ท่านบอกให้เรารู้สึกตัว(มีสติ)อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา อย่าคิดปรุงแต่งไปกับอตีดและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถ้าทำได้เช่นนี้บ่อยๆ “ปัญญาญาณ”ก็จะเกิดขึ้น

      เมื่อสัปดาห์ที่แล้วต้องทำงานหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน งานหลักคือไปเป็นวิทยากรนำประชุมปฏิบัติการจัดทำสมรรถนะเฉพาะ 16 กลุ่ม ที่โรงแรมริเวอร์วิวเพลส พระนครศรีอยุธยา แต่ก็ต้องมีงานติดพัน กลั่นกรองผลงานของผู้บริหาร/ครูที่ส่งผลงานขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญอีกหลายราย ที่ทยอยกันมาให้กลั่นกรอง และต้องตอบโทรศัพท์ผู้มาขอคำปรึกษาแนะนำในเรื่องต่างๆมิได้ขาด ซึ่งก็มีรสชาติของชีวิตดีและรู้สึกมีความสุขที่ได้ให้บริการแก่ผู้อื่น
ไปอยู่อยุธยา 4 วันแม้งานจะยุ่งแต่ก็สบายใจ เพราะตื่นเช้าได้ใส่บาตรทำบุญ และได้ออกกำลังกายทุกวัน ทำให้สุขภาพกายที่ไม่ค่อยดีนักกลับสดชื่นขึ้นมาได้อีก
      เมื่อวานนี้(31 มีค.)
ครบรอบวันเกิดรอบที่ 57 ตรงกับวันหยุดพอดี จึงตัดงานทุกอย่างเพื่อบริหารจิต ไปทำบุญที่
วัดสนามใน ได้เสวนาธรรมกับหลวงพ่อหลายรูป โดยเฉพาะหลวงพ่อสมบูรณ์ (77 พรรษา) ที่เคยเล่ามาครั้งหนึ่งว่าท่านเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 แต่พบท่านครั้งใดดูร่างกายท่านไม่บ่งบอกว่าเป็นมะเร็งแต่อย่างใด ท่านสดชื่นแจ่มใส โดยเฉพาะที่ดวงตาดำของท่านใสแจํว ไม่ฝ้าฟางเหมือนคนแก่ทั่วๆไป ดูท่านยิ้มอย่างมีความสุขและกระตือรือร้นกับการได้สอนธรรมะให้แก่ญาติโยมอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ท่านก็ยังพูดเหมือนเดิมว่า
      
“ร่างกายเจ็บป่วย แต่ทำไมเราต้องเจ็บไปด้วย อยู่มาถึง 77 ปี ก็ควรมีเหตุที่ต้องละสังขารได้แล้ว ต้องขอบคุณมะเร็งที่เป็นเหตุให้ถึงวาระนั้น เหมือนกับนายจุนทะที่ถวายอาหารอันเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้า อาการกำเริบและถึงแก่ปรินิพพาน เพื่อให้ตระหนักในสัจจธรรมว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีชีวิตอยู่ก็สร้างความดี ก็คือทำบุญ เมื่อจิตใจเราไม่ทุกข์ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไร…”
       ไปครั้งใดท่านก็จะเตือนสติเราอย่างนี้ทุกครั้ง และท่านบอกให้เรา
รู้สึกตัว(มีสติ)อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา อย่าคิดปรุงแต่งไปกับอตีดและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถ้าทำได้เช่นนี้บ่อยๆ ปัญญาญาณ”ก็จะเกิดขึ้น และจิตเราจะได้รับการฝึกฝนให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น
      เย็นวันนี้ ผมก็ต้องดินทางไป
เชียงรายและเชียงใหม่อีก 4 วัน (ตามโครงการของ อบจ.นนทบุรี)กลับมาคงมีเรื่องต่างๆเล่าสู่กันฟังอีกนะ