แน่นอนค่ะ ไม่ว่าคนชาติไหน ประเทศใด ก็มีภาพลักษณ์เฉพาะ หรือ stereotype ด้วยกันทั้งหมด ในกลุ่มคนใหญ่ๆกลุ่มหนึ่ง ก็มักจะมี คนกลุ่มย่อยๆ ที่ไม่ได้มีแชร์ภาพลักษณ์ร่วมเหล่านั้น
เมืองที่กำลังจะแนะนำนี้เป็นอีกเมืองที่ไม่ได้แชร์ภาพลักษณ์ของอเมริกา อย่างที่เราเห็นในข่าวหรือในหนัง hollywood
เมืองอาร์เคต้า อยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ใกล้ๆจะถึงเขตแดนรัฐโอเรกอนแล้ว
เมืองนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีประชากร 16,651 คน เมื่อปี ค.ศ. 2000 คิดเป็นจำนวน 7,051 ครัวเรือน แต่เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยอยู่ด้วย ชื่อ Humboldt State University ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยที่คุณสามีของผู้เขียนจบป.โทสาขา fisheries and wildlife มา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเมืองนี้ ตอนไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทของสามีเมื่อสองปีที่แล้ว
----------------------------------------------------------------
ชอบมากค่ะ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์จริงๆ เมืองนี้มีทั้งเขาและทะเล ป่าสนต้นใหญ่มากๆ (redwood) ตอนสามีเรียนอยู่ก็ออกเรือไปเก็บตัวอย่างในทะเล ขี่จักรยานขึ้นลงเขา ไปดูหนังในโรงหนังที่เก่าที่สุดในประเทศอเมริกา
ตอนที่ผู้เขียนไปเที่ยวเมืองนี้ เพื่อนของสามีและภรรยาเค้าพาไปทานข้าวเช้าที่ร้านที่เจ้าของตกแต่งบ้านตัวเอง ให้กลายเป็นร้านขายกาแฟและอาหารเช้า นั่งๆกินอยู่ในสวนดอกไม้ ก็เห็นตำรวจใส่ uniform ขาสั้น ขี่จักรยานตรวจเมือง น่ารักดีค่ะ บรรยากาศเมืองสบายๆ ผู้คนยิ้มแย้ม ไม่เร่งรีบ
พอตอนบ่ายก็ไปนั่งร้านชาแบบ high-tea (หรือ Afternoon tea) เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น มาเปิดร้านขายชาเพราะใจรัก ทำแซนวิชและขนมที่ทานพร้อมชาเองด้วย
[ภาพจาก Science Heroes ]
งานแต่งงานของเพื่อนคู่นี้ก็แต่งกันในอุทยานแห่งชาติค่ะ เป็นป่าสนอย่างที่เห็นในภาพด้านบน งานน่ารักมากๆ (สามีของผู้เขียนเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย)
----------------------------------------------------------------
เมืองนี้เป็นเมืองขึ้นชื่อเรื่องเสรีนิยม (Liberal) ค่ะ เป็นเมืองแรกในอเมริกาที่เลือกผู้นำทีมบริหารบ้านเมืองส่วนท้องถิ่น จากพรรคการเมืองสีเขียว (Green party เป็น พรรคที่ใหญ่เป็นที่สามรองจาก Republican กับ Democrat)
เป็นเมืองแรกที่ยกเลิก USA PATRIOT Act (ปี 2003) อีกทั้งเป็นเมืองแรกที่ลงมติยื่นฟ้อง ว่า บุช และ เชนี่ ทำผิดกฎหมาย (Constitutional and International law) ที่ทำสงครามครั้งนี้ ควรได้รับการลงโทษทางกฎหมายหรือไม่ก็ลาออก (ปี 2006)
----------------------------------------------------------------
เมืองนี้ไม่มี starbucks หรือ wal-mart
มีแต่ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟที่ทำกันเองมากมาย น่ารักมากค่ะ
----------------------------------------------------------------
เมืองนี้มีภาพลักษณ์ของการเป็น Hippy town แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้าไปคุยกับชาวเมืองนี้ เค้าก็จะบอกว่า ชื่อเสียงของเมืองทำให้คนที่เป็น Hippy-wannabe หรือ พวกที่ติดยา ติดกัญชาไปวันๆ ย้ายมาอยู่ แล้วก็มามั่วสุมกันตรง downtown โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์ต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมเลย เป็นปัญหาของเมืองอยู่จนถึงทุกวันนี้
ก็อย่างที่เกริ่นไว้ค่ะ
"ไม่ว่าคนชาติไหน ประเทศใด ก็มีภาพลักษณ์เฉพาะ หรือ stereotype ด้วยกันทั้งหมด ในกลุ่มคนใหญ่ๆกลุ่มหนึ่ง ก็มักจะมี คนกลุ่มย่อยๆ ที่ไม่ได้มีแชร์ภาพลักษณ์ร่วมเหล่านั้น"
จบค่ะ
ป.ล. ในอเมริกายังมีเมืองแบบนี้อีกหลายเมืองค่ะ แต่มาแนะนำเมืองนี้เพราะเก่าแก่ และ คิดว่าหลายๆคนคงยังไม่ค่อยรู้จัก
สวัสดีค่ะอาจารย์มัทนา
ดิฉันอ่านบล็อกของอาจารย์อยู่เงียบๆอย่างเพลิดเพลินมานาน จนกระทั่งมาถึงบล็อกนี้ ได้เห็นคำว่าการมองแบบสรุปเหมารวม และอาจารย์เล่าให้เห็นถึงความน่ารักของวิถีชีวิตเพื่อร่วมโลกแล้วก็เลยแวะเข้ามาร่วมชื่นใจด้วย......
ดิฉันรู้จักฝรั่งจากการดูหนังฝรั่ง(Hollywood) การอ่านหนังสือ และการมีโอกาสพบฝรั่งเพียงน้อยนิด จึงมองฝรั่งแบบสรุปเหมารวมเป็นอีกภาพหนึ่ง
เมื่ออ่านบันทึกนี้ของอาจารย์ ก็ทำให้ดิฉันได้ฉุกใจคิด ว่าแต่ละชีวิตก็มีความแตกต่างเป็นปัจเจก ขณะเดียวกัน ก็มีลักษณะร่วมที่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบ
จะได้ไม่ด่วนสรุปเหมารวมไป..... :)
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
ขอบคุณอ. สุขุมาล (ดอกไม้ทะเล) มากค่ะ คิดอยู่นานว่าจะแปลคำว่า stereotype อย่างไรดี ใช้คำว่า การมองแบบเหมารวม
อย่างที่อ. เขียนไว้น่าจะเข้าทีค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ มัทนา
ขอบคุณค่ะ..ไม่ว่าครูอ้อยนะคะ หากเปิ่นค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูอ้อย
คำว่า Stereotype เป็นคำนามก็ได้ คำกริยาก็ได้ค่ะ
online dictionary Longdo แปลคำว่า Stereotype ว่า "ทัศนคติทั่วไปของกลุ่มสังคม" ค่ะ
มัทชอบที่อ. สุขุมาล แปล ว่า การมองคนกลุ่มหนึ่งๆแบบเหมารวม เช่น
ซึ่งจริงๆแล้ว คนผิวดำทุกคนไม่จะเป็นต้องเล่นบาสเกตบอลเก่งใช่ไม๊ค่ะ เคยได้emailที่มีชื่อเรื่องว่า โลกเราเป็นอะไรไปแล้ว นักบาสดังที่สุดคือคนจีน นักร้องrapดังคือ คนขาว นักกอล์ฟดังคือคนดำ : )
คำๆนี้สอนว่า เราไม่ควรตัวสินคนที่ stereotype ของกลุ่มสังคมของเค้านั้นเองค่ะ อย่าไปเหมารวมว่าเค้าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น อย่าไปเหมาว่าฝรั่งหัวทองทุกคนจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีได้ค่ะ!
ขอเข้ามาคุยด้วยอีกทีค่ะ ดิฉันชอบเรื่องนี้จังเลย สวัสดีครูอ้อยด้วยนะคะ :)
อาจารย์ทั้งสองท่านอาจผ่านตาเรื่องเหล่านี้มาแล้ว ดิฉันขออนุญาตเล่าเท่าที่ได้อ่านมาบ้างนะคะ
สำหรับคำว่า stereotype ดิฉันแปลตามหนังสือเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ มีกล่าวไว้หลายเล่ม แต่จำชื่อไม่ได้ ขออภัยด้วยค่ะ แต่มีเล่มหนึ่งคือ หลักนิเทศศาสตร์ เขียนโดย ดร.ปรมะ สตะเวทิน และแปลไว้ว่า "การกำหนดบุคลิกลักษณะของคน"
คำๆนี้ท่านใส่ไว้ในหัวข้อใหญ่เรื่อง อุปสรรคของการสื่อสาร เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากมีวิธีคิดในการสื่อสารต่างๆดังนี้ เช่น เชื่ออะไรก็เชื่ออย่างนั้น (Frozen evaluation)
หรือ มองหรือตัดสินอะไรว่ามีเพียงสองลักษณะ (Polarization) เช่น ไม่ดีก็(ต้อง)ชั่ว ไม่ถูกก็(ต้อง)ผิด ไม่เป็นมิตรก็(ต้อง)เป็นศัตรู เป็นต้น
หรือ การมีความคิดว่าตนรู้หมดจึงสรุปเอาตามเฉพาะที่เห็น ทั้งที่อาจเห็นไม่ครบ (Allness) เป็นต้น
เหล่านี้ ...นับเป็นอุปสรรคในการสื่อสารได้
......สำหรับประเด็นครูฝรั่ง โดนใจดิฉันมากเลยค่ะอาจารย์มัทนา จังหวัดที่ดิฉันอยู่ หาครูฝรั่งที่เป็น ครู จริงๆได้ยากกว่างมเข็มในแม่น้ำไนล์ เมื่อเรารับเขามาเป็นอาจารย์สอนและประเมินเด็กๆของเรา ดิฉันก็ให้หวั่นใจอยู่เป็นช่วงๆ
กำลังคิดจะเสนอมหาวิทยาลัยว่าเราจะรับเข้ามาในตำแหน่ง วิทยากร อบรมภาษาก่อนได้ไหม แล้วเช็คคุณสมบัติให้ถี่ถ้วน มีนิเทศการอบรมด้วยจะประเสริฐมาก เราจะได้ไม่ปล่อยสิ่งอันตรายไปทำร้ายลูกหลานเราโดยไม่ได้เจตนาอ่ะค่ะ
สวัสดีค่ะ น้อง มัทนา น้อง ดอกไม้ทะเล
ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนกันค่ะ
ขอขอบคุณอาจารย์มัทนา...
lady...
เมืองไทย...
อังกฤษ...
ความจริง...
บ้านเราเป็นอย่างนี้เอง...
อ. วัลลภ: เรื่องอ.กับฝรั่งอังกฤษคู่นั้นทำเป็นหนังได้เลยนะคะนั้น
จริงๆ เมืองไทยมีนกมากชนิด = 1 ใน 3 ของ species นกทั้งหมดในโลกเลยนะคะ ฝรั่งก็บินมาดูนกเมืองไทย กัน แต่ถ้านับกันที่ปริมาณ (abandant) ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร คงน้อยจริงๆอย่างที่คุณครูฝรั่งถาม
มัทเคยไปหมู่บ้านนึงที่จันทบุรี ชาวบ้านก็มีชีวิตอยู่กันอย่าง green & clean
"ระดับหนึ่ง" มีหอยนางรมและปลาในน้ำ มีสวนผลไม้ มีพลอยให้เจียร ปลูกผักกินเอง จริงๆอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องไปเดินห้างเลย แลกของขายกันเองในหมู่บ้าน มีมากก็ขายคนนอกหมู่บ้าน
แต่เสียดายที่ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการมีรถ ทุกบ้าน มีมือถือแทบทุกคน หรือแม้กระทั้งการมีจานดาวเทียมที่บ้าน
จริงๆแบ่งกันดูก็ได้ ไม่ต้องไปยึดติดว่าต้องมีอวดกันทุกบ้าน
น่าเสียดายสิ่งดีๆที่เรามีกันอยู่แล้วค่ะ