สัญญายทมใช้สิ้นเปลือง

สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง 

จากบทบัญญัติมาตรา ๖๕๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะเห็นได้ว่าสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น เป็นการใช้ทรัพย์ในลักษณะที่จะทำให้ทรัพย์สินที่ยืมสิ้นเปลืองหมดไป หรือเสื่อมสภาวะ หรือตัวทรัพย์สินนั้นหลุดพ้นไปจากผู้เป็นเจ้าของ โดยเหตุนี้จึงไม่เหลือตัวทรัพย์เดิมแต่อย่างใด ทำให้การคืนทรัพย์สินที่ยืมจึงต้องตกลงด้วยการคืนทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกันกับทรัพย์สินที่ยืมแทนทรัพย์สินที่ยืมนั้น

 ลักษณะทั่วไป

๑.  สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นเอกเทศสัญญาลักษณะหนึ่ง
๒.  สัญญาที่มีคู่สัญญา    ฝ่าย คือ ผู้ให้ยืม คือบุคคลผู้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนด และ ผู้ยืมก็คือบุคคลที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดสิ้นไปใช้ไปเป็นปริมาณมีกำหนด  และตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินที่เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันแทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืม[1]
๓.  สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน แต่อาจมีค่าตอบแทนได้
๔. สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาที่บริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม
๕. สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาซึ่งมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นทรัพย์สิน
 

ลักษณะเฉพาะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง 

๑.เป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้

สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองนั้นคู่กรณีสามารถตกลงกำหนดค่าตอบแทนจากการใช้ทรัพย์ที่ยืมได้ ซึ่งแตกต่างจากสัญญายืมใช้คงรูป และในการกำหนดให้ค่าตอบแทนนั้น ก็เป็นเพียงการเพิ่มหนี้แก่ฝ่ายผู้ยืมที่จะต้องให้ค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์แก่ผู้ให้ยืม มิได้เป็นการก่อหนี้ให้แก่ฝ่ายผู้ให้ยืมแต่อย่างใด สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจึงยังเป็นสัญญาที่ก่อหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว มิอาจเป็นสัญญาต่างตอบแทนไปด้วยข้อตกลงกำหนดค่าตอบแทนไปได้ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การให้ยืมทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนนั้น จะทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นสัญญาอื่น เช่น สัญญาเช่าได้หรือไม่ ดังนี้สามารถพิจารณาได้ว่าสัญญาเช่านั้น เมื่อได้ใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าแล้ว จะต้องคืนทรัพย์ที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่า แต่สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองมีลักษณะการใช้ทรัพย์สินที่ยืมในลักษณะใช้ไปสิ้นไป เมื่อใช้สอยเสร็จแล้ว การคืนทรัพย์ย่อมต้องคืนด้วยทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกัน ดังนี้สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่มีค่าตอบแทนจึงไม่อาจกลายเป็นสัญญาเช่าไปได้ เพราะลักษณะของหนี้นั้นแตกต่างกัน 

๒. เป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืม

ดยลักษณะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่จะต้องใช้ทรัพย์สินที่ยืมในลักษณะใช้ไปสิ้นไป ซึ่งการที่จะใช้ในลักษณะดังกล่าวได้นั้น บุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ดังนี้เพื่อให้ผู้ยืมเกิดสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่ยืม ผู้ให้ยืมจึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืมและผลจากการนี้ทำให้ผู้ยืมสามารถใช้ทรัพย์ที่ยืมมาในลักษณะอย่างใดก็ได้ ไม่ว่าจะทำลายหรือจำหน่ายต่อไป หรือให้ผู้ใดยืมต่อไปก็ได้ หรือจะไม่ใช้ทรัพย์นั้นเลยก็ได้ แต่ผู้ยืมมีความผูกพันที่จะต้องคืนทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกันกับทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ให้ยืมการยืมใช้สิ้นเปลืองนั้นก่อให้เกิดความผูกพันตามสัญญาเท่านั้น หาได้มีความผูกพันในทางทรัพย์เหมือนอย่างสัญญายืมใช้คงรูปไม่ ดังนี้หากเกิดความวินาศแก่ตัวทรัพย์ที่ยืม แม้ยังไม่ได้ใช้สอย ผู้ยืมก็ต้องรับผลแห่งภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ให้ยืมได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยืมให้แก่ผู้ยืมแล้วนั่นเอง                จากการที่สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ดังนี้คู่สัญญาฝ่ายผู้ให้ยืมจึงต้องเป็นเจ้าของ หรือมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จะให้ยืม หากผู้ให้ยืมมิได้เป็นเจ้าของในทรัพย์ที่ยืม ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองที่สมบูรณ์ เพราะผู้ให้ยืมไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยืมให้แก่ผู้ยืมได้ แม้ผู้ยืมจะสุจริตไม่ทราบถึงความบกพร่องในสิทธิของผู้ให้ยืม และผลแห่งการนี้เจ้าของที่แท้จริงสามารถติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ยืมได้ เพราะการได้มาซึ่งทรัพย์ที่ยืมไม่ได้เป็นผลจากการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้ให้ยืม ผู้ยืมจะยกเอาผลแห่งการนี้ใช้ยันเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้ และต้องถือว่าการยืมใช้สิ้นเปลืองเป็นโมฆะ และผลจากการที่ผู้ให้ยืมได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยืมให้แก่ผู้ยืม ย่อมจะทำให้ผู้ให้ยืมหมดสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ที่ยืมคืนจากผู้ยืม จะมีก็แต่เพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองให้ผู้ยืมคืนทรัพย์ที่ยืมด้วยทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกับทรัพย์ที่ยืม นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดหน้าที่ของผู้ยืมใช้สิ้นเปลืองน้อยกว่าที่กำหนดในสัญญายืมใช้คงรูปด้วย 

๓. วัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง

ตามมาตรา ๖๕๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  วัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองคือ ทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป กล่าวโดยเฉพาะก็คือ ทรัพย์ประเภทที่เมื่อได้มีการใช้ทรัพย์นั้นแล้ว ตัวทรัพย์นั้นย่อมเสื่อมเสียสภาวะ สลายหายไป หรือสิ้นเปลืองหมดไป หรือหลุด หรือถูกตัดขาดจากความยึดถือ หรือต้องทิ้งไปไม่อยู่ในความต้องการอีกต่อไป อันจะทำให้ไม่สามารถเอากลับคืนมา หรือไม่สามารถทำให้กลับสภาพเดิมได้อีกต่อไป ทั้งนี้การที่กฎหมายกำหนดให้วัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นทรัพย์ชนิดใช้ไปสิ้นไปย่อมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แห่งสัญญาที่เป็นการยืมทรัพย์เพื่อการบริโภคอย่างไรก็ตาม การพิจารณาถึงวัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองมิได้ดูเฉพาะแต่เพียงสภาพแห่งตัวทรัพย์เท่านั้น กล่าวคือต้องดูเจตนาการใช้ทรัพย์ด้วย ดังนี้แม้จะเป็นทรัพย์ชนิดที่ใช้ไปสิ้นไปแต่หากคู่กรณีมิได้มีเจตนาจะใช้ทรัพย์นั้นในลักษณะใช้ไปสิ้นไป สัญญาดังกล่าวก็อาจไม่ใช่สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองก็ได้ ในทางกลับกันแม้จะเป็นทรัพย์ที่มิได้สิ้นไปหมดไปเพราะการใช้ แต่หากคู่กรณีมีเจตนาจะใช้ทรัพย์นั้นในลักษณะใช้ไปสิ้นไป สัญญาดังกล่าวก็อาจจะเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองได้  ข้อสำคัญอีกประการก็คือ ทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปเพราะการใช้นี้ต้องเป็นทรัพย์ที่สามารถเอาของอื่นที่เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันแทนได้ ดังนี้แม้จะเป็นทรัพย์ชนิดใช้ไปสิ้นไป แต่หากมีอยู่เพียงอันเดียวเท่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะนำมาเป็นวัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองได้ 

๔. เป็นสัญญาที่ตกลงคืนทรัพย์สินที่ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืม

ในเรื่องนี้คู่กรณีต้องตกลงกันโดยชัดแจ้งว่าผู้ยืมจะต้องคืนทรัพย์สินที่ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืม ทั้งนี้หากข้อตกลงนี้ไม่ชัดแจ้งอาจจะทำให้สัญญาระหว่างคู่กรณีกลายเป็นสัญญาอื่นก็ได้ เช่น สัญญาซื้อขาย, สัญญาให้, สัญญาแลกเปลี่ยน เป็นต้น ปัญหาที่น่าพิจารณามีว่า  ในการยืมใช้สิ้นเปลืองนี้  ผู้ยืมจะคืนทรัพย์สินเดิมที่ยืมไปด้วยได้หรือไม่ หรือต้องคืนทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แก่ผู้ให้ยืมเท่านั้น ในเรื่องนี้มีบางท่านเห็นว่า ผู้ยืมต้องคืนทรัพย์สินอื่นแทน จะคืนทรัพย์สินเดิมไม่ได้ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นที่น่าพิจารณา เนื่องจากตัวบทมาตรา ๖๕๐ เพียงบัญญัติไว้ว่า ...และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น คำว่า แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น หมายความทำนองว่าไม่ได้คืนทรัพย์สินที่ยืม แต่คืนทรัพย์สินอื่น  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็อาจจะโต้แย้งได้ว่า ข้อความในตัวบทมาตรานี้ก็มิได้บัญญัติห้ามโดยชัดแจ้งว่าผู้ยืมจะคืนทรัพย์สินเดิมที่ยืมมาไม่ได้ เช่น ยืมข้าวสารมาจำนวนหนึ่งคิดว่าจะนำไปหุงกินแต่ต่อมามีผู้บริจาค ข้าวสารให้จึงไม่จำต้องกินข้าวสารที่ยืมมา  ผู้ยืมจึงนำไปคืนแก่ผู้ให้ยืม  ดังนี้ก็ไม่มีเหตุอันใดที่ผู้ยืมจะปฏิเสธโดยอ้างว่าต้องให้ผู้ยืมไปจัดหาข้างสารอื่นที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันมาคืน[2] ในกรณีนี้หากผู้ยืมได้ตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันแทนทรัพย์สินที่ยืมก็ตาม แต่ปรากฏว่าผู้ยืมไม่ได้ใช้ทรัพย์ที่ยืมแต่อย่างใด และเมื่อครบกำหนดสัญญากลับนำทรัพย์สินเดิมมาคืนให้ ดังนี้ยังคงถือเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองอยู่นั่นเอง การคืนทรัพย์ในภายหลังเป็นเพียงขั้นตอนในการชำระหนี้ สัญญาที่เกิดขึ้นอันเป็นที่มาแห่งหนี้สมบูรณ์เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตั้งแต่แรกแล้ว

๕. เป็นสัญญาซึ่งไม่ระงับไปด้วยความตายของผู้ยืม

โดยลักษณะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืม ดังนี้เมื่อได้ส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมไปแล้ว ผู้ยืมจะนำทรัพย์ไปใช้อย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ให้ยืมแล้ว ผู้ยืมมีเพียงหน้าที่ที่จะต้องคืนทรัพย์สินอื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืมเท่านั้น สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองจึงเป็นสัญญาที่ไม่ระงับไปด้วยเหตุแห่งความตายของผู้ยืม หากผู้ยืมตายทรัพย์ที่ยืมซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ยืมย่อมตกทอดแก่ทายาท และหน้าที่ในการคืนทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันให้แก่ผู้ให้ยืม ก็ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทเช่นเดียวกัน 

สิทธิและหน้าที่ของผู้ยืมและผู้ให้ยืม 

สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมไม่ต่างไปจากสัญญายืมใช้คงรูปกล่าวคือก่อให้เกิดหนี้แก่ผู้ยืมฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหนี้อันเกิดจากสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองนั้นมีน้อยกว่าหนี้อันเกิดจากสัญญายืมใช้คงรูป ทั้งนี้เพราะว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยืมซึ่งมีผลให้ผู้ยืมสามารถใช้ทรัพย์ที่ยืมอย่างผู้เป็นเจ้าของ จึงไม่ปรากฏว่าจำต้องมีหนี้อันเกี่ยวกับการใช้ การสงวนหรือดูแลรักษาทรัพย์ที่ยืมแต่อย่างใด

๑. สิทธิของผู้ยืมในเรื่องสิทธิของผู้ยืมนี้จะเห็นได้ว่าผู้ยืมมีสิทธิที่จะใช้สอยทรัพย์ที่ยืมได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนี้ผู้ยืมจึงสามารถที่จะใช้สอยทรัพย์ที่ยืมอย่างไรก็ได้ ซึ่งในเรื่องนี้สิทธิของผู้ยืมตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมกว้างขวางกว่าสิทธิของผู้ยืมตามสัญญายืมใช้คงรูป 

๒. หน้าที่ของผู้ยืม-หน้าที่ในการเสียค่าใช้จ่ายหน้าที่นี้กำหนดไว้ในมาตรา ๖๕๑ ซึ่งเห็นได้ว่าไม่แตกต่างจากสัญญายืมใช้คงรูป ทั้งนี้โดยสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ผู้ยืมยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง แม้ว่าจะต้องเสียค่าตอบแทนบ้างก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ยืมในการรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียม ค่าส่งมอบ และค่าส่งคืนทรัพย์ จึงสมเหตุสมผลดีแล้ว แต่ถ้าผู้ยืมและผู้ให้ยืมจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายก็ยอมรับบังคับให้ ไม่ขัดต่อ มาตรา ๑๕๑-หน้าที่ในการคืนทรัพย์สินที่ยืมสำหรับหน้าที่นี้ ในแง่ของตัวทรัพย์ผู้ยืมต้องคืนโดยทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับทรัพย์ที่ยืม ส่วนในแง่ของกำหนดเวลาในการคืนนั้นต้องพิจารณาจากสัญญากล่าวคือ หากสัญญามีกำหนดเวลาไว้ไม่ว่าจะเป็นเวลาตามปฏิทินหรือไม่ ผู้ยืมก็ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ให้ยืมไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้มีการคืนก่อนกำหนดเวลานั้นได้  แต่ถ้ามีข้อตกลงพิเศษแล้วผู้ยืมไม่ปฏิบัติตามก็สามารถเรียกคืนก่อนกำหนดได้ทันทีสำหรับในกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาคืนไว้ มาตรา ๖๕๒ ได้บัญญัติถึงในกรณีดังกล่าว โดยกำหนดว่าในกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาให้คืนทรัพย์ที่ยืมนั้น ผู้ให้ยืมจะต้องบอกกล่าวแก่ผู้ยืมเสียก่อนว่าจะให้คืนทรัพย์เมื่อใด โดยต้องกำหนดเวลาให้พอสมควรด้วย หากสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดให้และปรากฏว่าผู้ยืมยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการชำระหนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ยืมผิดสัญญา ผู้ให้ยืมมีสิทธิฟ้องบังคับให้ส่งคืนได้ การที่กฎหมายบัญญัติดังนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ในตัว เพราะสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง เมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์ที่ยืมแล้ว ทรัพย์ดังกล่าวก็ย่อมสิ้นไปหมดไป เมื่อไม่กำหนดเวลาในการคืนเอาไว้ ผู้ยืมก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าจะต้องคืนเมื่อไร ต่อเมื่อผู้ให้ยืมได้บอกกล่าวกำหนดเวลาในการคืนแล้ว ผู้ยืมจะได้จัดหาทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืมมาคืนได้ ซึ่งตรงนี้เห็นได้ว่าแตกต่างจากสัญญายืมใช้คงรูปที่ทรัพย์ที่ยืมยังคงมีอยู่ในความครอบครองของผู้ยืม    ( เปรียบเทียบกับมาตรา ๖๔๖ )ส่วนระยะเวลาแค่ไหนเพียงใดจึงจะเป็นเวลาอันควรกำหนดให้ผู้ยืมคืนทรัพย์ย่อมต้องพิจารณาจากความยากง่ายในการจัดหาทรัพย์สินอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืม รวมทั้งยังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆประกอบด้วย เช่น ภาวการณ์ตลาด สภาพดินฟ้าอากาศ เป็นต้น   ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๙/ ๒๕๓๕ )กรณีหนี้ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นได้มีบัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๐๓ ซึ่งเป็นบททั่วไปด้วย โดยวางหลักไว้ว่าสำหรับหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลานั้น เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ดังนี้จะสามารถนำมาใช้ในเรื่องสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองได้หรือไม่ โดยหลักทางนิติวิธีแล้ว หากเรื่องใดได้มีกำหนดเอาไว้โดยบทบัญญัติเฉพาะแล้วจะนำบทบัญญัติในบททั่วไปมาใช้บังคับไม่ได้ จะเห็นได้ว่ามาตรา ๖๕๒ ได้บัญญัติในกรณีหนี้ให้คืนทรัพย์ที่ยืมไม่มีกำหนดระยะเวลาเอาไว้แล้ว ดังนี้จึงไม่น่าจะนำมาตรา ๒๐๓ มาใช้ได้ อีกทั้งมาตรา ๒๐๓ นี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตามได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างออกไป( คำพิพากษาฎีกาที่๘๗๓ /๒๕๑๘, ๑๓๒๔ /๒๕๑๙ )อย่างไรก็ตามมาตรา ๖๕๒ มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีแต่อย่างใด คู่กรณีจึงอาจตกลงแตกต่างออกไปได้ตามมาตรา ๑๕๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๖๑ /๒๕๒๗)ในกรณีที่ผู้ยืมไม่อาจปฏิบัติการชำระหนี้ได้ ผู้ให้ยืมย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินที่ยืม และอาจเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ได้อีกด้วยตามมาตรา ๒๑๓, ๒๑๕, ๒๒๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ในการคิดราคาที่จะต้องคืนดังกล่าวจะคิดจากราคา ณ เวลาและสถานที่ใด กรณีนี้พิจารณาได้ว่า ในส่วนของสถานที่ในการคิดคำนวณราคานั้นควรจะคิดตามราคา ณ สถานที่ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์ ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้กำหนดเอาไว้ ก็ต้องส่งมอบ ณ ภูมิลำเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้ ดังนี้ในการคิดคำนวณราคาจึงต้องคำนวณตามราคา ณ ภูมิลำเนาของเจ้าหนี้ซึ่งในที่นี้ก็คือผู้ให้ยืม ส่วนในเรื่องระยะเวลานั้นต้องคำนวณ ณ เวลาที่ต้องส่งมอบทรัพย์ เพราะหากผู้ยืมจะต้องจัดหาทรัพย์อื่นอันเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกันกับที่ยืมเพื่อคืนให้แก่ผู้ให้ยืม ผู้ยืมก็จะต้องจัดหาในเวลาที่จะต้องส่งมอบซึ่งก็ต้องหาเงินเพื่อจัดหาตามราคา ณ เวลาที่ส่งมอบนั่นเองอนึ่ง ถ้าผู้ยืมไม่คืนทรัพย์สินที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณอย่างเดียวกัน ผู้ให้ยืมอาจเรียกค่าเสียหายได้ตามหลักทั่วไปโดยอายุความเรียกให้ใช้ราคาหรือค่าสินไหมทดแทนกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ต้องใช้อายุความทั่วไปคือ ๑๐ ปี [3] 

๓. สิทธิของผู้ให้ยืม- สิทธิในการเรียกคืนทรัพย์สิน ประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกัน เมื่อถึงกำหนด แต่ในกรณีไม่มีกำหนดเวลาผู้ให้ยืมต้องบอกกล่าวผู้ยืมโดยต้องกำหนดเวลาอันควรให้แก่ผู้ยืมด้วย ตามมาตรา ๖๕๒- สิทธิในการเรียกให้ชดใช้ราคาในกรณีที่ผู้ยืมไม่อาจคืนทรัพย์ที่ยืมได้ ถ้ากำหนดเวลาและสถานที่ในการส่งคืน  ผู้ให้ยืมจะมีสิทธิได้รับชำระราคาตามราคาในเวลา และสถานที่ส่งคืน- สิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทน ในกรณีที่ได้มีการตกลงกำหนดค่าตอบแทนในการยืมไว้ด้วย- สิทธิในการเรียกค่าเสียหาย   จากการที่ผู้ยืมไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามความประสงค์ที่แท้จริงของมูลหนี้ตามหลักทั่วไปในเรื่องหนี้

๔. หน้าที่ของผู้ให้ยืมโดยหลักแล้วสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองเป็นสัญญาซึ่งก่อให้เกิดหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวแก่ผู้ยืม ส่วนผู้ให้ยืมไม่มีหนี้ใดๆที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ยืม อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ ผู้ให้ยืมต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่ยืมหรือไม่ในปัญหาดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติรองรับเอาไว้แต่อย่างใด ดังนี้การแก้ปัญหาในกรณีทรัพย์ที่ให้ยืมมีความชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ยืมก็คือ การอาศัยหลักกฎหมายในเรื่องละเมิดมาปรับใช้ส่วนในกรณีทรัพย์ที่ยืมชำรุดบกพร่องผู้ยืมจะเรียกร้องให้ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์อันใหม่ได้หรือไม่ หรือจะเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ กรณีนี้หากพิจารณากฎหมายทั้งระบบ จะพบหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของผู้ขายในกฎหมายลักษณะซื้อขาย ซึ่งจะเทียบเคียงมาใช้กับสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของสัญญาซึ่งเห็นได้ว่าสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองมิใช่สัญญาต่างตอบแทนอย่างสัญญาซื้อขาย ดังนี้ความน่าจะเป็นในการนำหลักกฎหมายดังกล่าวมาใช้จึงน่าจะเป็นกรณีการยืมใช้สิ้นเปลืองที่มีค่าตอบแทน ทั้งนี้เพราะผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์ที่ยืมให้ก็ด้วยมุ่งหวังได้ค่าตอบแทนในการให้ยืมนั้น ผู้ยืมย่อมมีความผูกพันที่จะให้ผู้ยืมได้ใช้ทรัพย์ให้สมประโยชน์ตามสัญญาดังเช่นผู้ขายในสัญญาซื้อขาย 

ความระงับแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง

๑.  กรณีที่กำหนดเวลายืมไว้ ระงับเมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
๒. กรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลายืม
                มาตรา ๖๕๒ถ้าในสัญญาไม่กำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไป ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้
เมื่อถึงเวลาตามคำบอกกล่าว ตาม มาตรา ๖๕๒ แล้ว สัญญาย่อมระงับลง แต่ถึงไม่ได้บอกกล่าวก่อน ก็ยังถือว่าคำฟ้องนั้นเป็นการบอกกล่าวอยู่ในตัวแล้ว
                สถานที่ส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม ถ้าไม่กำหนดสถานที่ ต้องทำตาม มาตรา ๓๒๔ “… ส่วนการชำระหนี้โดยประการอื่น ท่านว่าต้องชำระ ณ. สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้
***แม้ผู้ยืมตายก่อนครบกำหนดเวลาส่งคืนทรัพย์ สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองก็ไม่ระงับ***
 



๖ ศาสตราจารย์ ดร.ไผทชิต เอกจริยกร, คำอธิบายกฎหมาย ยืม ฝากทรัพย์, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๘ ) , น. ๕๒
๗ ศาสตราจารย์ ดร.ไผทชิต เอกจริยกร, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ ๖, น. ๕๔
 ๘ ศาสตราจารย์ ดร.ไผทชิต เอกจริยกร, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ ๖, น. ๕๖