คุณศิริวรรณ หวังดี อี-เมล์มาถามคำถามดังนี้

ชื่อ: ศิริวรรณ  หวังดี
ชื่อเรื่อง: KM บุคคล

เนื้อความ:
เรียน คุณหมอวิจารณ์ พานิช
  ดิฉันขอเรียนถามคุณหมอเพื่อเป็นความรู้นะค่ะว่า...
 1. KV ของคุณหมอคืออะไรค่ะ
  2. แล้วคุณหมอได้ KV เหล่านั้นมาอย่างไรค่ะ
  3. แล้วที่คุณหมอใช้ KM เป็นนั้นเป็นเพราะอะไรค่ะ
  4. แล้วคนที่จะใช้ KM เป็นนั้นต้องเป็นคนแบบไหนค่ะ
 ดิฉันกำลังเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นอยู่ค่ะ จึงขอรบกวนคุณหมอเป็นตัวแบบให้หน่อยนะค่ะ...ขอคำตอบอยู่ค่ะ
 ศิริวรรณ  หวังดี
 จาก...กรมส่งเสริมการเกษตร

        ขอบคุณคุณศิริวรรณ คนบ้านเดียวกัน (ชุมพร) ที่ช่วยเป็นหน้าม้าถามเรื่องที่ผมนึกไม่ถึงว่าควรเล่า  

         ความเห็นของผมก็คือ คำถามแบบนี้มีคำตอบเป็น ๑๐๐     ไม่มีคำตอบใดถูก-ผิด    จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวคำตอบ     แต่อยู่ที่เบื้องหลัง หรือระหว่างบรรทัด หรือบริบทที่เป็นพื้นฐานต่อคำตอบนั้น

คำตอบ
         ๑. KV ของผมไม่ได้คงที่    เปลี่ยนไปตามภารกิจที่รับผิดชอบ     ตอนเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ที่ มอ. ผมมีเป้าหมายสร้างหน่วยงานที่มีระบบดี    สามารถให้บริการผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ ... เป็นที่พึงพอใจในบริการและเชื่อถือในฝีมือ    มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร     การเงินมั่นคง ไม่รั่วไหล ไม่มีคอรัปชั่นให้การฝึกฝน อบรม นักศึกษาแพทย์ให้เป็นคนดี เป็นหมอที่ดี     เป็นสถาบันที่ได้ชื่อว่ามีการพัฒนาบุคลากรอย่างดีเยี่ยม     คนที่ทำงานในคณะฯ จะเป็นบุคคลเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง     โดยอาศัยการพัฒนางานเป็นเครื่องมือพัฒนาตนเอง     ทำให้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง     และคณะแพทย์ฯ มีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นองค์กรแห่งคุณภาพ แห่งการพัฒนาไปไม่หยุดยั้ง

          ตอนมาทำงานที่ สกว. ก็มีเป้าจะสร้าง สกว. ให้เป็นองค์กรขนาดเล็ก  คล่องตัว  ทำงานจัดการงานวิจัย ทำให้เงินวิจัยก่อผลต่อสังคมอย่างคุ้มค่า     ซึ่งต่อมาเราก็มีเป้าให้ สกว. เป็นหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับ เชื่อถือ (excellence) ในฝีมือด้านการจัดการงานวิจัย  --- KV คือการจัดการงานวิจัย

         ตอนมาสร้าง สคส. คงไม่ต้องบอก เพราะรู้ๆ กันอยู่แล้ว    ตอนนี้ไปทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ก็อยากร่วมสร้างระบบ University Governance แนวใหม่ ให้แก่ประเทศ โดยที่ผมคงทำคนเดียวไม่ได้     และตอนนี้ธนาคารไทยพาณิชย์เขาเชิญไปเป็นกรรมการ ให้ไปขับเคลื่อน CSR เน้นที่ การพัฒนาเยาวชน     ผมก็ได้ KV อีก ๒ ตัว    

         KV ของผม เป็น KV ระดับประเทศเสมอ     แต่เวลาทำ ผมทำเล็กนิดเดียวด้วยความเจียมตัวว่ามีความสามารถน้อย มีพลังน้อย ผมจึงชอบทำแบบเครือข่าย อย่างที่เห็นอยู่

          เอาเป็นว่าพอแก่เข้า  ก็มี multiple KV โดยที่เวลาปฏิบัติ มันเกิดการเสริมพลัง (synergy) ระหว่างกัน

          ผมโชคดีที่ KV ของผมไม่จำเป็นต้องเน้นหาเงิน    เพราะครอบครัวมั่นคงและเพียงพอทั้งฝ่ายผมและฝ่ายภรรยา    ฝ่ายภรรยาและพี่ๆ ของเธอ ช่วยรับภาระการดูแลลูกและเรื่องครอบครัวไปเกือบหมด    ปล่อยให้ผมสนุกอยู่กับการทำงานได้
    

         KV มันไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบนิเวศความรู้" ส่วนตัวของผม     เห็นไหมครับ ตอนนี้ผมกำลัง "ระบบนิเวศขึ้นสมอง" ผมก็ตอบโดยใช้ฐานคิดนี้

        ๒. ผมได้ KV เหล่านั้นมาจากเทวดาครับ     ฟ้าดินประทานมา     ผมไม่ได้หา ไม่ได้ไขว่คว้า  ไม่มีแผนชีวิต     แต่เมื่อเราเข้าไปอยู่ตรงไหนก็เห็น "โอกาส" มากมายที่มีอยู่ตามปกติ ตามธรรมชาติ     ผมก็เลือกเอาตามที่ผมพอจะทำได้  และเดาว่าน่าจะทำได้ดี     บางครั้งก็กำแหงคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น     พอทำ KV หนึ่ง เจ้า KV อื่นๆ ก็โผล่ตัวมาให้เลือกอีกมากมาย เกิดอีก ๑๐ ชาติก็ทำไม่ไหวครับ      จึงไม่คิดจะทำเรื่องใหญ่ๆ เหล่านี้ให้ "เสร็จ" สักเรื่องเดียว     ผมเชื่อในการวิ่งผลัด และการเล่นเป็นทีมครับ    จริงๆ แล้วผมทั้งเป็นเจ้าของ และไม่เป็นเจ้าของ KV เหล่านั้นครับ   

         ๓. ทำไมจึงใช้ KM     ตอบว่าเริ่มจากแฟชั่นครับ    แต่โชคดีไหวตัวทันในเวลาอันสั้น    จึงเปลี่ยนเป็น KM แบบ "เนียนอยู่ในเนื้องาน"     จริงๆ แล้ว KM เป็นกระบวนการเพื่อการดำรงอยู่ในยุคหลังอุตสาหกรรม หลังยุคไอที    เพื่อขับเคลื่อนสังคมทั้งสังคมเข้าสู่วิถีชีวิตยุคความรู้ หรือยุคปัญญา นั่นเอง     ย้ำนะครับ ว่าตาม KV ของผม    สังคมไทยจะอยู่ดี มีสุข ต้องเข้าสู่ยุคปัญญาในทุกภาคส่วนของสังคม     ในด้านส่วนตัวของผม KM เป็นวิถีชีวิต  เป็นเครื่องช่วยให้ชีวิตซู่ซ่า กระปรี้กระเปร่า  ไม่แก่ง่าย ครับ    พูดให้เซ็กซี่ KM เป็น ไวอะกร้า ทางปัญญาครับ

         ๔. KM ต้องการคนทุกแบบครับ     คือใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย     แต่คุณสมบัติร่วมที่ต้องการคือ คนที่คิดเชิงบวก คนที่รักผู้อื่นเป็น และไว้วางใจผู้อื่น เคารพผู้อื่น และมีความมั่นใจในตนเอง ครับ     แต่คนที่ยังไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้ก็ร่วมทีม KM ได้     กิจกรรม KM จะค่อยๆ สร้างคุณสมบัติเช่นนั้นขึ้นมาครับ     โดยที่บางคนอาจจะเร็วหน่อย บางคนก็ช้าหน่อย

         ตอนเริ่มเขียน รู้สึกตัวว่าเป็นนายแบบ     พอเขียนจบ รู้สึกคล้ายๆ ดาราให้สัมภาษณ์

วิจารณ์ พานิช
๒๕ มี.ค. ๕๐