddhism without Beliefs ของ Stephen Batchelor เป็นฝรั่งที่ถือศาสนาพุทธมานานนับสิบปี คำว่า "ถือศาสนาพุทธ" ผมหมายถึง "ถือปฏิบัติ" ไม่ได้ถือแบบเชื่อ หรือนับถือ หรือแบบ intellectual (เท่าที่เขาเล่ามานะครับ ไม่เคยเจอตัวจริงหรอก) คิดว่าน่าสนใจ กำลังพยายามย่อย ดูดซึม ทิ้งดิ่งลงไปก้นตัว U ให้ลอยขึ้นๆ
แต่ก็ไม่มันเท่าเอามา "ลอย ห้อย แขวน" ณ ที่นี้ ฉะนั้นกระนั้นเลย
เรื่อง secure and insure นี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับ โดยเฉพาะทาง psychology หรือแม้กระทั้งของ Maslow เอง ก็เน้นว่าคนจะต้องมี basic needs ที่ถูก served ให้เรียบร้อยให้ดีเสียก่อน จึงจะค่อยๆก้าวขึ้นบันไดขึ้นไปหาระดับสุดยอดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น Self Actualization หรือจะล่อเอาระดับ Trancendence ไปเลยก็ตาม
ดีหรือไม่?
การจะทำอะไรให้ "รู้สึก" secure นั้น เราทำอะไรกันบ้างล่ะครับ หาเงิน หาทรัพย์สมบัติ (มีเสียงตะโกนแว่วๆ "หาแฟน!") ถ้าเอาธรรมดาๆหน่อยก็หา "ข้อมูล" ใช่ไหมครับ เวลาที่เรา upset หรือไม่แน่ใจอะไรสักอย่างแปลว่าข้อมูลที่มีอยู่ (หรือมองเห็น...... บางทีเรามีนะครับ แต่มองไม่เห็นก็เหมือนไม่มี) นั้นไม่พอเพียงที่จะเผชิญหน้าปัญหานั้นๆ คิดไม่ออก หาทางไม่ได้ เหมือนมดในการ์ตูน pixar เรื่อง ANTS ที่พอใบไม้หล่นมาขวางทางเดินเก่า ก็สติแตก ไม่รู้จะไปไหนต่อ ที่เราเรียน ทีเราทำงาน ฯลฯ ก็มักจะเป้นด้วยเหตผล "ต้องการรู้สึก secure" นี่เองเป้นส่วนสำคัญ ลองพิจารณาดูนะครับ
ได้ผลไหมล่ะ?
คนหลายๆคนก็บอกว่าได้ผล ก้ที่เรามีงานมีการทำอยู่นี่ไง แต่นั่นก้ไม่ใช่ทั้งหมด และไม่ใช่ total quality ด้วยนะครับ ถ้าจะพิจารณาดูให้ดีๆ บางที sense of secure ก็เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ แต่ก็มี วาระมากมายที่เราสูญเสีย self สูญเสียความมั่นใจไป ดูๆสุขภาพกาย สุขภาพจิตตอนนั้นก็พลอยจะไม่เป็นปกติไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเพิ่ม เรียนเพิ่ม หาวุฒิเพิ่ม หรือ อะไรๆเพิ่มๆ มาเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้นั้นมีสัมฤทธิ์ผลดี/ไม่ดีอย่างไร?
มีเรื่องอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ และมีผลกระทบต่อ output outcome ของโครงการของเราไหม? บริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้นเป็น under-control หรือว่า out-of-control เป้นส่วนใหญ่กันแน่?
แม้กระทั่งการทำความดี โดยคิดว่าสักวันหนึ่ง เราก็จะได้ผลกรรมดีครั้งนั้น วันที่เท่านั้น กลับมาหาเรา
แต่จริงหรือ?
การคิดแบบนั้นก็จะเป็นแค่ consolation เท่านั้น ไมได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด Stephen Batchelor บอกว่า ธรรมะนั้นต้องได้มาด้วยการปฏิบัติเท่านั้น มันเป็นอะไรที่เหมือนการเดินมาขอบเหวในเรื่อง Indiana Jone ตอน The Holy Grail นันแหละ มันมากกว่าแค่ ความเชื่อ ความศรัทธา เพราะสองอย่างที่ว่านี้นั้น อาจจะเป็นธรรมะของนักการศึกษา และเข้าใจเพียงระดับ cognition เข้าใจความหมายของศัพท์ต่างๆเท่านั้น เหมือนที่เด็กส่วนใหญ่ก็จะ "ท่องศีลห้าได้" แต่ถ้าถามเรื่องปฏิบัติก็จะเป็นอีก issue หนึ่งสบายๆ
แต่เราไม่สามารถอธิบายของหลายๆจาก อย่าง sensory ที่เรามี จากภาษา หรือ wording ที่เราใช้กันอยู่ เช่น เราบอกว่า "อร่อย" คนก็จะถามว่า "อร่อยยังไง"
Absolute secure or State of free from fear
มีจริงหรือไม่?
มีอะไรในชีวิตที่แน่นอนบ้าง? ถ้าไม่มี ไม่ว่าข้อมูลจะดีแค่ไหน แต่ก็ต้องขึ้นกับคนรับข้อมูลเสมอ ขึ้นกับบริบทเสมอ สิ่งเดียวที่เราพอจะแน่ใจว่าเกิดแน่นอนก็คือ การตาย จะมีทุกๆครั้งที่มี การเกิด เกิดขึ้น Dead is certain, Life is not
ที่เราพยายามจะ secure, secure กันนั้น เป็นแค่ statistic at best และในสังคมเดี๋ยวนี้ เรื่องการ freeze หรือ frozen body เป็นสิทธิของประชาชน (ที่มีกะตังค์จ่าย) ขณะที่สาย God (s) ต่างๆโกรธมากถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเน้นว่า ต้องมีแค่ฝ่ายเดียว นั่นก็ต้องเป็นเทคนิกตัวใครตัวมันจำนวนมาก จนจะเริ่มระส่ำระสาย กันมากพอสมควร
ดารที่เราพยายามจะ "ควบคุม" สถานการณ์ได้ เราต้องทราบบริบทในความคิด ทั้งสุข และทุกข์ ของ subjec เราจึงจะรักษาเมืองของเราไว้ให้ได้
แต่ใครล่ะจะควบุคม ความตาย?
น่าสนใจมากเลยครับ มีประเด็นดีๆ เยอะเลย ขอบคุณมากที่อ.สกลช่วยเอามาเล่า เล่าต่อนะครับ เอาเป็นเนื้อหาหรือความคิดที่ได้ก็ได้ครับ จะติดตามครับ
สวัสดีค่ะ อ.หมอสกล (Phoenix)
ขออนุญาตเข้ามา ลปรร ค่ะ
ดิฉันคิดว่าธรรมะ เป็น ธรรมชาติ ค่ะ โดยเฉพาะสังขารขันธ์นั้นมีวงจรไตรลักษณ์ที่ชัดเจน และอย่างที่คุณหมอว่าไว้ คงไม่มีใครควบคุมการตายหรือการสิ้นสุดได้ แต่ดิฉันคิดว่าสามารถเผชิญได้แบบ secure ค่ะ
สวัสดีครับพี่มาโนช
และอาจารย์กมลวัลย์ 
อิ อิ ดีใจจัง มีคนร่วมเสวนาด้วย ระวังผมจะเหลิงเขียนไม่หยุดนาครับ
ปัญหาอยู่ที่คำ "secure" นี่เองครับ อ.กมลวัลย์ ถ้ามีใครไปเชื่อมโยงเกี่ยวดองกับคำ "certainty" หรือความ "แน่นอน" เมือไร ตรงนั้นก็จะกลายเป็นจุดน็อตหลวม จุดโหว่ หรือเหตุแห่งทุกข์ได้ทันที
เพราะ อนิจฺจํ หรือ impermanence law ว่าไว้ตรงกันข้าม
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่แน่นอนที่สุดมีอย่างเดียวคือ "เกิดแล้วต้องตาย" ที่เหลือนั้นไม่แน่นอน ถ้าเรายอมให้มี sense of secure โดยยอมรับว่าไม่แน่นอนได้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ในกระบวนการมากมายของการทำให้เกิด sense of secure นั้น เราวางแผนให้ดี วางแผนให้รอบคอบ วางหมาก ทำอะไรต่อมิอะไร ส่งลูกไปเรียนสูงๆ หาเพื่อนให้ หาภรรยา หาสามีให้ลูก พยายามกำหนดทุกย่างก้าว มั้นก็ยังไม่ secure อยู่ดี พระเจ้าสุทโธทนะพยายามมาแล้วครั้งหนึ่งที่จะให้เจ้าชายสิทธารถะ ไม่ไปเป็นนักบวช จำลองโลกแห่งความสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ความเป็นจริงว่าของที่เตรียมมาทั้งหมดนั้นเป็นของจำลอง และต้องตาย สลาย ทั้งสิ้น ก็ยังคืบคลานเข้ามาได้
Stephen Batchelor คิดว่า แม้กระทั่งการทำความดี เพราะมี consolation ว่าสักวันหนึ่งฉันจะบรรลุ ฉันขะหลุดพ้น ก็ยังไม่ใช่
เพราะ Truths ที่อยู่ใน Four Noble Truths นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เรามีไว้เพื่อ "เชื่อ" แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ทุกข์หรือ anguish (suffering) นั้น เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่ป้องกันไม่ให้เจอ ไม่ให้มี การที่เป็น สัจจะ นั้นแปลว่าไม่ใช่เพราะมันหนีได้ มันป้องกันได้ แต่เป็นสิ่งที่เกิดแน่แท้ แน่นอน เราสามารถที่จะ เผชิญมัน head-on อย่างเข้าใจ เพื่อที่เราได้ทราบว่าทุกข์นั้นมีสาเหตุอยู่ คือ craving for life which is not หรือการอยากต่างๆในสิ่งที่ไม่ได้เป็นจริง คิดว่าเราควบคุมได้ คิดว่ามี certainty besides death คิดว่าเราควบคุมอะไรต่อมิอะไร และสิ่งเหล่าจะคงอยู่ถาวรตลอดไป
ถ้าเราศึกษาเพื่อ "เข้าใจทุกข์" อย่างเดียว ไม่ทำต่อถึงข้ออื่นๆ นั่นก็จะเป็น intellectual understanding เท่านั้น ไมได้เกิดผลอะไร ดังนั้นความจริงทั้งหมดสี่ประการ ไม่ได้มีไว้เชื่อ แต่เป็น "ข้อปฏิบัติสี่ประการ" จึงจะตรงกว่า การที่เราเขียนออกมาเป็น doctrine เป็นสูตร ก็จะกลายเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ให้คนกราบไหว้ แต่เกิดระยะห่างขึ้น ข้อปฏิบัติสำหรับทุกๆคนกลายเป็น metaphysics ที่สำหรับ Elite หรือคนปัญญาสูงส่งเท่านั้นจึงจะเข้าใจ ที่เหลือต้อง Belief ไปก่อน
ดังนั้นตอนที่เราคิดว่าเรา secure นั้น ขอให้มี spare ถึงความจริงที่ว่า secure ไม่ได้หมายถึงแน่นอน ไม่ได้หมายถึง undercontrol เราจะได้เผื่อจิตใจไว้สังเกตที่มาของทุกข์ต่างๆได้ เราจะได้ไม่แปลกใจว่าทำไมเราได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนี เพื่อป้องกันทุกข์ แล้วก็ยังเกิทุกข์อยู่ดี
บางคนจะคิดว่าถ้าให้จิตนิ่ง ไม่หวั่นไหวในกาม ถ้าอย่างนั้นเราก็ ต้องหลีกเลี่ยง จากการมองเห็นสิ่งยั่งยุในกามทั้งหลายแหล่ จะปลอดภัย แต่กามตัณหานั้นเกิดขึ้นในใจของเราเอง เกิดขึ้นเพราะจิตที่วอกแวกของเราเอง การที่เรา ไม่กล้าเผชิญ นั้นต่างหากที่เราทำจิตของเราให้อ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง เหมือนเด็กที่ใช้ mechanism ในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตอนเด็กๆมาโดยตลอด โตขึ้นก็จะมีปัญหาเพราะถึงเวลาเผชิญความจริงที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร
การเผชิญหมายความว่า ถึงแม้เราเจอสิ่งยั่วยุแล้ว อารมณ์เราสั่นไหววูบ แต่เราก็จะ aware และเท่าทัน และไม่สนใจมันได้ (เมื่อพระพุทธเจ้าเจอมารผจญนั้น ท่านไม่ได้ฆ่า ไม่ได้ทำลายมาร เพราะมารที่แท้จริงก็คือจิตมนุษย์อันสับสนของพระองค์เอง ท่านเพียงบอกมารไปว่า "มารเอย เจ้าจงไปเถิด เจ้าทำอะไรอาตมาไม่ได้ดอก เพราะอาตมาเข้าใจเจ้า")นี่คือวิธีที่จะเข้าใจทุกข์ พอเข้าใจก็หมดทุกข์ ปล่อยวางได้ แต่ถ้าเราแอบซุกซ่อนตนเองจากสิ่งนยั่วยุทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นการสะสมระเบิดเวลาจำนวนมากไว้ รอเวลาที่เราเผชิญความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สุดแล้ว มีคนพยายามหลีกหนี ป้องกันความตายสุดความสามารถ เพราะความตายเป็นทุกข์ที่น่ารังเกียจ ตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าทำไม่ได้ เป็นโครงการที่การันตีความล้มเหลว และเมื่อวิ่งหนีมาตลอดชีวิต ก็จะไม่เคยได้สร้างภูมิคุ้มกันความตายที่แท้จริงเลย เอาแต่ใส่ชุดมนุษย์สวกาศปลอดเชื้อ กินอาหารปลอดสารพิษ ไม่สูดดมสารก่อมะเร็ง ก็ยังต้องตายอยู่ดี
สวัสดีค่ะ อ.หมอสกล (Phoenix) อีกครั้งค่ะ
โอ้โห... เกือบอ่านตามไม่ทันแน่ะค่ะ ; )
เรื่องที่ดิฉันบอกว่าเผชิญแบบ secure ได้หมายถึง "เผชิญมัน head-on อย่างเข้าใจ" และรู้ว่า "หลีกเลี่ยงไม่ได้" ตามที่คุณหมอว่าไว้ค่ะ
ดิฉันตระหนักได้สักพักหนึ่งแล้วค่ะ ว่าไม่ค่อยมีอะไรแน่นอน (ยกเว้นธรรม และการเป็นไปของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการแน่นอน) และสิ่งที่แน่นอนก็คือความไม่แน่นอน อย่างที่รู้ๆ กัน
แต่ตัวเองไม่ค่อย articulate เท่าไหร่ อธิบายไม่ค่อยเป็นค่ะ แค่อ่านที่ตัวเองเขียนข้างบน คิดว่าหลายคนอาจมึนได้ ; ) กำลังฝึกโดยการเข้า G2K และเขียนบ่อยๆ ค่ะ
คุณหมอเขียนบ่อยๆ น่ะดีอยู่แล้วค่ะ ดิฉันชอบอ่านแล้วคิดตามค่ะ ขอบคุณมากค่ะ...
สวัสดีค่ะ อ.สกล
เบิร์ดชอบจัง ! ชอบม า ก..ก ด้วยค่ะ
แล้วจะติดตามอ่านนะคะ
...เราสามารถที่จะ เผชิญมัน head-on อย่างเข้าใจ เพื่อที่เราได้ทราบว่าทุกข์นั้นมีสาเหตุอยู่ คือ craving for life which is not ...
...ถ้าเราศึกษาเพื่อ "เข้าใจทุกข์" อย่างเดียว ไม่ทำต่อถึงข้ออื่นๆ นั่นก็จะเป็น intellectual understanding เท่านั้น ...
.. บางคนจะคิดว่าถ้าให้จิตนิ่ง ไม่หวั่นไหวในกาม ถ้าอย่างนั้นเราก็ ต้องหลีกเลี่ยง จากการมองเห็นสิ่งยั่งยุในกามทั้งหลายแหล่ จะปลอดภัย ...
..การเผชิญหมายความว่า ถึงแม้เราเจอสิ่งยั่วยุแล้ว อารมณ์เราสั่นไหววูบ แต่เราก็จะ aware และเท่าทัน และไม่สนใจมันได้ ...
นี่ตรงกับหลักการของวิปัสนาภาวนาเลยครับ กล่าวคือรู้ มองมันอย่างที่มันเป็น อย่าไปคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือพยายามทำให้ใหจิตสงบสำรวมเวลาจะคิด ความคาดหวัง ความคุ้นเคยต่างๆ ทำให้เรารู้โดยเจือปนความคิด ความคาดหวังไปโดยไม่รู้ตัว การฝึกจิตแบบวิปัสสนา เป็นการทำซ้ำๆ ดูซ้ำๆ ท่านอาจารย์ปราโมทย์บอกว่า ดูแบบรู้ ไม่ใช่กำหนดรู้ รู้ไม่ใช่เพ่ง หรือคาดว่าจะเจออะไรน่าจะรู้อะไร
หลวงปู่ดูลย์บอกว่า คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้ _/I\_
ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติซ้ำๆ อยู่กับมันไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา จนมันเกิด intuition ขึ้นมาเอง การอ่านก็ได้เพียงแค่ cognition ไม่สามารถสัมผัสความสิ่งนั้นได้
ที่ผมชอบ style การนำเสนอของ Batchelor อีกประการหนึ่งก็คือ การ approach ธรรมะแบบที่ไม่ได้สูงส่งสุดเอื้อม หรือไม่ได้คำนึงอยู่ว่าเรากำลังปฏิบัติอภิปรัชญา metaphysics หรือ philosophy อะไรที่เป็นของ "ส่วนตัว" ของ elite group เท่านั้น
มีเพื่อนบางคนบอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ พระอาจารย์นั่งทางในดุแล้วบอกว่าของเขานี่ใกล้ระดับอนาฆามีแล้ว ทำอีกหน่อยก็ถึง อืม.... ก็ไม่ทราบว่าจริงแท้อย่างไรนะครับ แต่ความรู้สึก วูบแรก ก็คือ อื้อ หือ ถ้าเราเป็นอนาฆามีแล้วจะเป็นอย่างไรหนอ เราจะเป็นต่อได้อีกเท่าไร มีตกขั้นรึเปล่าเนี่ย (เรียกว่าคิดแบบ sceptic น่ะครับ ติดนิสัย)
นั่นคือการ approach ธรรมะ แบบมี ขั้น มีระดับ มีเป้าหมายรูปตัว X อยู่ในแผนที่ปฏิบัติธรรม
คือก็ไม่ได้จะเถียงว่าไม่มีระดับหรอกนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนปฏิบัติควรจะทราบเอง ประสบการณ์เอาเอง หรือว่ามีคนบอกว่าใช่?
คนเราถ้าจะเป็นอรหันต์ จินตนาการไว้ว่าคงจะเป็น สถานะของจิตใจรึเปล่า? ไม่ต้องมีคนมา certify หรือให้ certificate ประกาศ
จิตอันอิ่มเอิมธรรมะนั้น จริงๆเกิดเป็นวูบๆได้ เราทุกคนสามารถมีวาระที่สงบจริงๆได้ แต่สักพักเราก็จะวอกแวกไป เป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่เรายังไม่ไดปลีกวิเวก มีพันธะธุระเลี้ยงดูบิดามารดา ทำงาน เพื่อนตนเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เพื่อประเทศอยู่ ถ้าเราอยากจะปลีกวิเวกร้อยเปอร์เซนต์ เราอาจจะไม่ได้ live this life as it is อีกต่อไป
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่หลังสมัย contemporary sakkayamunee คือหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไป ดูเหมือนอัตราประสิทธิภาพการตรัสรู้ การเป็นพระอรหันต์จะลดลงไหม เราเรียนพุทธประวัติ เรียนอะไรมา ดูเหมือนว่าแต่ก่อน พอได้ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม ก็ awaken กันออกเร็วไป เดี๋ยวนี้ดุเหมือนจะเป็นอะไรที่ monopolize โดยสำนัก โดยองค์กร โดย bureaucrat of religions ต่างๆไปหรือไม่? มีคนอธิบายว่าเป็นเพราะเข้าสู่ยุคกลียุคใหม่ คนปัจจุบันห่างไกลธรรมะยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน (พูดง่ายๆก็คือเลวกว่าแต่ก่อน)
จริงหรือ?
เราอาจจะห่าง หรือเป็นอย่างว่าจริงๆ แต่การที่เรา คิดว่า "เรา" นั้น "ห่างจากธรรมะ" ผมไม่คิดว่าความคิดนี้จะเอื้อประโยชน์อะไรในการที่เราจะปฏิบัติธรรมเลย