เมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. ๕๐ ในงานประชุมประจำปี R2R ที่ศิริราช    คุณ Ramesh Shademani เจ้าหน้าที่ของ KMS (Knowledge Management and Sharing) Department ของ WHO ที่เจนีวา     มาบรรยายเรื่อง Knowledge Translation     ในตอนหนึ่งเธอถามว่าทำไมหมอไม่ปฏิบัติตาม CPG (Clinical Practice Guidelines) ซึ่งเป็นข้อกำหนดแนวทางดูแลผู้ป่วย

        ผมนึกออกทันทีว่า CPG ไม่ได้มีไว้ปฏิบัติตาม     แต่มีไว้ให้หมอแต่ละโรงพยาบาลร่วมกันปรับปรุง CPG นั้น     ให้กลายเป็น CPG ของโรงพยาบาล   มีหมอและพยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเป็นเจ้าของ CPG ของโรงพยาบาลนั้น

        ผมมองว่า CPG คือ Explicit Knowledge  ที่เมื่อเราจะเอามาใช้ ต้องเอา Contextual Knowledge ของเราเองใส่เข้าไปก่อน     จึงจะได้ Explicit Knowledge ชุดที่เป็นของเราเอง      และเวลานำเอาความรู้ชุดใหม่นี้ไปใช้กับผู้ป่วยแต่ละคน     เราก็ต้องเอา Contextual Knowledge เกี่ยวกับผู้ป่วยคนนั้นใส่เข้าไป     เป็นการ "เติมความรู้เดี๋ยวนั้น" ณ จุดใช้ประโยชน์     ขั้นตอนนี้น่าจะถือได้ว่าเป็น KM เฉพาะบุคคล (Individual KM) 

       ผมชอบใจมาก ที่ ศ. นพ. ธาดา ยิบอินซอย ลุกขึ้นมาบอกว่า การใช้ CPG ขึ้นอยู่กับ ownership & continuation     คือต้องไม่ใช้ CPG แบบนิ่งขึงตายตัว     แต่ต้องใช้ CPG แบบมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา
 
        ยกตัวอย่างเรื่อง CPG เพื่อจะบอกว่า     ไม่ว่าในวิชาชีพใด หรือการทำงานในหน้าที่ใด    การปฏิบัติตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน ต้องทำด้วยความเป็นมนุษย์ คือใช้ปัญญาประกอบด้วย     ไม่ใช่ทำแบบเถรตรงหรือแบบเครื่องจักรที่ไม่มีวิญญาณ     ปัญญาที่ว่านั้น คือการใส่ Contextual Knowledge เข้าไป

         ปู่ย่าตายายท่านเรียกคนที่ไม่รู้จักใส่ Contextual Knowledge เข้าไปในวิธีทำงานว่า เป็นคนฉลาด แต่ไม่เฉลียว

วิจารณ์ พานิช
๑ เม.ย. ๕๐