ในวันที่  ๔ เมษายน ๒๕๕๐ คณะวิจัย โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้ นำโดย ดร.สุวัฒน์ เงินฉ่ำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษา และ ผศ.ดร.ทัศนีย์ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จะได้เดินทางมานิเทศ ติดตาม ให้คำปรึกษา และเก็บข้อมูลความก้าวหน้า ในโรงเรียนที่ร่วมโครงการ

          ครูผู้ที่เกี่ยวข้องพากันหนักใจว่า โรงเรียนบางลี่วิทยาของเราจะมีอะไรที่แสดงความก้าวหน้าให้คณะผู้วิจัยได้ชม โดยเฉพาะทีมแกนนำที่ไปรับความรู้มาจากโรงแรมคุ้มสุพรรณ ซึ่งประกอบด้วยครูพิสูจน์ ครูธวัช (ครูขนิษฐาติดเรียนต่อปริญญาโท)

        เมื่อมาคิดดูก็กลายเป็นว่า KM. ทำให้เราเครียดในการทำงาน หรือ KM. จะมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราพัฒนาองค์กรไปได้อย่างมีประสิทธิภาพกันแน่ เอ๊ะนี่เราเอาตัว KM. มาเป็นปัญหาเสียแล้วหรือนี่

       เราต้องทำ KM.เพื่อให้คณะวิจัยดูว่าองค์กรของฉันทันสมัยแล้วนะ มีKM.ด้วยหละ ทำKM.เพื่อให้มีKM. ไม่ใช่ทำเพื่อช่วยให้การพัฒนาองค์กรของเรามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกระนั้นหรือ ความคิดของข้าพเจ้าเริ่มสับสน หันไปหยิบหนังสือของดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด และท่านศจ.นายแพทย์วิจารณ์ พานิช มาอ่าน ๓ เล่มตั้งแต่เล่มมือใหม่หัดขับ ขับเคลื่อน แล้วก็ถอนหายใจ...ว่าองค์กรของเราก้าวหน้า หรือถอยหลัง ไปกี่ก้าวแล้ว 

       จำได้ว่าหลังจากกลับจากการอบรม KM. ทีมแกนนำก็นำมาขยายผลในระดับ ทีมผู้บริหารโรงเรียน จากนั้นก็จัดประชุมปฏิบัติการครูทุกคน ๓ วันโดยนำการจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือสร้างระบบดีโรงเรียนมีคุณภาพควบคู่กันไป แล้วก็พยายามให้ครูนำKM.มาใช้ในระบบต่างๆเช่นระบบกิจกรรม ครูพิสูจน์และคณะนำมาใช้ในการสร้างวงเพลงอีแซวนักเรียน ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนครูมนต์ ครูธวัช นำมาช่วยปลูกฝังความเสียสละในการบริจาคโลหิตของนักเรียน และได้นำมาใช้ร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในการโดยสารรถมาโรงเรียน และอีกหลายเรื่อง แต่ก็คงเป็นเพียงส่วนน้อยและส่วนตื้นๆของKM.

       ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านผู้วิจัยจะหนักใจกับองค์กรที่เข้าร่วมโครงการอย่างพวกเราหรือไม่....โปรดติดตามต่อไปก็แล้วกันครับ