ที่ผมชอบ style การนำเสนอของ Batchelor อีกประการหนึ่งก็คือ การ approach ธรรมะแบบที่ไม่ได้สูงส่งสุดเอื้อม หรือไม่ได้คำนึงอยู่ว่าเรากำลังปฏิบัติอภิปรัชญา metaphysics หรือ philosophy อะไรที่เป็นของ "ส่วนตัว" ของ elite group เท่านั้น
มีเพื่อนบางคนบอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ พระอาจารย์นั่งทางในดุแล้วบอกว่าของเขานี่ใกล้ระดับอนาฆามีแล้ว ทำอีกหน่อยก็ถึง อืม.... ก็ไม่ทราบว่าจริงแท้อย่างไรนะครับ แต่ความรู้สึก วูบแรก ก็คือ อื้อ หือ ถ้าเราเป็นอนาฆามีแล้วจะเป็นอย่างไรหนอ เราจะเป็นต่อได้อีกเท่าไร มีตกขั้นรึเปล่าเนี่ย (เรียกว่าคิดแบบ sceptic น่ะครับ ติดนิสัย)
นั่นคือการ approach ธรรมะ แบบมี ขั้น มีระดับ มีเป้าหมายรูปตัว X อยู่ในแผนที่ปฏิบัติธรรม
คือก็ไม่ได้จะเถียงว่าไม่มีระดับหรอกนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนปฏิบัติควรจะทราบเอง ประสบการณ์เอาเอง หรือว่ามีคนบอกว่าใช่?
คนเราถ้าจะเป็นอรหันต์ จินตนาการไว้ว่าคงจะเป็น สถานะของจิตใจรึเปล่า? ไม่ต้องมีคนมา certify หรือให้ certificate ประกาศ
จิตอันอิ่มเอิมธรรมะนั้น จริงๆเกิดเป็นวูบๆได้ เราทุกคนสามารถมีวาระที่สงบจริงๆได้ แต่สักพักเราก็จะวอกแวกไป เป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่เรายังไม่ไดปลีกวิเวก มีพันธะธุระเลี้ยงดูบิดามารดา ทำงาน เพื่อนตนเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เพื่อประเทศอยู่ ถ้าเราอยากจะปลีกวิเวกร้อยเปอร์เซนต์ เราอาจจะไม่ได้ live this life as it is อีกต่อไป
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่หลังสมัย contemporary sakkayamunee คือหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไป ดูเหมือนอัตราประสิทธิภาพการตรัสรู้ การเป็นพระอรหันต์จะลดลงไหม เราเรียนพุทธประวัติ เรียนอะไรมา ดูเหมือนว่าแต่ก่อน พอได้ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม ก็ awaken กันออกเร็วไป เดี๋ยวนี้ดุเหมือนจะเป็นอะไรที่ monopolize โดยสำนัก โดยองค์กร โดย bureaucrat of religions ต่างๆไปหรือไม่? มีคนอธิบายว่าเป็นเพราะเข้าสู่ยุคกลียุคใหม่ คนปัจจุบันห่างไกลธรรมะยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน (พูดง่ายๆก็คือเลวกว่าแต่ก่อน)
จริงหรือ?
เราอาจจะห่าง หรือเป็นอย่างว่าจริงๆ แต่การที่เรา คิดว่า "เรา" นั้น "ห่างจากธรรมะ" ผมไม่คิดว่าความคิดนี้จะเอื้อประโยชน์อะไรในการที่เราจะปฏิบัติธรรมเลย