การหาทางสว่างออกจากความมืดของนาคที่บวชคือความสุขของพ่อแม่

เมื่อเช้าได้รับการ์ดงานบวชจากผู้ใหญ่บ้านที่ทำงานในพื้นที่   ก็ทำให้นึกถึงว่านี่เริ่มเดือน 6 ก่อนเข้าพรรษามีประเพณีการบวชนาค  และทำให้ได้ความคิดขึ้นมา   สมัยนี้การมีงานบวชที่ผ่านๆมานาคที่บวชสามารถลางานมาได้เพียงไม่กี่วัน   สอบถามได้ความว่าต้องทำงานที่อื่น  ปัจจุบันการย้ายถิ่น  การหางานทำในที่เจริญมีมากขึ้น  คนในวัยทำงานไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิด  ซึ่งปัจจุบันการบวชนั้นที่ว่าบวชครั้งละ 1 พรรษานั้นหายากเต็มทีไม่ค่อยมีให้เห็น  หรือถ้ามีเป็นที่ผิดสังเกตุอีกว่า เนี้ยะสงสัยหนีคดีมาแล้วบวช   หรือหางานทำไม่ได้แล้วบวชก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันใหม่ ไม่ได้บวชด้วยถึงเวลาสมควรแห่งการบวช  จำได้ว่าเมื่อก่อนมีน้า หรืออาจะบวชนั้นต้องไปเป็นลูกศิษย์วัดก่อนเพื่อฝึกท่องภาษาพระไม่ให้เดือดร้อนพระพี่เลี้ยงที่ดูแล

นาคกราบพ่อ-แม่ เสียงเอ่ยจากพระพี่เลี้ยงว่า  พ่อ-แม่ เลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่  การบวชนี่ถือเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน

ในยุคของความกตัญญูรู้คุณที่หาได้ยากเย็นขึ้น   หลายคนไม่เคยแม้แต่มาเยี่ยมเยียนผู้บังเกิดเกล้า  โดยไม่ต้องเอ่ยถึงการบวชที่ล้าสมัยและไม่เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน ไม่เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบเพื่อต้องการหาเงินมาให้ได้มากที่สุด  ธรรมะเป็นสิ่งสุดท้ายที่นึกถึง  การมีกระแสทุนนิยม ที่หลายๆคนหลายๆฝ่ายพูดถึงและเร่งเร้า ทำให้เราไม่คำนึงถึงการทำแบบเศรษฐกิจพอเพียง  การมีชีวิตที่เรียบง่าย  สันโดษ  นำพวกเราไปสู่ความทะเยอทะยาน การยากมีวัตถุนิยมใว้ในครอบครอง ของที่ทันสมัย  นำมาซึ่งสิ่งปลอมๆทั้งหลาย    และมีหลายๆคนที่บอกถ้าจะให้บวชต้องมีเทคใว้ดิ้นไม่อย่างนั้นไม่มีใครมางาน   มีงานให้ใหญ่โตล้มวัว ควายหลายตัวเพื่อหน้าตาในสังคมถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ยอมบวชเดี๋ยวอายคนอื่นเค้าที่จัดได้ยิ่งใหญ่กว่า  ได้ฟังแล้วสลดใจว่าเนี้ยะเป็นการสร้างบุญหรือสร้างบาปให้มากขึ้นกันแน่ แล้วสุดท้ายจะได้อะไร

คนหนุ่มสมัยนี้หลายๆคนมองว่าการบวชเพียงไม่กี่วันให้พ่อ-แม่ ใหนเลยจะสู้การให้เงินผู้บังเกิดเกล้าได้

แต่สำหรับพ่อ - แม่ หลายคนการบวชเป็นประตูที่บอกให้รู้ถึงการเป็นผู้ใหญ่   ดูแลตัวเองได้   เป็นผู้นำคนได้  และมีครอบครัวให้รับผิดชอบได้   รู้จักแยกแยะหาทางที่สว่างออกจากความมืดได้

     นี่คือความสุขของพ่อ - แม่