วันที่ ๑๒ มี.ค. ๕๐ ผมไปร่วมเสวนาระหว่างกรรมการสรรหาคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มวล.  กับ ดร. วัลลา ตันตโยทัย     ดร. วัลลา มอง KM เป็นเครื่องมือ ทำเครือข่ายแก้ไขปัญหาโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง   เป็นเครื่องมือนำคณะพยาบาลศาสตร์เข้าสู่ชุมชน

      นอกจากนั้น ดร. วัลลา บอกว่าการได้รู้จัก KM ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเอง    ใจเย็นขึ้น  เข้าใจคนอื่นมากขึ้น   ลดความจุกจิกจู้จี้ลง    มีวิธีคิดแบบเครือข่ายมากขึ้น    ผมมองว่า ดร. วัลลา มองว่า KM ช่วยสร้าง Personal Transformation

        เหตุการณ์นี้ทำให้ผลกลับมามองตนเอง     ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในเวลา ๕ ปีที่ทำงานขับเคลื่อน (แบบไม่เป็นเจ้าของ) เครือข่าย KM ประเทศไทย

          ๑. ผมยิ่งเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลาย    ได้เรียนรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติด้วยตนเอง ว่าความแตกต่างหลากหลายเป็นพลังสำหรับการริเริ่มสร้างสรรค์     แต่ต้องทำเป็น ใช้เป็น  มิฉะนั้นอาจเกิดผลด้านลบ

         ๒. ผมอดทนต่อพฤติกรรมที่ผมเคยตราว่า "ไร้สาระ" ได้ดีขึ้น     ทำความเข้าใจว่าไมคนจึงทำหรือเอาจริงเอาจังกับสิ่ง "ไร้สาระ" ได้ดีขึ้น     คือเท่ากับมองต่างมุมได้เก่งขึ้น     มองออกว่า "สาระ" มีได้หลายแบบ    หลายพื้นฐาน

         ๓. ผมเห็น "ศักยภาพของความเป็นมนุษย์" มากกว่าที่เคยเข้าใจมาก่อน     เดิมผมก็เชื่อในศักยภาพของความเป็นมนุษย์      แต่ยังไม่ค่อยได้เห็นรูปธรรมของการปลดปล่อยศักยภาพนั้น     มาได้เห็นตอนใช้ KM นี่เอง

          ๔. ได้เข้าใจ "ม่านบังตา" หรือ "เส้นผมบังภูเขา" ในเรื่อง organizational change ที่เรากำลังประยุกต์ใช้ KM กันอยู่     ถ้าแกนนำมองไปที่เป้าหมายเชิงนามธรรมไม่ออก     ก็จะมีม่านบังตาอยู่เรื่อยไป     สภาพเช่นนี้ช่วยสร้างความท้าทาย ในการดำเนินการ change management ในระดับสังคม     ทำให้ผมสนุกมาก

          ๕. ผมคิดเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ เก่งขึ้น    มีท่าทีแบบ destructive น้อยลง

          ๖. ..... (ถ้าท่านผู้อ่านจะช่วยเติม จากข้อสังเกตของท่าน     ก็จะเป็นพระคุณ)

วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๕๐