ในคาถาแรก (ผู้สนใจคลิก พุทธอุทาน ) มีเนื้อความว่า
ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิโน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา
ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธัมมัง
เมื่อใด ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ต่อพราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
เพราะรู้ว่าธรรมเป็นไปกับด้วยสาเหตุ
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพรามณ์นั้น ย่อมเลือนหายไป...
ในคาถาที่สอง (ผู้สนใจคลิก พุทธอุทาน (ต่อ)) ว่า
ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิโน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
อถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา
ยะโต ขะยัง ปจฺจะยานัง อเวทิ
เมื่อใด ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ต่อพราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพรามณ์นั้น ย่อมเลือนหายไป...
ซึ่งทั้งสองคาถานี้ อาจสรุปสั้นๆ ได้ว่า คาถาแรกบอกว่า สิ่งที่มีในใจเกิดขึ้นเพาะสาเหตุ ส่วนคาถาที่สองว่า สิ่งที่มีในใจดับไปเพราะสาเหตุดับไป...
......
และ คาถาสุดท้าย คือ
ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิโน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
วิธูปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง
สูโรวะ โอภาสะยะมันตะลิกขันติ ฯ
เมื่อใด ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ต่อพรามณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่
เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น เมื่อกำจัดมารและเสนามาร ย่อมดำรงอยู่
ประดุจดวงสุรีย์กำจัดความมืด เปล่งแสงสว่างอยู่ ฉะนั้น ดังนี้
ในคาถาสุดท้ายนี้ บ่งชี้ถึงผลของการเพ่งพินิจต่อสิ่งที่มีอยู่ภายในใจ นั่นคือ เมื่อมีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพ่งพินิจอยู่ รู้อยู่ว่า สิ่งที่มีอยู่ภายในใจนั้น เกิดขึ้นเพราะสาเหตุ เพราะหมดสาเหตุสิ่งที่มีอยู่ภายในใจก็จะจึงดับไป...เมื่อเข้าใจทำนองนี้แล้ว ความสงสัยต่างๆ ก็จะเลือนหายไป...
เมื่อทำลายสิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งสิ่งที่มีอยู่ภายในใจ อันเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา อันเป็นสาเหตุที่ทำใจให้ขุ่นมัว เศร้าหมอง มืดมิด... ก็จะหมดไป (เพราะสาเหตุที่ก่อให้เกิดไม่มี) จิตใจก็จะเปล่งปลั่ง สดใจ สดชื่น ประดุจดวงอาทิตย์สามารถกำจัดความมืดได้ แล้วส่องแสงสว่างไสวเปล่งปลั่งอยู่ ฉะนั้น...
ปฐมพุทธอุทานคาถา นี้ เป็นพระอุทานของพระบรมศาสดา... ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยพิจารณาตัวเอง กล่าวคือ เมื่อใจขุ่นมัว เศร้าหมอง เคืองแค้น หุดหิด ท้อแท้ ฯลฯ ก็ให้เพ่งพินิจสิ่งที่มีอยู่ภายในใจ เพ่ง เพ่ง เพ่ง...เพ่งพินิจสิ่งที่มีอยู่ภายในใจไปเรื่อยๆ... ก็จะรู้สึกได้ว่า สิ่งที่มีอยู่ภายในใจนั้น เกิดจากสาเหตุบางอย่าง...
เมื่อดับสาเหตุเหล่านั้นได้แล้ว สิ่งที่มีอยู่ในใจเหล่านั้นก็จะดับไป.....จิตใจก็จะค่อยๆ คลายจากความรู้สึกนั้นๆ ได้...
ส่วนการที่ใครจะทำได้มากน้อยเพียงใด หรือได้ผลมากน้อยแค่ไหน.. ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกหัดและบุญบารมีของแต่ละคน...
ถ้าใครได้ผลมากและรวดเร็ว ก็แสดงว่ามีบุญบารมีเป็นพื้นฐาน ก็ควรฝึกหัดเพื่อสะสมบุญบารมีต่อไป...
ส่วนใครไม่ค่อยได้ผล หรือได้ผลน้อย ได้ผลช้า ก็แสดงว่าบุญบารมีที่เป็นพื้นฐานยังเบาบาง ก็ควรเร่งฝึกหัด เร่งสั่งสมบุญบารมีให้สูงยิ่งๆ ขึ้น...
จิรํ ติฏฺฐตุ พุทธสาสนํ อนาคเต กาเล
นมัสการครับ
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นความจริง ตามพุทธพจน์
การสร้างบุญบารมี ย่อมมีระยะเวลาในการสั่งสม ต้องเร่งรีบในชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ อันเป็นกายที่ใช้สร้างบุญ บารมี ได้เต็มที่ที่สุด
เข้าใจครับ กำลังฝึกหัดให้ยิ่งๆขึ้นไป
ขอบพระคุณครับ
นมัสการ
เจริญพร