สิ่งต่างๆรอบกายเรามีมากมาย  เช่น เราสัมพันธ์กับต้นไม้หน้าบ้านเราเพราะว่าเราปลูกมัน  ต้นไม้สัมพันธ์กับดินเพราะมันหยั่งรากลงดิน ใบไม้สัมพันธ์กับแสงแดด  ดอกไม้สัมพันธ์กับแมลง  เงาไม้สัมพันธ์กับสัตว์เพราะมันมานอนใต้ร่มไม้  คนไม่กล้าเข้าไปตัดไม้เพราะกลัวเสือที่นอนใต้เงาไม้เพื่อพักร้อน ฯลฯ

ความสัมพันธ์ก็มีหลายแบบ  บางแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน  เป็นความสัมพันธ์เชิง "สาเหตุและผล"  เช่น ไฟทำให้น้ำร้อน  บางแบบสัมพันธ์กันเชิง "สหสัมพันธ์"  เช่น  ถ้าเก่งเลขแล้วจะเก่งฟิสิกส์ด้วย   ถ้าเก่งไทยแล้วจะเก่งอังกฤษด้วย  ถ้าเก่งเลขแล้วจะอ่อนไทย ฯลฯ  ความสัมพันธ์บางแบบเกิดจากการเปรียบเทียบ  เช่น นายแดงสูงกว่านายดำ  วันนี้ขายได้มากกว่าเมื่อวาน ฯลฯ

ในการสังเคราะห์ความสัมพันธ์นั้น  อย่างน้อยผู้สังเคราะห์ "จะต้อง"มีความสามารถที่จะ "มองเห็น"ความสัมพันธ์เหล่านี้ได้  มิฉะนั้นแล้ว  จะมิอาจสังเคราะห์ความสัมพันธ์ได้เลย

"ความสัมพันธ์"  เป็น "นามธรรม"  ที่ "เรา" เป็นผู้ "มองเห็น"  ฉะนั้น การสังเคราะห์ความสัมพันธ์จึงเป็น "คิดเชิงนามธรรม"  เป็นความสามารถที่จะ "สังเคราะห์ เชิงนามธรรม"  ถ้าจะใช้ภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับความสามารถนี้ก็เห็นจะเป็น Synthesis  of a set of Abstract Relations,  Derivation of a set of abstract relations ครับ

คนพวกนี้จะสามารถสังเคราะห์ สมมุติฐาน  หรือ  ทฤษ๊ ได้ครับ  ตัวอย่างของสิ่งเร้าที่ยั่วยุพฤติกรรมที่เป็นความสามารถประเภทนี้ก็ได้แก่

นายแดงสังเกตเห็นว่า  ที่ตรงนั้นดินดำชุ่มน้ำ มีหญ้ารกปกคลุม   ที่ตรงโน้นก็เป็นเช่นนั้น  ที่หลังบ้านก็เป็นเช่นนั้น  ที่ไหนๆก็เป็นเช่นนั้น  เขาจึงพูดออกมาว่า "หญ้ารกเพราะดินดี"   "ดินดีเพราะหญ้าปก" !

นายดำไปเห็นป่าก็เข้าไปเดินสำรวจ แต่ต้องวิ่งแจ้นออกมา เพราะเสือไล่กัด  เขาออกมายืนหอบ  พร้อมกับอุทานว่า  "ป่ารกเพราะเสือยัง" !

มาดูในสถาบันการศึกษาของเราบ้าง  ยอดรู  ยอดอาจารย์ !!  ของเราก็จะสร้างิส่งยั่วยุให้เด็กคิดดังนี้ครับ

"ถ้า  ก  ข  ค  ง     แล้วจะเกิด  ว  น  บ,   และถ้า  ค  ง  จ  ช  แล้วจะเกิด บ  ส  ล,  ฉะนั้น  ถ้า  ง  ฉ  ช  ค  แล้วจะเกิดอะไร ? "

"พระอภัยมณีพบนางยักษ์  ก็ได้ยักษ์เป็นเมีย,   ไปพบเงือก  ก็ได้เงือกเป็นเมีย,  ฉะนั้น ......... ? "  (เด็กก็อาจะสังเคราะห์ว่า --  การมีเมียไม่ควรเลือก,  หญิงกับชายเป็นของคู่กัน,  เมียทำให้คนมีความสุข,  ชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิต, ยังสรุปแน่นอนไม่ได้-----  )

"ศาสตราจารย์จุมพฎขึ้นไปบนเขา  สังเกตเห็นว่าหินบางก้อนเป็นหินทราย  และมีทรากสัตว์น้ำฝังอยู่  เขาจึงสงสัยว่า  ภูเขาลูกนั้นเกิดได้อย่างไร  ถ้าเป็นท่าน  ท่านจะตั้งทฤษฎีว่าอย่างไร ? "

"ชาวอิสาณชอบทานปลาดิบ  จึงมักมีพยาธิ์ใบไม่ในท้อง  ชาวปัตตานีก็ชอบทานปลาดิบ   แต่ไม่มีพยาธิ์ใบไม้ในท้อง   จากข้อมูลนี้  เราจะตั้งสมมุติฐานอย่างไรจึงจะดีที่สุด ? "

ฯลฯ

พวกปราชญ์  เห็นอะไรก็ชอบที่จะสังเคราะห์เป็นคำ "คล้องจอง"  เป็นคำ "พังเพย"  คำ "สุภาษิต"  สังเคราะห์ "ทฤษฎี"  ขงจื้อ, พลาโต, อริสโตเติล, ค้านท์, เดคาร์ทส์, ฮูม, ฯลฯ  ชอบสังเคราะห์นามธรรมจนเป็นนิสัย  และแน่นอนทีเดียวครับ  ท่านเหล่านั้น "ต้อง"มีความสามารถด้านสังเคราะห์ ในระดับสูงยิ่ง ครับ

ถ้าเราเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้  ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ดร. แล้วละก้อ  เราอาจจะได้คนประเภทนี้มาเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีศึกษาบ้างก็ได้ครับ

ครูต้องเป็นคนเก่งนะครับ