เวียดนาม (Vietnam) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และอ่าวตังเกี๋ย

ประวัติศาสตร์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
เมื่อราว 4 พันปีมาเเล้ว ชาวเวียดนามตั้งถิ่นฐานทางตอนใต้ของจีน มีผู้ปกครองติดต่อกัน 3 คน คือ ตวายเยิน ฟุกฮี เชนนอง ทางเหนือของเผ่าเวียด มีเผ่าฮั่นขนาดใหญ่มีความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน ตรงข้ามกับเผ่าเวียดที่เเตกเเยกออกเป็นร้อยๆ เผ่า เมื่อเผ่าฮั่นมีอำนาจที่เข้มเเข็ง ชาวฮั่น เข้ามารุกราน ทำให้ชาวเวียดหนีร่นมาทางใต้
หลังจากนายพลเจียวดา ได้ก่อตั้งอาณาจักรนามเวียด เมื่องราว2200ปีก่อนพุทธกาล บนดินเเดนราบลุ่มเเม่น้ำเเดง เเละสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ โดยมีเมืองหลวงใกล้กวางสูของจีน เจริญรุ่งเรีองมาถึงราวๆ พ.ศ. 430 เเละอีกไม่นาน จักรพรรดิ์จีน ฮั่นหวูฮี สั่งยกพลจำนวนมหาศาลเข้ายึดเวียดนาม
สมัยประวัติศาสตร์
กองทัพฮั่นเข้ายึดอาณาจักรนามเวียด ได้ในปี พ.ศ.585 เปลี่ยนชื่ออาณาจักรใหม่ว่า นามเหวียตก๊วก (หนานเยว่กว๋อ)เเต่งตั้งผู้ปกครองระดับสูงมาปกครอง ความพยายามที่ชาวจีนนำวัฒนธรรมจีนทางด้านต่างๆ ไปเผยเเพร่ที่ดินเเดนเเห่งนี้ กลับถูกชาวพื้นเมืองหรือชาวเวียดนามต่อต้านอย่างรุนเเรง:
--วีรสตรีในนาม ฮายบาจึง ได้นำกองกำลังการปฏิวัติปลดเเอกจากจีน เเต่อีก 3 ปีต่อมาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนอีก --นักโทษปัญญาชนชาวจีนนามว่า หลีโบน ร่วมมือกับปัญญาชนชาวเวียดนามร่วมทำการปฏิวัติ ก่อตั้งราชวงค์หลี ขนานนามเเคว้นว่า วันซวน เเต่ต้องตกเป็นเมืองจีนอีก
เกิดการต่อสู้กับจีนบ่อยที่สุด เมื่อราชวงศ์ของจีนขึ้นปกครอง ต้องถูกจีนยึดอีก กินเวลาจากพ.ศ. 1146-1498 เปลี่ยนชื่อเป็นอานนาม(อันหนาน)ในยุคนี้จีนถือว่า เเคว้นนี้เป็นมณทลหนึ่งของจีน จึงส่งชาวจีนเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อกลืนชาติชาวเวียดนาม ศิลปะของจีนทุกเเขนง ศาสนาพุทธ ลัทธิต่างๆ รวมทั้งอักษรจีน ได้เข้าสู่ดินเเดนเเห่งนี้ ภายใต้การบริหารอันเข้มเเข็งของรัฐบาลจีนภายใต้ราชวงศ์ถัง
- พ.ศ. 1498-1510 ราชวงศ์โง--หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ถังของจีน นายพลโงเกวี่ยนทำการปฏิวัติขับไล่ชาวจีนได้
เเล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์โงเปลี่ยนชื่อประเทศว่า ไดเวียด หลังจากจักรพรรดิ์สวรรคต เวียดนามถูกเเบ่งแยกออกเป็น 12 เเคว้น โดยขุนนางในชาติ
- พ.ศ. 1511-1523 ราชวงศ์ดิงห์--ชาวนา นามว่า ดินห์โบหลิง ทำการรวบรวมเเคว้นต่างๆเข้าด้วยกัน เปลียนชื่อประเทศเป็น
ไดโกเวียด ทรงจัดแบบเเผนราชสำนักเเละข้าราชการพลเรือน ทหาร ตามอย่างราชวงศ์ถังของจีน
- พ.ศ. 1524-1552 ราชวงศ์เตี่ยนเล--ราชินีจักรพรรดิดินห์โบหลิง ขับไล่รัชทายาทราชวงศ์ดิงห์ สถาปนาตนเองเป็น จักรพรรดินี เล ได ฮัง ทรงป้องกันประเทศโดยถวายเครื่องบรรณาการเเก่ราชวงศ์ซ้องของจีน ในปี 1529 ส่งกองทัพรุกคืบไปทางใต้
ทำลายบางส่วนของอาณาจกรจามปา ในสมัยนี้ศาสนาพุทธได้วางรากฐานอย่างมั่งคงในอาณาจักรเเห่งนี้
- พ.ศ. 1552-1768 ราชวงศ์หลี--หลี กง อ่วน ถูกช่วยเหลือโดยพระภิกษุรูปหนึ่ง ให้มีอำนาจในราชสำนักฮวาลือ เมื่อขึ้นครองราชย์
ในนาม หลี ไท โต ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่ ทังลอง(ฮานอย)ทงรสร้างวัดขึ้น 150 เเห่ง ในปี 1070 นำระบบการสอบจอหงวนมาใช้ ก่อตั้งมหาวิทยาลัย วันเหมียว ให้ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีขงจื้อ เพื่อสอบเข้ารับราชการในระบบจอหงวน
- พ.ศ. 1768-1943 ราชวงศ์เจิ่น--เจิ่ง เเก๋ง สามัญชนอภิเษกสมรสกับพระนางเจียว ฮว่าง ราชินีองศ์สุดท้ายของราชวงศ์หลี สถาปนาตนเองนามว่า เจิ่น ฮึง เดา พระองศ์ทรงนำกองทัพขับไล่กองมองโกของกุบไลข่านออกไปได้ ในระยะนี้ยังคงนำกองทัพรุบคืบไปทางใต้ต่อไป
พ.ศ. 1943-1971 ราชวงศ์โฮ--การอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์กับญาติเสนาบดีผู้หนึ่งอันนำไปสู่จุดจบของราชวงศเจิ่น โฮ กุ๋ยหลี ก้าวสู่การครองราชย์ ตั้งราชวงศ์ตามตระกูลของตนเอง ระบบจอหงวน กองทัพ เศรษฐกิจ ได้รับการสังคายนาขนานใหญ่ เช่น การสอบเน้นวิชาคณิต วิถีชีวิตชาวนา เเละงานของขงขื้อ กฎหมายได้มีการปฎิรูป เปิดเมืองท่าสองเเห่ง ราชวงศ์หมิงของจีนกังวล หากปล่อยเอาไว้ อาจเป็นภัย จึงส่งกองทัพเข้ามายึดครองอีกครั้ง บังคับให้ชาวเวียดนามเเต่งกายตามเเบบชาวจีน ทำลายล้างความเป็นชาติเวียดนามดดยการเผาบันทึกทางประวัติของเวียดนาม
การเมือง
- การเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรที่มีอำนาจ สูงสุดผูกขาดการชี้นำภายใต้ระบบผู้นำร่วม (collective leadership) ที่คานอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ ได้แก่
- กลุ่มปฏิรูป ที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ฟาน วัน ขาย
- กลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศ เพราะเกรงภัยของ “วิวัฒนาการที่สันติ” peaceful evolution) อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ และ
- กลุ่มที่เป็นกลาง ประนีประนอมระหว่างสองกลุ่มแรก นำโดยอดีตประธานาธิบดี เจิ่น ดึ๊ก เลือง ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับแนวทางการบริหารประเทศให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ในย่างก้าวที่รวดเร็วนัก
- เวียดนามได้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ สมัยที่ 11 เมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 498 คน เป็นผู้สมัครอิสระเพียง 2 คน ที่เหลือเป็นผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคคอมมิวนิสต์ สภาแห่งชาติมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีหน้าที่ตรากฎหมาย แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และ นายกรัฐมนตรี
- สภาแห่งชาติชุดใหม่ได้เปิดประชุมเมื่อ 19 กรกฎาคม 2545 โดยสภาได้มีมติสำคัญๆ คือ
- รับรองผลการเลือกตั้งเมื่อ 19 พฤษภาคม
- เลือกตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ประจำสภา
- การเลือกตั้งให้นายเหวียน วัน อาน ดำรงตำแหน่งประธานสภาต่อไป (เมื่อ 23 กรกฎาคม)
- การเลือกตั้งให้นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป (เมื่อ 24 กรกฎาคม) และ
- เลือกตั้งให้นายฟาน วัน ขาย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป (เมื่อ 25 กรกฎาคม) และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 สิงหาคม 2545 โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 26 คน มีรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั่งใหม่ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ หลายคนเคยดำรงรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงนั้น ๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกระทรวงใหม่ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม และกระทรวงภายใน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารประเทศมากขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ดำเนินไปด้วยดีในปัจจุบัน
- แผนงานการปฏิรูประบบราชการสำหรับปี ค.ศ. 2001-2010 เน้น 4 ประเด็น ได้แก่ การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร การยกระดับความสามารถของข้าราชการ และการปฏิรูปด้านการคลัง
การแบ่งเขตการปกครอง
ประเทศเวียดนามแบ่งเป็น 59 จังหวัด (tỉnh: ติ้ญ) และ 5 เทศบาลนคร* (thủ đô: ทู่โด) ดังนี้
|
|
ภูมิศาสตร์
เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแนวยาว และ มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเเหนือและใต้ แต่มีภูเขาที่มีป่าหนาทึบแค่ 20%
ลักษณะภูมิประเทศ
- มีที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
- มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี ฟาง ซี ฝาง(Phan Xi Păng)ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ft) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค คือยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม
ลักษณะภูมิอากาศ
- เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ)
- เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมคร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F)
ชายแดน
ทั้งหมด 4,638 km (2,883 mi) โดยติดกับประเทศกัมพูชา 1,228 km (763 mi) ประเทศจีน 1,281 km (796 mi) และ ประเทศลาว 2,130 km (1,324 mi)
เศรษฐกิจ
- เกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวเจ้า ยางพารา ชา กาแฟ ยาสูบ
- การทำเหมืองแร่ที่สำคัญ คือ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ
- อุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมทอผ้า ศูนย์กลางอยู่ที่โฮจิมิน
- การประมง เวียดนามจับปลาได้เป็นอันดับ 4 ของสินค้าส่งออก เช่น ปลาหมึก กุ้ง ตลาดที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์
แม้ว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจจะเป็นเหตุผลที่มีความสำคัญรองจากเหตุผลทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในการที่อาเซียนรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิก แต่ก็ยังคงความสำคัญในระดับหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ความสัมพันธ์ทวิภาคีทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและประกาศถอนทหารออกจากกัมพูชา และเมื่อเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่กรุงปารีสในปี 1991
เหตุผลการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน
- การสนับสนุนและความช่วยเหลือในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมจากประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งเวียดนามมองว่าเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการปรับสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์และการปรับนโยบายต่างประเทศ การเข้ารวมกลุ่มอาเซียนจะทำให้เวียดนามมีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนาประเทศจากสมาชิกต่างๆ อันจะมีส่วนเอื้ออำนวยและเร่งการพัฒนาของตนไปสู่ระบบเศรษฐกิจการตลาดซึ่งตั้งอยู่บนหลักการของการแข่งขันได้ในที่สุด
- เวียดนามให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและระบบเศรษฐกิจของโลก การเป็นสมาชิกของอาเซียนจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในเขตการค้าเสรีอาเซียน และนำเวียดนามไปสู่ความคุ้นเคยกับแนวทางปฏิบัติในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับโลก อันจะมีผลดีและเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่จะผลักดันเวียดนามให้ก้าวไปสู้การเป็นสมาชิกของ APEC และ WTO ได้ในที่สุด
- ในฐานะของสมาชิกอาเซียน เวียดนามหวังที่จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของการค้าและการลงทุนกับประเทศอาเซียนทั้งหลาย ขณะเดียวกันในขณะที่การค้าภายในกลุ่มอาเซียนกำลังขยายตัว เวียดนามก็ได้ตระเตรียมและปรับทิศทางการส่งออกของตนที่จะไปสู่ตลาดอาเซียนนี้อย่างจริงจังมากขึ้น การนำเข้าของเวียดนามจากอาเซียนในขณะนี้เป็นครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดของทั้งหมดของเวียดนาม และประมาณร้อยละ 30 ของการค้าทั้งหมดของเวียดนามที่มีกับอาเซียนนอกจากนี้ เวียดนามยังหวังว่าตนจะได้รับสิทธิพิเศษ GSP อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป และเวียดนามยังจะเป็นจุดส่งออกที่สำคัญสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ
ในด้านการลงทุน ทั้งเวียดนามและประเทศในกลุ่มอาเซียนจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้าไปลงทุนในเวียดนามโดยเวียดนามจะสามารถดูดซึมเทคนิค วิทยาการและเทคโนโลยีที่ผ่านมากับการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของการร่วมทุน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการผลิตของเวียดนาม และขณะเดียวกัน นับตั้งแต่เวียดนามเปิดประเทศและประกาศกฎหมายว่าด้วยการลงทุนต่างชาติ ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ให้ความสนใจลพยายามแสวงหาโอกาสเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ทั้งนี้เพราะอาเซียนก็สนใจในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกันทั้งด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดใหญ่มีประชากรถึง 73 ล้านคน มีความสมบูรณ์ทางทรัพยาธรรมชาติ มีแรงงานที่มีศักยภาพและมีราคาถูก การมีเวียดนามเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นจะทำให้อาเซียนมีประชากรเพิ่มเป็น 420 ล้านคน และจะมีผลผลิตมวลรวมภายในถึง 500 พันล้าน เหรียญสหรัฐฯ อันจะทำให้อาเซียนมีศักยภาพในการขยายตัวกางเศรษฐกิจได้มากขึ้นไปอีก
ในปัจจุบัน ประเทศที่ได้รับการอนุมัติด้วยมูลค่าลงทุนมากที่สุดได้แก่สิงคโปร์ ซึ่งมีโครงการการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจำนวนโครงการ ด้วยมูลค่า 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าการลงทุนของประเทศสมาชิกอาเซียนในเวียดนามคิดได้เป็นร้อยละ 27.69 ของมูลค่าของการลงทุนต่างชาติทั้งสิ้นในเวียดนาม กล่าวคือในมูลค่า 8.14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่าของการลงทุนต่างชาติทั้งสิน 29.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีโครงการทั้งสิ้น 337 โครงการ โดยมาเลเซียลงทุนเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ไทยลงทุนเป็นอันดับ 3 ประเภทของการลงทุนที่สมาชิกอาเซียนดำเนินการในเวียดนาม ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้างสำนักงาน ที่อยู่อาศัย การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและการแปรรูปอาหาร เวียดนามหวังว่าการลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนนี้จะมีส่วนช่วยถ่วงดุลการลงทุนจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกันในส่วนของอาเซียน เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้อาเซียนยินดีรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกก็คือ การเข้ารวมกลุ่มอาเซียนของเวียดนามนั้นจะมีผลไปเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกทั้งอำนาจในการต่อรองทางการเมืองทั้งหลายต่างก็มีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจร่วมกันอันนำไปสู่การยอมรับกันในที่สุด
แนวโน้มในอนาคต
สิ่งที่น่าจับตามองในอนาคตก็คือ บทบาทของเวียดนามทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีหลังนั้น เวียดนามจะมีศักยภาพหรือเพิ่มศักยภายในการถ่วงดุลให้กับอาเซียนในกรณีความขัดแย้งหมู่เกาะสแปรตลีย์ได้หรือไม่ และอีกทั้งความคาดหวังอาเซียนในผลประโยชน์ด้านต่างๆที่จะได้รับจากการรับเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มจะบรรลุหรือไม่เพียงใด เป็นประเด็นที่น่าติดตามและน่าจะได้มีการศึกษาต่อไป
ประชากร
- มีจำนวน 84.23 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 253 คน : ตารางกิโลเมตร
ข้อมูลละเอียดมากค่ะ ดิฉันไปเที่ยวมา ถ่ายรูปไว้ด้วยค่ะhttp://gotoknow.org/file/sasinanda/view/70775
วัฒนธรรม(ต่อจากด้านบน) <p>จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2542 ประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 80% ที่ถือว่าตนเองไม่มีศาสนา ที่เหลือนั้นนับถือ ลัทธิเต๋า พุทธมหายาน โรมันคาตอลิก โปรแตสเตนท์ และ อื่นๆ แต่ก็มีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นชาวจาม</p><p>ref : http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศเวียดนาม
web1 : http://www.go-indochina.net
web2 : http://investorinfo.blogspot.com</p>
เดียนเบียนฟู เป็นจังหวัดหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกห่างจากลาวเพียง 35 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เป็นสมรภูมิรบอันลือลั่นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งแรก (1946-1954) ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพฝ่ายต่อต้านการครอบครองของชาวเวียดนามนำโดยโฮจิมินห์ ที่เรียกว่ากองทัพเวียดมินห์ การสู้รบครั้งนี้สิ้นสุดด้วยการพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของกองทัพฝรั่งเศส ที่มีทั้งกำลังคนและอาวุธทันสมัยกว่า และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทั้งทางการเมืองและทางการเงิน
การรบที่เดียนเบียนฟูนั้น เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1954 เดิมทีฝรั่งเศสได้ยึดป้อมเดียนเบียนฟูที่อยู่กลางหุบเขาไว้ได้ ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์เพราะมีชัยภูมิเป็นภูเขาล้อมรอบ ทำให้ยากแก่การเข้าโจมตี โดยฝรั่งเศสตั้งเป้าว่า ตราบใดที่รักษาเดียนเบียนฟูไว้ เวียดมินห์ก็ไม่สามารถรุกต่อไปได้ และจะกลายเป็นขวากหนามที่คอยกันไม่ให้เวียดมินห์เคลื่อนทหารได้ตามความต้องการ
แต่ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังมั่นใจในความแข็งแกร่งของเดียนเบียนฟูอยู่นั้น โฮจิมินห์ได้อาศัยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารประชาชนซึ่งถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วขนลำเลียงขึ้นไปบนยอดเขาโดยรอบเดียนเบียนฟูอย่างลำบากยากเย็น ครั้นประกอบปืนใหญ่เสร็จ ทหารเวียดมินห์ตามยอดเขาโดยรอบป้อมเดียนเบียนฟูก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าตีป้อมของฝรั่งเศสอย่างพร้อมเพรียงกัน จนป้อมเดียนเบียนฟูแตก
ฝรั่งเศสต้องยอมพ่ายแพ้และถอนตัวไปจากเวียดนามในที่สุด การรบครั้งนี้ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติเอเชียอาคเนย์เหนือชาติมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่ข้อตกลงในการประชุมเจนีวาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1954 แบ่งเวียดนามเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ด้วยเส้นขนานที่ 17 ก่อนที่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนาล
เวียดนามเพิ่มเติม :
http://www.go-indochina.net
http://nhat-hahn.blogspot.com/