ผมได้รับการติดต่อให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อรับรองต้นแบบชิ้นงานวิจัย ที่เป็นผลงานวิทยานิพนธ์ นศ.ปริญญาโท ในหัวข้อเกี่ยวกับ competency ของนักจัดการความรู้ในบริษัท
นศ. ส่งต้นแบบชิ้นงานวิจัยที่เป็นเอกสารระบุ competency 55 + 21 ตัว ให้ผมระบุความเหมาะสมในคะแนน 1 - 5 แก่ competency แต่ละตัว
ผมมองว่านี่เป็นวิธีคิดแบบ "กระบวนทัศน์แบบกลไก" หรือแบบแยกส่วน แยก competency แต่ละตัวออกมา ซึ่งในการดำเนินการจัดการความรู้จริง ๆ เราใช้ competency เหล่านี้แบบบูรณาการ คือในการใช้ competency แต่ละตัวเราคำนึงถึงบริบทขององค์กรในขณะนั้น และคำนึงถึงการใช้ competency ตัวอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย
คือในการดำเนินการ KM เราใช้กระบวนทัศน์แบบ "อินทรีย์" (organic) และเป็นพลวัต (dynamic)
การเริ่มวิจัยโดยที่วิธีคิดเชิงกระบวนทัศน์ผิดตั้งแต่ต้นแล้วจะให้ผลอย่างไร เกิดผลดีหรือผลร้ายต่อวงการวิชาการอย่างไร เป็นประเด็นที่ผมอยากให้ถกเถียงกัน
อย่าลืมว่าตัวผมเองอาจเป็นผู้มีกระบวนทัศน์ผิดเสียเองก็ได้
ผมสงสัยต่อไปอีกว่า การวิจัย KM โดยไม่เคยใช้ KM ด้วยตนเองหรือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัย KM โดยไม่เคยสัมผัส KM โดยตรงด้วยตนเอง เคยแต่อ่านตำรา จะถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย KM ไหม
บันทึกไว้ให้ ลปรร. กันครับ
วิจารณ์ พานิช
27 มี.ค.50
ผมได้อ่าน ลปรร. เรื่องนี้แล้วอยากเรียนถามท่านดังนี้
1. ความคิดเรื่อง KM ว่าต้องใช้กระบวนทัศน์แบบอินทรีย์ เป็นความคิดเชิงเดี่ยวและปิดกั้นหรือไม่?
2. ท่านใช้มาตรอะไรมาวัดหรือตัดสินว่าใครไม่เคยสัมผัส KM โดยตรง เราจะรู้ได้อย่างไร ดูตรงไหน
3. Competency เป็นความสามารถในการทำงาน โดยผลงานความสำเร็จมองเห็นได้เป็นองค์รวม เช่น ความสามารถในการตอบสนองทำให้ลูกค้าพึงพอใจ เปรียบเป็นลมหายใจของธุรกิจ แต่การได้มาซึ่งสัมฤทธิ์ผลนั้น ประกอบกันด้วยความสามารถหรือ competency ที่หลากหลาย เช่น ความสามารถในการคิดเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ สามารถจูงใจ ให้บริการที่ดี ฯลฯ เหล่านี้ก็อาจไม่ต่างจากการทำงานร่วมกันของความสามารถของตับ ปอด หัวใจ สมอง ที่รวมแล้วส่งมอบผลงาน มองอย่างนี้ น่าจะเป็น ระบบ organic and dynamic
อยากให้ท่านอ่านและตอบใน blog นะครับ