คำปราศรัยท่านอดีตนายกทักษิณ


ผมได้พูดในหลายโอกาสว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นนายกฯ ในวันนี้คือการไม่มี information ที่ทันสมัย (Update) ถูกต้อง (Accurate) และทันเวลา (Real-time) และสิ่งนี้คือปัญหาที่สำคัญไม่เพียงแต่การนำมาวิเคราะห์ (Analysis) เท่านั้น แต่ปัจจุบัน information ยังไม่พอหรือที่มีอยู่นั้นไม่มีคุณภาพ

ผมได้อ่านคำปราศรัยของท่านอดีตนายกทักษิณ เห็นว่าน่าสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับแนวทางการบริหารงานในโรงเรียน โดยเฉพะอย่างยิ่ง แนวคิดด้านการพัฒนา ICT ในโรงเรียน แม้จะผ่านมาตั้งแต่ปี 2545 ก็คงยังไม่ถือว่าเชยนะครับ

 ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงนโยบาย และเสนอแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศไทยในอนาคตไว้ต่อที่ประชุม ดังนี้

  

“ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนฝ่ายวิชาการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน ผมมีความยินดีที่ทุกฝ่ายได้มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องกลยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารหรือที่เรียกกันว่า ICT (Information and Communication Technology) เพื่อหาแนวความคิดและยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับประเทศไทย อันเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับสังคมไทยในการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแห่งปัญญา และการเรียนรู้

ประเทศไทยในวันนี้จะเรียกว่าช้าก็ใช่ จะว่าไม่ช้าก็ใช่ เพราะว่ามีการใช้ ICT กันมากพอสมควร แต่ว่ายังกระจัดกระจาย ขาดพลังแห่งการใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม หรือการเตรียมตัวของตัวเองเพื่อเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ยังไม่เป็นระบบ ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่จะพิจารณากันในวันนี้ก็เพื่อต้องการรวมสมองกันคิด โดยสิ่งที่ได้จากการรวมสมองกันในวันนี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของ Job Description ในกระทรวงใหม่ คือกระทรวง IT และผมขอถือโอกาสนี้เล่าถึงที่มาว่า ทำไมผมต้องการให้มีกระทรวง IT ความจริงแล้วเมื่อกล่าวถึง IT โดยความใหญ่หรือขนาดของมันอาจไม่ถึงกับต้องมีกระทรวง แต่ความสำคัญนั้นยิ่งกว่าความเป็นกระทรวง เพราะว่าโลกข้างหน้านั้นทุกอย่างจะวนเวียนอยู่ตรง ICT ความรู้ทุกอย่างจะผสาน (Converge) เข้ากับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (Computer and Communication) เป็นส่วนใหญ่ ในชีวิตประจำวัน อินเทอร์เน็ตให้ชีวิตขิงมนุษย์เปลี่ยนไปมาก วิธีการสื่อสาร (Communication) วิธีการบริโภค หรือวิธีการเรียนรู้เปลี่ยนไป ดังนั้นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยซึ่งหากเรียกว่าล้าหลังก็คงไม่ผิดเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระเบียบ ระบบ จัดกระบวนการที่จะใช้ประโยชน์กับการใช้ ICT นี้ ให้ไปถึงคนยากจน เพราะความรู้และความไม่รู้ก่อให้เกิดช่องว่างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานความรู้ แม้แต่ในการประชุมระหว่างประเทศทุกแห่งต่างก็กล่าวถึง เรื่องการลดช่องว่างเพื่อสร้างศักยภาพของมนุษย์ (Bridging the gap to human capacity building) โดยเครื่องมือ (Tool) ที่สำคัญประการหนึ่งคือ ICT

ดังนั้นกระทรวงใหม่จึงเป็นกระทรวงที่ต้องรวบรวมแนวความคิดของการใช้ ICT ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเผื่อแผ่ไปสู่ส่วนอื่นไปให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นรากฐานของประเทศ ด้วยนี้ในวันนี้คงไม่ต้องเสียเวลาทั้งวันเพื่อบอกว่าวันนี้โลกไปถึงไหนเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าโลกไปไกลแล้ว แต่อยากให้คิดถึงทิศทางของประเทศไทยว่าควรเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ information ให้เกิดประโยชน์ ผมได้พูดในหลายโอกาสว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นนายกฯ ในวันนี้คือการไม่มี information ที่ทันสมัย (Update) ถูกต้อง (Accurate) และทันเวลา (Real-time) และสิ่งนี้คือปัญหาที่สำคัญไม่เพียงแต่การนำมาวิเคราะห์ (Analysis) เท่านั้น แต่ปัจจุบัน information ยังไม่พอหรือที่มีอยู่นั้นไม่มีคุณภาพ ซึ่งหากต้องนำ information นั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับใช้กับเรื่องใดในการตัดสินใจ (Decision Making) นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศวันนี้เพราะว่าระบบของเราแค่เป็นแอนะล็อกก็จะยากมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงต้องมองทั้งระบบว่าต้องแก้กันอย่างไร ปรับกันอย่างไร สำหรับปัญหานั้นเราทุกคนทราบกันดีอยู่ว่าปัญหาคืออะไร ดังนั้นอาจไม่ต้องลงไปถึงสาเหตุของปัญหาในรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรที่จะใช้เวลาคิดว่าเมื่อปัญหามีอะไรแล้วควรจะรับมือ (Tackle) กับปัญหานั้นอย่างไรเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มาก และผมอยากจะเชื้อเชิญ (Invite) ว่าขอให้ทุกท่านร่วมมือกัน provide solution ที่ทุกท่านคิด โดยไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่ท่านคิดจะไม่เข้าท่า ช่วยกันคิดและพิจารณาว่าสิ่งที่เราคิดเป็นประโยชน์อย่างไรกับประเทศชาติของเรา

สิ่งที่ผมฝันไว้สูงสุดสำหรับประเทศไทยคือ การเป็น e-Citizen ซึ่งก็คือการที่ประชาชนทุกคนมีบัตรสมาร์ตการ์ด และเราสามารถที่จะรู้ Profile ของประชาชนทุกคน ถ้าประเทศใดสามารถที่จะรู้ Profile ของประชาชนของตนก็สามารถที่จะบริหารประเทศของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) มากขึ้น หากไม่โกงซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณากันว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันก่อนมีการประชุมเรื่องของความยากจนเราจำเป็นต้องรู้ Profile ของความยากจนก่อน คือต้องรู้ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุหรือปัญหา ภาพกว้างนั้นคืออะไร และปัญหาเฉพาะพื้นที่ของความยากจนนั้นคืออะไร ถ้าเรารู้แล้วเราจะทราบว่าปัญหาของความยากจนที่แท้จริงนั้นคืออะไร ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย แต่ว่าปัจจุบันปัญหาคือความไม่รู้จริง เรารู้บนความรู้สึก รู้จากคำบอกเล่ามาก แต่การพัฒนา ICT จะต้องนำไปสู่การวางระบบเพื่อให้เกิดความรู้จริงเพราะผลสุดท้ายก็จะนำไปสู่การบริหารจัดการในทุกองค์กร แม้กระทั่งองค์กรของ Family ก็จะต้องมีการบริหารการจัดการ หรือองค์กรระดับประเทศยิ่งต้องการการบริหารการจัดการมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ICT จะต้องสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. เกิดความรู้ (Knowledge)
  2. สนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Making)
  3. ลดช่องว่างของความยากจน (Bridging the gap)
  4. ทุกคนต้องทันคนทันโลกเพราะวันนี้โลกได้ก้าวไปไกล

หากถามว่าศักยภาพของคนไทยวันนี้มีแค่ไหน อย่าบอกว่าสู้คนอื่นไม่ได้ ผมเห็นมาด้วยตนเอง คือเมื่อก่อนไปโรงเรียนดรุณสิกขาลัย เด็กประถมปีที่ 1 สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้สามารถทำพรีเซนเทชั่นแสดงได้ หรือเด็กประถมปีที่หนึ่งถึงปีที่สี่สามารถทำเว็บเพจได้ เพราะฉะนั้นปัญหาที่บอกว่าเด็กไทยไม่มีความสามารถนั้นไม่จริง เพียงแต่ระบบการบริหารการจัดการที่จะนำไปสู่การสร้างเด็กเหล่านั้นขึ้นมาเป้นเรื่องสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลในวันนี้ต้องการอินพุตจากผู้ที่อยู่ในวงการทั้งหมด เพื่อที่มากับรัฐบาลว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้มากไป หรือน้อยไป เพราะบางครั้งรัฐบาลทำมากไปก็เกิดปัญหา ทำน้อยไปก็เกิดปัญหา แต่รัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ทำตนเสมือนครูยุคใหม่ที่มีหน้าที่เป็น Facilitator ไม่ใช่เป็นรู้จริงและสอนทุกเรื่องโดยไม่ยอมเรียนรู้จากนักเรียน รัฐบาลก็เช่นกันต้องอาศัยการเรียนรู้จากภาคเอกชน และภาคราชการ แล้วมาช่วยกันสร้างนโยบาย (Formulate Policy) ให้เป็นไปในทิศทางที่อำนวยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงบนพื้นฐานแห่งการรู้จริง ผมขอเรียนว่าผมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย พร้อมที่จะจัดตั้งหน่วยงานหรือปรับปรุงหน่วยงาน เพื่อจะรองรับกับสิ่งที่เปลี่ยนไปของโลกวันนี้ ด้วยเหตุนี้หากมี e-Citizen เราจะรู้ Profile ของคนทั้งประเทศ และทำให้สามารถแก้ปัญหาคนแต่ละกลุ่มแต่ละประเภทได้เพราะว่าเรารู้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่ว่าจะมีคนสูงอายุกี่คน การทำสวัสดิการ (Welfare) ของคนสูงอายุต้องใช้เงินเท่าไหร่ และแนวโน้ม (Trend) ของสวัสดิการจะเป็นอย่างไร เงินงบประมารของหน่วยงานของรัฐจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ว่าไปสัญญาเอาไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นทำไม่ได้

และสิ่งที่สำคัญคือ e-Government จะต้องเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้ให้ได้ และในที่สุด E-Procurement สำหรับครุภัณฑ์ธรรมดาจะต้องเริ่มให้ได้ซึ่งหากเราจะทำ e-Payment ก็จะต้องมี e-Procurement อยู่ในนั้นด้วย ดังนั้นถ้าเมื่อใดที่ระบบความโปร่งใสในการบริหารไม่ชัดเจน ตัวเลขไม่ชัดเจนก็ไม่สามารถวัดความสามรถหรือวัดสภาพของปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะให้เกิดความมีประสิทธิภาพสิ่งเหล่านี้ต้องวัดได้ และการจะวัดได้ต้องอาศัยเครื่องมือทางด้าน ICT

สิ่งสำคัญอีกประการที่จะต้องเกิดขึ้น คือ อินเตอร์เน็ตที่จะต้องเข้าสู่สถานการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศว่าภายในสองปี ชั้นมัธยมจะต้องมีอินเตอร์เน็ตและภายในสี่ปีจะต้องไปในชั้นของเด็กประถม ดังนั้น Facility ที่กล่าวถึงทั้งหลายที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องมีและรองรับ แต่ผมไม่อยากให้ท่านที่อยู่ตามกระทรวงต่างๆพอบอกว่ามี ICT ท่านไปเน้นเรื่อง T ก่อน ก็คือ ฮาร์ดแวร์มาแล้ว และมี C คือเชื่อมโยงเรียบร้อย แต่ว่าปิดเครื่องไว้ บางแห่งก็มีการใช้เต็มที่ (Very Advanced) แต่บางแห่งกลัวการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งในประเด็นนี้อยากจะขอว่าไม่อยากที่จะตั้งเป้าหมายแต่อยากเห็นว่าระดับผู้บริหารจะต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็น ถ้าระดับบริหารยังเป็นAnalog Thinking อยู่นั้นก็ยากที่จะพัฒนา ICT ได้ เพราะฉะนั้นระดับบริหารจะต้อง Digitize ตัวเองให้ได้ ถ้าใครยังเล่นไม่เป็นก็ให้ลูกสอน เพราะเด็กสมัยนี้สามารถสอนพ่อแม่ได้ และท่านจะรู้สิ่งเหล่านี้ช่วยเราได้มาก ดร. นิโคร บอนเต ได้กล่าวว่าคนที่อยู่ในระดับตัดสินใจได้นั้น (Decision making Level) มักจะเป็น Digital Thinking แต่คนที่ เป็น Digital Thinking มักจะไม่มีอำนาจตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้นภาครัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนให้ได้ ต้องผลักดัน และสิ่งที่ผมให้ทีม Software Technolugy Park ไปศึกษาก็เพื่อจะทำให้ประเทสไทยของเรานั้นมีอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่เข้มแข็ง โดยที่จะใช้งานของรัฐบาลเป็น Incentive โดยการชักชวนบริษัทที่ชำนาญซึ่งเปรียบยเสมือนนายพรานที่รู้ทางเข้าป่าแล้วพาเราไปป่าโดยไม่โดนเสือกัด และพาเราออกจากป่าได้ เพราะเขารู้ว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในโลกนี้เป็นอย่างไร เขาก็จะได้นำ และสอนวิธีคิดให้เรา ซึ่งวิธีคิดทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศไทยนั้นมีประสบการณ์ไม่พอ ดังนั้นการที่เรายอมเสียค่าจ้างให้ผู้ที่ชำนาญกว่ามาสอนนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะคนเราจะเรียนรู้โดยไม่มีค่าวิชาเป็นไปไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งการเรียนเรื่อง ICT

เพราะฉะนั้นการพัฒนาให้ไปสู่ในการเป็น e-Government หรือ e-Citizen นั้นอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ไม่ใช้ว่าพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการลงมือทำเป็นขั้นตอน ต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์และต้องใช้งบประมาณ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นตัวล่อให้บรรดาผู้ที่มองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทยไม่โตไปประเทศอินเดียดีกว่า ก็ถูกเพราะว่าเราเริ่มทีหลังก็สู้เขาไม่ได้เพราะเราไม่มี Incentive เพาะฉะนั้นเราต้องเอาจุดนี้มาเป็น Incentive เพื่อชักชวนเขาเข้ามา แล้วเรียนรู้จากเขา พอเราเรียนรู้สักพักหนึ่งจนชำนาญแล้วก็สามารถที่จะบินเดี่ยวได้ แต่ตราบใดที่เรายังบินเดี่ยวไม่ได้ก็จำเป็นต้องมีนายพรานมาพาเราเข้าป่าก่อน

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า เราต้องช่วยกันสร้างความแข็งแรงทางด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และนำซอฟต์แวร์นั้นมาพัฒนาองค์กรได้อย่างไร เมื่อมองไปที่ภาคเอกชนของเรามีปัญหาอยู่สองสามเรื่องคือ

  1. ปัญหาของกระบวนการบริหารจัดการ
  2. ปัญหาเรื่องความโปร่งใสอันเกิดจากกระบวนการบริหารจัดการมีปัญหา
  3. ปัญหาการบริหาร

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะไม่รู้จริงกับสิ่งที่ตนทำไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นอันไหนขาดทุน อันไหนกำไร อันไหนควรที่จะพัฒนา อันไหนควรเก็บไว้หรืออันไหนควรจะต้องเลิกเพราะไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งไม่รู้ตัวเองมากเท่านั้น อันนี้คือจุดอ่อนขององค์กรบริหารภาคเอกชน แต่ถ้าหากว่าระบบคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ที่ดีจะเห็นรายงาน (Report) ว่าค่าใช้จ่ายจุดไหนที่สูงไป และสามารถปรับปรุงตนเองและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกรณีของครูน้อยที่บุรีรัมย์ ที่ทำบัญชีไม่เป็น ต่อมาสามารถทำบัญชีได้ ผลสุดท้ายก็สามารถปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเองได้ จากคนมีหนี้สินก็กลายเป็นคนที่ไม่มีหนี้สินเหมือนกัน ก็คือว่าทำอย่างไรให้บริษัทมีนักคอมพิวเตอร์อยู่ในบริษัท ให้มีการ Digitize ตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อยากเห็น ซึ่งผมได้เคยกล่าวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเราจะมี Incentive ได้หรือไม่โดยให้บริษัทต่างๆ นั้น Digitize ตัวเอง ถ้าเราสามารถสร้าง Incentive ให้บริษัท Digitize ตัวเองได้ ก็คือสิ่งที่ทำให้บริษัทต่างๆ นั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเมื่อบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับการจัดเก็บระบบภาษีของเรา

ภาควิชาการก็เช่นกัน การ Converge เทคโนโลยี และความรู้ต่างสาขาผ่านระบบคอมพิวเตอร์นั้นมีมากขึ้นทุกวัน แต่ในวันนี้ ภาควิชาการยังต่างคนต่างอยู่ยังอยู่บนพื้นฐานเดิม Paradigm เดิม แบบที่ประเทศไทยเราฝังมานานในขณะที่โลก Shift paradigm แล้ว แต่ประเทศไทยยัง Shift ไม่ได้ ซึ่งภาครัฐบาลกำลัง Shift ฝ่ายบริหารโดยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมใหม่ เช่นเดียวกันภาควิชาการต้อง Shift paradigm ใหม่ ให้เป็น Multi disciplinary แต่ถ้าหากว่าต่างคนต่างอยู่การที่จะผสานความรู้เข้าหากันนั้นก็จะเกิดจากการที่ไปเรียนรู้จากต่างประเทศ แต่ Innovation จากตัวเองไม่มี ดังนั้นหากเรา Break borderline ตรงนี้ ก็จะมี Innovation ขึ้น เมื่อมีขึ้นก็อาจจะเกิดความรู้ใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นภาคการศึกษาภาคเอกชนภาคราชการจะต้องปรับตัวเองเข้าสู่การเป็น Knowledge-based society เข้าสู่กระบวนการที่จะต้องสร้าง Knowledge worker ซึ่งการจะสร้าง Knowledge worker นั้นหากใครได้อ่านเรื่อง Business at the speed of thought ของ Bill Gates ก็จะรู้กระบวนการในการสร้าง Digital Nervous System ซึ่งทำให้เรากระจายการตัดสินใจลงไปในระดับล่าง และระดับล่างก็สามารถตัดสินใจได้บนข้อมูลที่รู้จริง และทันสมัย ไม่เช่นนั้นคนระดับล่างก็ไม่สามารถที่จะเป็น Knowledge worker ก็เป็นเหมือนระบบราชการที่ต้องพิจารณาตั้งแต่หัวหน้าแผนกจนถึงระดับรัฐมนตรี เพราะว่าไม่สามารถจะตัดสินใจได้ ทุกคนเป็นเหมือนเสมียน (Clerk) ไปหมด ส่งเสียเรียนมานานการทำงานก็เป็นเสมียนไปหมด เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้ และการที่จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องเกิดจากการวางระบบทั้งหมด ดังนั้น ICT จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกอณุของประเทศไทยต้องปรับตัวเองทั้งหมด ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาควิชาการ แล้วต่อเชื่อมรากไปยังชนบทเพื่อให้การลดช่องว่างความยากจนให้มากที่สุด จะสังเกตได้จากการวางนโยบายจะเริ่มตั้งแต่การใชัอินเตอร์เน็ตในสถานการศึกษา การปรับ e-Government และการสร้างความฝันถึงเรื่องของ e-Cittizen สิ่งเหล่านี้เป็นการปรับวาง Digital Nervous System ของประเทศไทย ทั้งประเทศ และก็จะเกิด Knowledge worker ในประเทศไทยอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้า เมื่อเกิดแล้วประเทศไทยจะมีความเร็ว ในการที่จะทำอะไรได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันอย่าลืมว่า Economy of Speed สำคัญที่สุด ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง Economy of Scale กับ Economy of Speed แต่หากได้ทั้งคู่ก็เป็นสิ่งที่ดี และก็ขอเรียนว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟัง รับข้อแนะนำ แต่ให้ท่านทั้งหลายแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด โดยลืมว่าเราอยู่ส่วนไหน เรามีความรู้เหล่านี้ เราพร้อมที่จะอุทิศให้ประเทศ และเราก็จะได้ระบบที่ดี เพราะฉะนั้นผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เปิดการสัมนาตั้งแต่บัดนี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องและเตรียมการอย่างดี"

หมายเลขบันทึก: 90341เขียนเมื่อ 14 เมษายน 2007 16:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 เมษายน 2012 13:51 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

บางท่านพอเห็นชื่อทักษิณก็อาจจะช็อค แต่คนที่ชอบอ่านชอบศึกษาแลกเปลี่ยน คงมีใจที่เปิดกว้าง เพราะเสรีภาพทางวิชาการคือหัวใจของการพัฒนาสังคมฐานความรู้ จริงไหมครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี