จากความงงงวยและสับสนว่าจะเริ่มต้นอย่างไร กอปรกับความรู้สึกที่ว่าทำไปแล้วจะถูกหรือไม่... จะใช่หรือไม่... จึงทำให้ไม่กล้าเริ่มต้นซะที จากความรู้ที่ได้รับในวันนี้ ทำให้ปิ๊งขึ้นมาแล้วว่าเราจะออกตัวอย่างไร จึงงจะไปให้ถึงเส้นชัย

      ด้วยสิ่งที่ตนเองต้องทำ ด้วยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บวกกับความฝันของตนเอง ทำให้ได้ปฏิบัติงานที่จะต้องสัมผัสกับความรู้อย่างมากมายมหาศาล ทั้งจากผู้รู้ในสำนักงาน จากผู้รู้ต่างๆที่ได้ร่วมงานกัน และผู้รู้อีกมากมายในโรงพยาบาล การทำ KM สำหรับตัวเองนั้นเป็นสิ่งลางเลือนและงุนงง แต่วันนี้...ความกระจ่างเริ่มมาเยือน พร้อมทั้งได้ข้อสรุปสำหรับตัวเอง 2 ประการ คือ...

        ประการแรก การทำ KM ระดับตัวเอง ซึ่งก็อาจจะตรงกับ First Generation ของ Knowledge Base ที่ท่านอาจารย์สุรสิทธิ์ แห่งปูนซีเมนต์ไทยได้กล่าวไว้ “การตั้งเป้าหมายให้ชัด ว่าเราอยากเป็นอะไร” เป็นจุดเริ่มต้นของงานนี้ และด้วยคำถามต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ถ้าอยากเป็น...แล้ว ต้องมีความรู้อะไรบ้าง?” เช่น ถ้าอยากเป็นนายกฯ ต้องมีความรู้อะไร สำหรับตัวเองคำถามเหล่านี้ทำให้เรามีทิศทางในการหาความรู้ที่ชัดเจนและตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น คำว่า “Gap” ลอยมาอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...

      ด้วยเครื่องมือที่ท่านอาจารย์สุรสิทธิ์ให้มาอีก เสมือนให้เครื่องมือในการขุดเจาะและรวบรวมความรู้ งานนี้รับรองว่าเป็นใครก็สามารถสร้าง Knowledge base ได้ทั้งนั้นหากลงมือทำ เครื่องมือชิ้นแรกก็คือ... Working Knowledge from core process หรือจะเรียกว่า ความรู้คู่การทำงาน การทำงานในกระบวนการใดๆย่อมต้องอาศัยความรู้ทั้งนั้น หากวันนี้ไปเอาคนขับแท๊กซี่มาทำงานแทนเรา เขาก็ทำไม่ได้เพราะเขาไม่มี Working Knowledge

       Case Study/ Lesson Learning เป็นเครื่องมือชิ้นที่สองที่ถูกนำมาใช้... “ผิดเป็นครู” เป็นคำที่ได้ยินมาแต่โบราณ ซึ่งก็ตรงกับเครื่องมือชิ้นนี้ ในแต่ละเรื่องราวทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว...ย่อมนำซึ่งความรู้ทั้งนั้น อยู่แต่ว่าเราจะเราจะหยิบมันมาใช้ประโยชน์หรือไม่ก็เท่านั้นเอง

      เครื่องมือชิ้นที่สาม เป็นสิ่งที่ตนเองชอบมาก ก็คือ... Book briefing process and Project capturing process หนังสือเป็นร้อยเป็นพันเล่มคงไร้ค่า หากไม่มีผู้อ่านหรืออ่านแล้วแต่ไม่สามารถสกัดความรู้มาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าจะเริ่มต้นจากตัวเอง คงจะไม่ยากที่จะเริ่มสกัดความรู้จากหนังสือ บทความหรือเอกสารต่างๆที่ตนได้อ่าน และจะมีคุณค่ามากขึ้นหากได้แบ่งปันกับผู้อื่น ซึ่งก็ถือว่าเป็น phase ต่อไป      Project capturing process เป็นอะไรที่ชัดมากๆในการเก็บเกี่ยวความรู้ กระบวนการเขียนสิ่งที่ได้พบเจอและเรียนรู้ตามหัวข้อ Report title, Content, Problem, Solution และ next step เป็นรูปธรรมที่จะนำความรู้จากการปฏิบัติงานออกมาให้ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์หมออนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ได้ให้ทำเป็นประจำตามหลักการ

SPARR นั่นคือ Situation, Purpose, Approach/Action, Result และ Recommend หากสามารถรวบรวมจัดเก็บให้เป็น Knowledge base ได้ จะทำให้เราได้ความรู้ในการทำงานที่มีแนวทางในการป้องกันปัญหาได้      เครื่องมือสุดท้ายคือ... E-learning ซึ่งเริ่มมีการใช้กันมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องเตรียมตัวเองให้เข้าสู่ E-culture ให้ได้เสียก่อน

เครื่องมือทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการ KM ของตนเอง ซึ่งหากเราจะประสบความสำเร็จนั้น การทำอยู่เพียงคนเดียวคงมิใช่ KM ที่แท้จริง “การแบ่งปัน” เป็นหัวใจสำคัญและทำให้เกิด KM อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นข้อสรุปประการที่สองของตนเองในการทำ KM

      การทำ KM ในวงที่กว้างขึ้น สิ่งที่ได้รับการตอกย้ำและพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลาจากท่านอาจารย์หมออนุวัฒน์ ก็คือ “Proactive” ซึ่งต้องนำมากำกับอยู่ในใจตลอดเวลา การนั่งงอมืองอเท้ารอให้คนอื่นเริ่มก่อน...หรือรอคำสั่งก่อนแล้วจึงค่อยทำ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับคนที่คิดจะทำ KM หรือคนทำงานทุกคน การเริ่มชักชวนและแบ่งปัน จะนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายที่สูงยิ่งกว่าเป้าหมายของตน นั่นคือ สิ่งที่เราอยากให้องค์กรเราเป็น...และสิ่งที่เราอยากให้สังคมเราเป็น การแบ่งปันความรู้ระหว่างที่ปรึกษา/ผู้เยี่ยมสำรวจโรงพยาบาล/ผู้รู้ในวงการ ย่อมทำให้กระบวนการให้คำปรึกษาโรงพยาบาลมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ (Best Practice) หรือแม้แต่ข้อผิดพลาดระหว่างโรงพยาบาล ย่อมส่งผลให้การสาธารณสุขของประเทสไทยดีขึ้นอย่างแน่นอน

       หากเราไม่เริ่มออกตัวจากจุด Start ในวันนี้ แล้ววันใดเล่าจะถึงเป้าหมาย