จำนวนของผู้มารับบริการโรคใดโรคหนึ่งในโรงพยาบาล อาจจะไม่ได้บอกถึง จำนวนที่แท้จริงในสังคม เพราะผู้ที่มีอาการของบางโรคอาจไม่มาพบแพทย์ เพราะบ้านเรานั้น เรา (คือเราๆ ท่านๆ) มีอิสระในการซื้อยา จากแหล่งต่างๆ (มาก) เหลือเกิน เช่น ซื้อจากร้านขายยา จากการขายตรง (การขายแบบชั้นเดียวในแนวระนาบ หรือ ขายหลายชั้น หรือ MLM multi-level marketing)จากหมอพื้นบ้าน หมอกลางบ้าน จากเพื่อนๆ จากการสั่งซื้อ ทางอินเตอร์เนททุกรูปแบบ
เคยได้ยินไหม...
- น้ำมนต์ใส่พาราเซทตามอล กินแล้วหายปวดชงัดนัก
- ยาลูกกลอนใส่ยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะสตีรอยด์ (เช่นยาที่ชาวบ้านเรียกยากษัยเส้น) กินแล้วอ้วน บวม ความดันสูง กระเพาะทะลุ กระดูกผุ หัก
- อย.ทะลายแหล่งผลิตยาฝ้า ใส่สารต้องห้าม เช่น ปรอท ไฮโดรควินโนน
- ฯลฯ
เคยได้ยินไหม...
ในบางประเทศ
...จะซื้อยาคุมกำเนิดต้องมีคำสั่งแพทย์
...จะกินยาปฏิชีวนะต้องให้แพทย์สั่งยาให้
ผลเสียจากความอิสระ ที่ว่าข้างต้นมีทั้งต่อระดับ บุคคล ครอบครัว และ สังคม
มาช่วยกันคนละไม้ คนละมือ โดยการรู้เท่าทัน และช่วยกันระมัดระวัง ตนเอง และคนรอบข้าง ให้ปลอดภัยจาก การบริโภคยาอันตรายกันเถอะครับ
ใครมีไอเดียดีๆ ลองแวะมาบอกหน่อยครับ ว่าจะช่วยกันดูแล เรื่องนี้กันอย่างไร
หมอสุข
ผมเคยได้ยิน..
* วันนี้ผ่านมาอนามัยเลยแวะมาขอยาหมอเผื่อเก็บไว้ใช้หน่อย
* ไหนๆ ได้เข้ามาในเมืองแล้ว แวะไปขอยาที่โรงพยาบาลดีกว่า
ฯลฯ
เป็นการสะท้อนพฤติกรรมสุขภาพของชาวชนชบทในยุคนี้พอสมควรครับ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการสื่อสารของหมอเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้จะสร้างความเข้าใจในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ และการเข้ารับการรักษาตามความเหมาะสมและจำเป็นได้มากน้อยเพียงใด ?
ด้วยความเคารพ
ขอบพระคุณ นายประชาชน ที่แวะมาอ่านและให้ข้อคิดความเห็น
การเก็บยาไว้ที่บ้านคงไม่มีผลกระทบอะไรมากมาย กรณีนี้คงจะดีกว่ากรณีที่ ไม่สบาย แต่ไม่มียา เล่ยต้องหายาจากแหล่งอื่นๆ ที่อาจเพิ่มโอกาสที่ จะได้ยาอันตรายนะครับ
ก็เห็นด้วยว่าการขอยาเผื่อ คงสะท้อนพฤติกรรมสุขภาพไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ดี...
หมอสุข