๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน “ค่ายอาสา” อีกครั้งหลังจากที่ว่างเว้นไปนาน หากแต่การไปคราวนี้ มิใช่การไปเยือนในสถานภาพของนิสิต แต่ไปในฐานะเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ต้องทำหน้าที่ "มอบค่าย" ของชมรมอาสาพัฒนา
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปีนั้น…ชาวอาสาพัฒนาออกค่ายที่โรงเรียนบ้านโนนหนองไฮ ต.โนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ (๑๒ – ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๐) เป็นค่ายสร้างตามแบบถนัดของขุนพลชาวอาสา..ได้รับงบสนับสนุนจากทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน ๑๐๐,๒๐๐ บาท</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมจำไม่ได้ว่า..ค่ายครั้งนั้นต้องลงแรงฉายหนังเก็บออมเป็นทุนรอนออกค่ายกี่ครั้ง …แต่ที่จำได้แน่แท้ ผู้รับผิดชอบการมอบค่ายครั้งนั้นก็คือ “เจ้าแหว๋ว” (รัตนา ผาสุก) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมฯ ต่อจาก “เจ้าดาว” และเป็นยุคที่ผมหยิกแกมหยอกชาวอาสาอยู่ (ไม่) บ่อยครั้งว่า “ยุคสตรีสืบสายโลหิต” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นธรรมดาสามัญที่รู้กันดีว่า การมอบค่ายของชาวอาสาที่เป็นหัวเรือใหญ่ก็คือประธานคนใหม่…อีกทั้งการมอบค่ายนั้นยุคเก่านั้น จะนิยมไปมอบค่ายในช่วงเปิดเรียน เป็นเสมือนการกลับไปเยี่ยมเยือน , ชื่นชมผลงาน, (ประเมินคุณภาพความคงทน) รวมความถึงการกลับไปเช็คเรตติ้งว่าสร้างไว้แล้ว ก่อเกิดประโยชน์อันใดบ้าง ? หรือถูกปล่อยร้างทิ้งไว้เฉกเช่นเรื่อง “เหมือนอย่างไม่เคย” ของวิทยากร เชียงกูล ที่สะท้อนไว้ในรูปลักษณ์เรื่องสั้นอันโจษขานกันอย่างคึกโครมมาแล้วเมื่อในอดีต ซึ่งไม่รวมถึง การกลับไปเยือนพ่อฮัก แม่ฮัก..ทั้งในบทบาทของผู้ให้ที่เอาของไปฝากก่อนจะกลายกลับเป็นผู้รับ เพราะบรรดาพ่อฮักและแม่ฮักขนของฝากกลับมาอีกมากโข</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราออกเดินทางจากมหาสารคามเช้าตรู่เพื่อไปให้ถึงค่ายอาสาก่อนเที่ยง - กระนั้นเราก็ใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่คาดเดาไว้มาก แต่ไม่ใช่เพราะเส้นทางยาวไกล หรือสมรรถภาพรถตู้ที่นั่งไปแก่เกินแกง ! </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สาเหตุคือ…บรรดาขุนพลอาสานั่นแหละที่ทะลึ่งเขียนแผนที่ผิดลู่ผิดทาง ทำให้รถตู้ต้องวกไปวนมาอยู่หลายตลบ กว่าจะค้นพบทางเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านต้องวกไปวกมาหลายเที่ยว ครั้นจอดถามเด็กตามรายทางก็ไม่มีใครพอจะให้ถามได้ เพราะทันทีที่รถตู้จอด เด็กเหล่านั้นก็มีอันต้องกระโจนเผ่นหนีไปเสียทั้งหมด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างว่า, เด็กบ้านนอกขอบชนบท ก็มักจะถูกฝังหัวให้คิดจำกับนิทาน “รถตู้ลักพาด็ก” อยู่เสมอและก็เลยไม่แปลกว่าเด็กแถวนั้นกลัวรถตู้มากซะเหลือเกิน แต่ก็โชคดีหน่อยที่ตลอดรายทางรื่นรมย์ไปด้วยหมู่ไม้ยามแรกฝน เขียวงามชอุ่มตา ..</p><p></p>รถตู้หยุดวิ่งเมื่อถึงหมู่บ้านซักกี่โมงยามผมจำไม่ได้ แต่หมู่บ้านที่เราลงจากรถตู้นั่นก็หาใช่หมู่บ้านอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนที่ชาวอาสามาออกค่าย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลักษณะที่ตั้งของหมู่บ้านตั้งอยู่ที่สูงอย่างเห็นได้ชัด เรา ๆ ทั้งหลายต้องเดินดุ่มหัวทิ่มดิ่งไปตามถนนที่ลาดต่ำของเส้นทางอันแคบเล็กและเป็นทางเดินเท้าที่แฉะและถูกฉาบไปด้วยโคลนแทบทั้งนั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อันที่จริงจะเรียกถนนก็ไม่ผิดนัก แต่ผมเลือกที่จะเรียกมันว่าเส้นทาง เพราะยังไง ๆ พื้นผิวที่เดินมันก็ยังไม่น่าจะพัฒนามาเป็นถนนได้ ที่สำคัญ คือ…เป็นทางเดินสำหรับคน ไม่ใช่มีไว้สำหรับรถยนต์ให้แล่นไปมา
</p><p></p><p>ชั่วอึดใจเดียวการเดินทางก็สิ้นสุดตรงท้ายหมู่บ้าน... ผมมองเห็น "สะพานไม้ชราภาพ" ทอดตัวตัดผ่านลำน้ำสายหนึ่ง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สัมผัสแรกที่ผมเห็นสะพานผมรู้สึกได้เองว่า สะพานสายนี้ ช่างเคร่งขรึม ราวกับตาเฒ่าที่ผ่านโลกมาอย่างกร้านชีวิต ดูขรึมขลัง สันโดษ และสง่างาม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฟากฝั่งของสะพานอีกด้านหนึ่งราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่ผมแทบไม่เชื่อว่าจะพบเห็นได้… มันเหมือนหมู่บ้านในหุบเขาที่ผมคุ้นเคยจากการอ่านหนังสือเล่มใดสักเล่มหนึ่ง - แต่จำไม่ได้, หากแต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น เป็นภาพชีวิต ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวและมีท่วงทำนองที่แจ่มชัด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ผมไม่รู้หรอกว่า ฟากฝั่งสะพานนั้นต้องเดินเท้าอีกนานแค่ไหนจึงจะถึงหมู่บ้านและโรงเรียน เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าถูกห่มคลุมด้วยสีเขียวของทุ่งข้าวโพดและหมู่แมกไม้เขียวอ่อนที่โยกไหวล้อสายลมเล่นประหนึ่งคุ้นเคยกับมาอย่างยาวนาน… <p></p><p>มันช่างเป็น “มุม” ที่สะท้อนให้เห็นความสมถะอันยิ่งใหญ่และงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง!</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมอดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า ชาวอาสาทั้งหลายก็ช่างสรรหาพื้นที่การออกค่ายได้ดียิ่งซะเหลือเกิน และหากก่อนหน้าที่จะมามอบค่าย ถ้ามีใครมือดีเก็บภาพสวยงามเหล่านี้ไปติดไว้ที่ใดที่หนึ่งในมหาลัย..และเขียนเชิญชวนทำนองไปเยี่ยมค่ายกับอาสามั๊ย ? ผมเอาคอ (ประธานชมรม) เป็นประกันเลยว่า จะมีคนแห่มากับชาวอาสาเป็นโขยงอย่างแน่นอน คงไม่วายเดือดร้อนพ่อฮักแม่ฮักเก็บฝักข้าวโพดเป็นของฝากกลับ “มอ” อย่างมากมาย หรือไม่ก็มีอันต้องหยิบยืมหมอนกันจ้าละหวั่นมากำนัลรับขวัญลุกฮักกันอย่างหลากหลายเป็นแน่แท้…….. เ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รายังคงต้องเดินเท้าเข้าไปอีกไกลโข - เส้นทาง หรือทางเดินเล็ก ๆ แคบ ๆ ตัดผ่านและลัดเลาะทุ่งข้าวโพดและผืนนาลึกลงไปเรื่อย ๆ แดดร้อน,,, แต่ลมยังโบกพัด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บุคลากรจากกองกิจการนิสิต กางร่มให้ตัวเองและไม่ลืมที่จะกางให้ผู้บริหาร … ผมเห็นภาพแล้วนึกขันไม่หาย เหมือนภาพที่ปรากฏในละครทีวีซึ่งคนกรุงพลัดหลงมาเดินอยู่ตามคันนา…ฝ่าลมร้อนและดินโคลน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เส้นทางเดินมันช่างวิบากซะเหลือเกิน ! อดที่จะบูชาหัวจิตหัวใจของชาวอาสาไม่ได้กับการลากรถเข็นเล็ก ๆ ที่บรรทุกปูนดินหินทรายจากหมู่บ้าน ข้ามสะพานและดุ่มเดินไปตามทางเท้าเป็นแถวยาวราวกบ “กองทัพมด”</p>
</span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมว่ามันหนักหนาสาโหดเป็นแน่..เพราะช่วงออกค่ายมันเป็นห้วงฤดูแล้งที่ลมร้อนโลดโผนคะนองใจ ไม่มีสีเขียวจากทุ่งข้าวโพดให้พักวางสายตา หรือพักพิงใจยามเหนื่อยอ่อน</p><p></p><p>ส่วนตัวผมแล้ว…ขากลับยังนึกในใจว่าถ้าเหาะเหินได้เหมือนหนุมานทหารกล้าของพระรามก็ดีสิ จะได้เหาะกลับมานั่งตากแอร์เย็น ๆ ในรถตู้โดยไม่ต้องเดินลากเท้าย้อนกลับให้เมื่อยแข้งเมื่อยขา</p><p></p><p align="center">(๒)</p>
โรงเรียนอยู่กลางหุบเขา และถูกห้อมล้อมด้วยทุ่งข้าวโพด, หมู่บ้านยังอยู่ไกลจากโรงเรียนเล็กน้อย...
</span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาคารอเนกประสงค์ตั้งตระหง่าน สง่าอยู่ไม่ไกลจากตัวอาคารเก่า สภาพยังดูเหมือนใหม่, ผู้คนรออยู่ในตัวอาคารทั้งที่เป็นนิสิตครูอาจารย์จากโรงเรียนและสำนักงานประถมศึกษาฯและที่ขาดไม่ได้คือประชาชนจากหมู่บ้าน</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรากินมื้อเที่ยงกันที่นั่น… ง่าย ๆ แต่ไม่อิ่ม (ท้อง) เพราะอิ่มใจเกินกว่าที่จะกลืนกินอะไรได้ อิ่มในน้ำใจของชาวบ้าน อิ่มเอมในแววตาของเด็กนักเรียนและอิ่มอุ่นกับเรียบง่ายและงดงามของธรรมชาติ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
การมอบค่ายครั้งนั้นชาวอาสานำอุปกรณ์การเรียนมามอบให้กับทางโรงเรียนเหมือนทุกครั้งที่มีการมอบค่าย ถึงอาจจะไม่มากชิ้น แต่ผมรู้และสัมผัสได้ว่า ผู้รับไม่ได้ตีค่าราคาสิ่งของมากเกินคุณค่าทางด้านจิตใจของหนุ่มสาวจากรั้วมหา’ลัย <p></p><p>วันนั้น, มีกิจกรรมสันทนาการก่อนที่เราจะไปถึง มีศิลปินชาวมอ อย่างคุณกุ๋ย ประจวบ จันทร์หมื่น ขุนพลจากชาวดินและองค์การนิสิตที่ขันอาสาไปช่วยสร้างบรรยากาศให้ตราตรึงมากขึ้น</p><p>
บ่ายคล้อย…ผมและคณะยังเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางสายเล็ก ๆ เส้นเดิม หากแต่มาใช้เวลาหยุดอยู่บนสะพานนานเป็นพิเศษ เพ่งพินิจสะพานและสายน้ำที่เหมือนเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เราไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าเป็นอยู่และดำเนินมาเช่นไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพบนสะพานไม้อันชราภาพเส้นนี้เหมือนคนอื่น ๆ แต่มีความสุขสงบที่ได้ยืนอยู่บนสะพานไม้ท่ามกลางสายลมบ่ายที่คลายตัวลงและมุ่งมองสายน้ำขุ่นข้นที่ไหลเป็นทางยาว…</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมรู้สึกเป็น “หนี้บุญคุณ” ชาวอาสาที่ช่วยพัดพาให้ชะตาชีวิตผมได้มีโอกาสสัมผัสกับความสุขเช่นนี้ที่หาไม่ได้เลยในเมืองสารคามที่นับวันผันเปลี่ยนไปชั่วทุกขณะ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมไม่รู้หรอกว่าบรรดาน้องนุ่งอาสา เดินทางออกจากโรงเรียนกี่โมงยามและกลับถึงมหา’ลัยกันที่ทุ่ม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่สำหรับผมแล้ว, ด้วยความสัตย์จริง ผมเหมือนไม่ได้เดินทางกลับมาจากหมู่บ้านนั่นเลยก็ว่าได้ ภาพสะพานไม้ที่แก่เฒ่าสายน้ำอันขุ่นข้น ทุ่งข้าวโพดและหมู่ไม้สดเขียวยังผูกรัดพันธนาการผมไว้ที่นั่น</p><p></p><p>ณ วันนี้ผมยังรู้สึกราวกับว่าความทรงจำ ณ ที่แห่งนั้นเป็นความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน มีชีวิต และมีลมหายใจ </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมรู้สึกเหมือนกับผมยังอยู่ที่นั่น สัญจรเข้าออกตามเส้นทางสายเล็ก ๆ สายนั้น และรู้สึกชัดแจ้งว่าผมยังไม่อยากกลับออกมาจากหมู่บ้าน และตรงกันข้ามกลับอยากชวนใคร ต่อใครแวะเวียนกลับไปที่นั่นอีกสักครั้ง อย่างน้อยจะได้รู้ว่าผมมีความสุขแค่ไหน ?</p><p>
และจะได้เข้าใจเสียที่ว่า “ความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน” มันเป็นเช่นไร </p><p></p><p></p><p>บันทึกเมื่อนานมาแล้ว… </p><p> </p>
มาทักทายให้กำลังค่ะพี่ชายสบายดีหรือเปล่าค่ะ..เนี่ยมีชื่อของอ.วิทยากร เชียงกูลแว็บๆ นะค่ะ มีเล่มใหม่แล้วนะค่ะพี่ คำคมว่าด้วยความสุข1-2, ผู้นำผู้เปลียนแปลงและให้แรงบันดาลใจแก่โลก ถ้าไปงานสัปดาห์หนังสือ ลด 20 % ค่ะ
สวัสดีครับ...หนูนิด
บันทึกนี้ดูยาวมากไปน้อย...แต่ก็คงพออ่านได้บ้างนะครับ..
เป็นยังไงบ้างกับชีวิต...สำหรับพี่วันนี้เหนื่อยมากครับ เช้าประชุมยันเที่ยง..บ่ายล่วงเย็นประชุม และพรุ่งนี้ครึ่งวันเช้าก็ประชุมอีก
....
มีไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปงานสัปดาห์หนังสือหรือเปล่า มีราชการซ้อนทับอยู่มาก ...
ขอให้มีความสุขกับหนังสือเล่มใหม่นะครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
นึกภาพตามได้เลยนะคะ.. ภาพสวยมากค่ะในความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน..
ขอบคุณที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่รื่นรมย์อีกวันหนึ่งของเบิร์ด
ได้อิ่มสุขอีกแล้ว..ทุกขณะที่อ่านทุกตัวอักษรของคุณแผ่นดินเสมือนมีชีวิตจริงที่สัมผัสได้ด้วยตัวเอง..เหมือนได้เดินทางไปกับคณะของคุณด้วย..และก็คิดว่าอยากมีโอกาสได้ไปเดินในท้องทุ่งที่สดใส ได้ข้ามสะพานไม้ที่คงจะสะสมอดีตต่างๆไว้มากมาย....น่าเสียดายที่ไม่มีภาพให้ชื่นชม...แต่ว่าตัวอักษรก็สร้างภาพที่สวยงามได้มากโขอยู่...อ่านแล้วมีความสุขได้ยิ้มตลอด...มีพลังในการทำงานต่อไป..ตัองขอบคุณในความสุขที่มอบให้กับ "ความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน"
เราต่างมีความทรงจำมากมาย..และเราเลือกได้ที่จะจดจำบันทึกไหนไว้..
บางสิ่งบางอย่างอาจมองผ่านเลยไป...
และบางสิ่งบางอย่าง...ก็อาจจะตราตรึงในความทรงจำ...
....
สะพานแห่งความทรงจำได้บันทึกเก็บไว้เพื่อเชื่อมต่อรอยแห่งเวลา อดีต - ปัจจุบัน เพื่ออาจนำไปสู่วันข้างหน้า...
ขอบคุณสำหรับบันทึกที่สวยงามนี้นะคะ
(^_____^)
กะปุ๋ม
สวัสดีครับ..คุณเบิร์ด
ขอบคุณมากครับที่กรุณาให้เกียรติและให้กำลังใจผมเสมอมา ...จากวันนั้นถึงวันนี้ยาวนานนัก แต่ภาพความทรงจำยังแจ่มชัดเป็นปัจจุบันเสมอ...สะพานเล็ก ๆ แคบ ๆ รถเข็นคันเล็ก ๆ บรรทุกทราย หิน ปูน ไม่รู้กี่ร้อย ๆ เที่ยวที่นิสิตเข็นผ่านเส้นทางอันยากลำบาก เหล่านั้นยังฝังตรึงในชีวิตผมเสมอมา
กำลังใจที่ดีจากชาวบล็อกช่วยให้ทุกวันของชีวิตรื่นรมย์อย่างน่าประทับใจ
ขอบคุณมากจริง ๆ ครับ
เป็นธรรมดานะครับหนูนิดที่ชีวิตเรายังต้องดำเนินไปตามบทบาทและหน้าที่ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดีนะ..ไม่ต้องมีภาระการรบผิดชอบคนด้วย แต่เป็นหัวหน้าไหนต้องรับผิดชอบทั้งงานทั้งคน….</p><p>แต่ก็งานอันดีงามนั่นแหละ คือเกราะป้องกันตัวเราจากสิ่งอันไม่ดี</p><p>เป็นกำลังใจให้นะครับ</p>
สวัสดีครับ คุณโก๊ะ
ครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะทำหนังสือเรื่อง "ความทรงจำที่เป็นปัจจุบัน" เป็นบัทึกที่เกี่ยวกับกิจกรรมนี่แหละครับ มีนิสิตสนใจและขออาสานำไปทำ แต่กระนั้นผมก็ไม่มีเวลาเอาต้นฉบับไปให้พวกเขา เลยทิ้งว่างมาจนบัดนี้
เสียดายไม่มีภาพเก็บไว้...แต่ความทรงจำก็แจ่มชัดเสมอ ...
แจ่มชัดราวกับผมยังอยู่ที่นั่นเลยนะครับ
ขอบคุณครับ คุณกะปุ๋ม <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ไม่รู้เป็นยังไง เวลาที่อ่อนแอ มักหวนรำลึกถึงเรื่องเก่า ๆ หรืออาจเป็นเพราะคิดถึงแต่เรื่องเก่า ๆ เลยรู้สึกอ่อนแอและอ่อนล้าหรือไรก็ไม่รู้ …</p><p>….. </p><p>มันก็แปลก ปัจจุบันก็มีเรื่องราวดี ๆ ให้จดจำ แต่ทำไมเรื่องที่ผ่านมาอย่างยาวนานกลับมีความหมายยิ่งใหญ่ต่อเรานักหนา</p>