งานวิจัยระบบสาธารณสุข ในความหมายของสิทธิการตายของคนไทย
ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าจะไม่ให้คำแนะนำหรือการรักษาใดๆ อันเป็นการทำลายชีวิตผู้ป่วยแม้ร้องขอ Hippocratic Oath | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
บทนำ ปรากฏการณ์ “การุณยฆาต” เป็นเรื่องใหม่และยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในวัฒนธรรมตะวันตก เช่น เนเธอร์แลนด์ 3 เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย และอังกฤษ เป็นต้น ความคิดเห็นหลากขั้วเกี่ยวกับการจัดการชีวิตสำหรับผู้ป่วยที่หมดหนทางเยียวยาให้หายจากการเจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ มีศักดิ์ศรี ล้วนมีเหตุผลที่รับฟังได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมมองทางการแพทย์ ศาสนา สังคม และความชอบธรรมทางกฎหมาย บทความนี้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นต่อสภาวะที่มนุษย์เผชิญกับวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ด้วยพยาธิสภาพที่สิ้นหวังและเกินกว่าจะเยียวยาและมีคุณภาพชีวิตในภาวะปกติแล้ว มนุษย์มีสิทธิที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน โดยเลือกที่จะตายได้ด้วยเงื่อนไขอะไรได้บ้าง | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
กระบวนทัศน์การุณยฆาต ในวัฒนธรรมตะวันตก การุณยฆาต หรือ Euthanasia เป็นภาษากรีก ประกอบด้วยคำศัพท์ 2 คำ คือ eu หมายถึง good และ thanatos หมายถึง death แปลรวมความว่า ตายดี ตายสงบ 4 แนวคิดตะวันตกสำหรับ การุณยฆาต มีข้อพิจารณา 3 ประการ คือ 5 1. เมื่ออยู่ในภาวะเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส 2. สิทธิส่วนบุคคลที่จะยุติชีวิตลง 3. บุคคลไม่ควรจะถูกบังคับให้ยืดชีวิตออกไปในสภาพที่ช่วยตนเองไม่ได้ และไร้การรับรู้ทางสมอง ถ้าหากพิจารณาทั้ง 3 เงื่อนไขในเชิงลึกแต่ละกรณีแล้ว จะเห็นว่า กรณีที่บุคคลอยู่ในภาวะที่เจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพที่มีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้มีลมหายใจ หรือไม่รับรู้ความเจ็บป่วยด้วยการใช้ยาระงับความเจ็บปวดทรมาน ข้อโต้แย้งก็คือ เราจะใช้เทคโนโลยีเอาชนะความเจ็บปวดทรมานได้มากน้อยเพียงไรและนานเพียงใด ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง เราจะแยกแยะระหว่างความเจ็บปวดทรมานที่บุคคลหนึ่งกำลังเผชิญอยู่และต้องการหลุดพ้น โดยที่ไม่กดดันทางอารมณ์ หรืออยู่ในภาวะซึมเศร้า ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพบสภาพที่เจ็บปวดทรมานและเลือกที่จะตายในแต่ละวัน กับความเห็นทางการแพทย์ที่วินิจฉัยว่าบุคคลนั้นๆ ยังมีโอกาสที่จะเยียวยาและมีชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่งได้อย่างไร ความเห็นประการที่ 2 ที่ว่าบุคคลควรมีสิทธิที่จะยุติชีวิตในสภาวะที่พร้อมและสมัครใจ ต่อกรณีนี้ “สิทธิที่จะตาย” ต้องไม่ถูกหยิบยื่นให้กับผู้อื่น นอกจากผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตจะร้องขอเท่านั้น เงื่อนไขนี้จะมีช่องว่างทันทีหากผู้ที่หยิบยื่นความตายให้บุคคลอื่นใช้ดุลยพินิจส่วนตัวตัดสินว่า บุคคลนั้นๆ หมดหนทางที่จะเยียวยาได้จากสภาพทนทุกข์ทรมาน เพราะเป็นการล่อแหลมต่อการใช้ “การุณยฆาต” ฟุ่มเฟือยเกินไป | ||||||||||||||||||||||||||||||||
| “การุณยฆาต” ในแนวคิดที่ 3 ที่ว่า ผู้ป่วยไม่ควรจะถูกบังคับให้ยืดชีวิตออกไปในสภาพที่ช่วยตนเองไม่ได้ และไร้การรับรู้ทางสมอง กาืรยืดชีวิตไว้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยหรือไม่ เราจะมีทางเลือกอย่างไรบ้าง สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะ “ฟื้นไม่ได้ ตายไม่ลง” 6 จะถือว่าเป็นการยืดชีวิตโดยที่ผู้ป่วยไม่ปรารถนาจะทนกับภาวะทรมานนั้นอีกต่อไปหรือไม่ (ทั้งที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และไร้การรับรู้) ทางออกที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ การให้สิทธิผู้ป่วยวาระสุดท้าย อยู่ในสภาพที่พร้อมตายอย่างมีศักดิ์ศรี สงบ และมีสติ โดยมีคนรักรอบข้างที่ยอมรับการจากไปอย่างมีสติและเห็นความตายเป็นธรรมชาติ แนวคิดในซีกวัฒนธรรมตะวันตกเช่นนี้เป็นที่มาของการจัดหาสถานพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 7 (hospiceหรือ in-home hospice ) ให้เตรียมตัวตายอย่างมีศักดิ์ศรี และตายอย่างมีสติ ปราศจากการยืดชีวิตไว้ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ การุณยฆาต ถูกนำไปปฎิบัติอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ อาทิ รัฐบาลเบลเยี่ยมประกาศออกกฎหมาย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 มีผลบังคับใช้วันที่ 23 กันยายน 2545 อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยผู้ใหญ่ และให้มีผลบังคับใช้กับผู้ป่วยเด็กในอีก 2 ปีต่อมาแต่ยังมีข้อโต้แย้งว่า แพทย์จะมีสิทธิ์กระทำการุณยฆาตทารกที่มีอาการสมองตายได้หรือไม่ ในปีพ.ศ. 2548 มีกฎหมายรองรับให้เภสัชกรและแพทย์สามารถจำหน่ายและใช้อุปกรณ์การทำการุณยฆาตได้ “การุณยฆาตสำเร็จรูป” ดังกล่าว ซื้อขายกันในสนนราคาประมาณ 2,000 บาท ประกอบด้วย ยากล่อมประสาท เช่น Barbiturate และยาประเภทดมให้หมดสติ เป็นต้น ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กฎหมายเปิดช่องให้พิจารณาได้ว่า แพทย์สามารถกระทำการุณยฆาตได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ตราบใดที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าไม่มีมูลเหตุที่ “จงใจทำให้ผู้อื่นตาย“ ประเทศเนเธอร์แลนด์ออกกฎหมายรองรับ การุณยฆาต ตั้งแต่ปี 2539 และพบว่าสถิติการตายประมาณ 9.1% ของการตายทั้งหมดต่อปี เกิดจาก การุณยฆาต (2,300 ราย สมัครใจตาย และ 400 ราย ตายเพราะแพทย์ลงมือเอง และ 1,040 ราย ถูกการุณยฆาตโดยผู้ป่วยไม่มีส่วนรับรู้หรือให้ความยินยอม) นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดกว้างให้ผู้ป่วยอายุ 12-16 ปี มีสิทธิร้องขอ การุณยฆาต ได้ โดยพ่อแม่หรือญาติให้คำยินยอม 8 ในประเทศออสเตรเลีย เฉพาะ Northern Territory เท่านั้น ที่มีกฎหมายรองรับให้แพทย์สามารถกระทำ การุณยฆาต ได้ ทั้งในกรณีที่ผู้ป่วยเองและญาติผู้ป่วยร้องขอ (passive euthanasia) หรือกรณีที่แพทย์มีส่วนช่วยเหลือในการเตรียมอุปกรณ์เพื่อปลิดชีพตามความต้องการของผู้ป่วย และกระทำด้วย “น้ำมือ” ของผู้ป่วยเอง (active euthanasia) แต่ภายหลังที่มีเหตุการณ์ผู้ป่วย 4 ราย ปลิดชีพตนเองด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งโดยแพทย์ (passive euthanasia) รัฐบาลกลางจึงได้สั่งยกเลิกกฎหมายทันทีในปี พ.ศ. 2540 กรณีของประเทศออสเตรเลีย การุณยฆาต กลายเป็นธุรกิจที่น่าสะพรึงกลัว นายแพทย์ Phillip Nitschke ผู้รณรงค์ให้ การุณยฆาต กระทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คิดวิธี การุณยฆาต เอาไว้ให้เป็นทางเลือก เช่น โปรแกรมสำเร็จรูป death-by–laptop ประกอบด้วย สายยางต่อกับเข็มฉีดยาที่บรรจุยาระงับความรู้สึก เช่น Barbiturate ที่ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำงานพร้อมกับโปรแกรมที่บรรจุใน Laptop เมื่อผู้ป่วยตอบคำถาม ครบ 3 คำถาม ที่ปรากฎบนจอ การทำงานของโปรแกรมจะเริ่มต้นทันที คำถามที่สร้างไว้ ในโปรแกรม คือ 1. ท่านต้องการเดินเครื่องฉีดสารพิษเพื่อตาย กดปุ่ม “ใช่” 2. ท่านพร้อมที่จะตาย กดปุ่ม “ใช่” 3. ท่านต้องการให้ฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือดภายใน 15 วินาที กดปุ่ม “ใช่” ด้วยวิธีดังกล่าว นายแพทย์ Phillip สรุปว่า แพทย์ไม่ได้ลงมือฆ่าผู้ป่วย แต่เป็นการตายที่ผู้ป่วยตัดสินใจเอง นายแพทย์ Phillip ไม่หยุดยั้งความคิดของเขาเพียงเท่านั้น เขาได้พัฒนาโปรแกรม การุณยฆาต ที่ผู้ป่วยสั่งได้ผ่าน Internet เพื่อให้ การุณยฆาต ทำได้เร็วยิ่งขึ้นและไม่ต้องมีผู้เกี่ยวข้องมาก สนนราคาอยู่ที่ 2,500 บาท นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อีก เช่น หน้ากากบรรจุคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นวิธีง่ายกว่าการใช้เข็มฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือดดำ และเหมาะสำหรับผู้ป่วยอายุมากๆ ไม่มีใครหยุดยั้งการคิดวิธี การุณยฆาต ของนายแพทย์ Phillip ได้ เครื่องมือตัวใหม่ถูกเผยแพร่ใน Internet มากขึ้น แม้แต่วิธีการสำหรับให้วัยรุ่นสามารถเข้าถึงโดยผ่าน Internet ในปี 2547 นายแพทย์ Phillip คิดค้น “ยาเพื่อเป็นนิรันดร์“ ในราคา 5,000 บาท สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นพร้อมหยิบออกมาใช้เมื่ออยากตาย เป็นที่น่าสังเกตว่า ข่าวที่ปรากฎตามสื่อต่างๆ บุคลากรทางการแพทย์ที่หยิบยื่น “การุณยฆาต” ให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ชายตัวอย่างกรณีของบุรุษพยาบาลวัย 27 9 ในสหรัฐอเมริกา ทำสถิติ “การุณยฆาต” ผู้ป่วยรวม 29 ราย เขาถูกศาลตัดสินประหารชีวิต แต่รออุทธรณ์ ซึ่งญาติผู้ตายไม่เห็นด้วยกับกระบวนการยุติธรรม ตัวเขาเองคัดค้านการตัดสินของศาล และคิดว่าตนทำหน้าที่การเป็นบรุษพยาบาลได้อย่างดีที่สุดแล้ว ขณะศาลอ่านคำพิพากษา เขาตะโกนด่าทอผู้พิพากษาตลอดเวลา จนเจ้าหน้าที่ต้องเอาแผ่นพลาสเตอร์ปิดปากเขาไว้ นายแพทย์ Jack Devorkian จากมิชิแกนทำการุณยฆาตรวม 40 ราย เขาถูกถอนใบอนุญาตวิชาชีพและถูกตัดสินว่าไม่ได้ทำผิด ในประเทศอังกฤษนายแพทย์ Harold Shipman สังหารผู้ป่วยวาระสุดท้ายรวมถึง 215 ราย 10 ญาติผู้ป่วยร้องเรียนศาลให้พิจารณาคดีเอาผิดเขาให้ถึงที่สุด เพราะลงความเห็นว่า เขาฆ่าผู้ป่วยด้วยความเคยชินมากกว่าจะเป็น “การุณยฆาต” | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การุณยฆาตตามหลักศาสนา : การเชื่อมโยงและการเห็นต่าง กระบวนทัศน์แนวพุทธ พุทธปรัชญาเน้นการสอนให้มองทุกอย่างทางโลกเป็นความจริง เพราะทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา เปลี่ยนแปลง ไม่คงทน และไม่มีตัวตนให้ติดยึด ทุกข์ สุข เป็น ของคู่กัน หมุนเวียนกันเข้ามาในชีวิต ชีวิตและความตายเชิงพุทธปรัชญาถือว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ให้เผชิญกับความตายอย่างไม่หวั่นไหวและยอมรับสภาพ คือ การเตรียมตัวตายอย่างมีสตินั่นเอง ภาวะการตายคือ การละสังขาร สิทธิที่จะ “ถูกฆ่าให้ตาย” หรือ “สิทธิที่จะฆ่าตัวตาย” (จะด้วยมีผู้อื่นช่วยเหลือหรือไม่ก็ตาม) เป็นการละเมิดวัฒนธรรมว่าด้วยชีวิตตามกฎแห่งธรรมชาติของคนไทยหรือไม่ เพราะพุทธศาสนาให้ความสำคัญการละสังขาร คือ การตายอย่างสงบ อย่างมีสติ ดังที่ ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเราฝืนความตายในวาระสุดท้ายของชีวิตก็เสมือนว่า เรายอมรับ “ตายดี – ตายเป็น” ให้เป็น “ตายลำบาก – ตายทรมาน - ตายโหง” 11 กระบวนทัศน์แนวคริสต์ ศาสนาคริสต์ เน้นแนวคิดเรื่องชีวิต 2 ระดับ คือ ระดับดิน (กายภาพ – ชีวภาพ) และระดับลมหายใจ 12 คริสตศาสนิกชน เชื่อว่าชีวิตมิได้สิ้นสภาพเพราะสภาวะธรรมชาติ (เกิด พัฒนา ชรา ป่วยไข้ และสิ้นสุด) แต่ชีวิตมีสภาวะนิรันดร์ หมายถึงเมื่อมนุษย์สิ้นสุดสภาวะทางกายที่เป็นธรรมชาติก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ “จิตวิญญาน” คือการได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า คริสตศาสนิกชนจึงฝังศพเพื่อคืนร่างสู่ดิน ในฐานะที่มาแห่งชีวิต และส่งผ่าน “จิตวิญญาน” สู่พระเจ้า ความเชื่อในจุดเปลี่ยนผ่านจากชีวิตกายสู่ชีวิตจิตวิญญาน มีพลังต่อวิธีคิดของการมองชีวิตและให้คุณค่าชีวิตต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ตามนัยแห่งคริสต์ ซึ่งถ้าเชื่อมโยงกับ การุณยฆาต ก็จะมีข้อถกเถียงว่าใครควรมีสิทธิ์จะเป็นผู้หยิบยื่นการเปลียนผ่านแห่งชีวิต กระบวนทัศน์แนวอิสลาม ความเชื่อของศาสนาอิสลามในเรื่องกำเนิดและการสิ้นสุดชีวิต กล่าวไว้ว่า ความตายตามบัญญัติศาสนาจะยังไม่เกิดขึ้นจริงจนกว่าวิญญาณจะออกจากร่างกาย และสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายหยุดทำงาน สิ่งที่แสดงว่า ชีวิตสิ้นสุดแล้วนั้นถือตามเงื่อนไขว่า ให้ใช้เครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ของความตายที่ผู้คนรู้จัก หรืออาศัยการตรวจภายนอกโดยคณะแพทย์ ในกรณีที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่จะใช้แยก คนเป็น ออกจาก คนตาย ได้ 13 แนวคิดที่พิจารณาอาการสมองตายมาเป็นหลักตามศาสนา มีข้อร่วมพิจารณา 2 ประการ คือ คณะแพทย์ลงความเห็นว่าก้านสมองตายทั้งหมด ให้ถือว่าเป็นคนตาย โดยมีข้อพิจารณาย่อยๆ อีก 5 เงื่อนไข 14 คือ - หมดความรู้สึกอย่างสมบูรณ์ โดยไม่อาจหายจากอาการหมดความรู้สึกนั้นได้อีกต่อไป - ประสบอุบัติเหตุ เลือดตกในสมอง สมองบวม - ไม่สามารถหายใจได้เอง ต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ - หมดความรู้สึกโดยไม่ได้เกิดจากสิ่งมึนเมา ยาเสพติด ดื่มยาพิษ อาการไตวาย - ไม่มีอาการตอบสนองจากก้านสมอง รวมทั้งการวัดคลื่นสมอง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคลื่นใดๆ และ ไม่มีการหมุนเวียนโลหิตในสมอง ด้วยการถ่ายภาพเอ็กซเรย์เส้นเลือดสมอง ดังนั้น ศาสนาอิสลามใช้เกณฑ์ที่ว่าผู้ป่วยที่สมองตายเป็นคนตายแล้วตามบัญญัติศาสนา ไม่ว่าจะยังหายใจได้โดยเครื่องช่วยหายใจ หรือเซลล์บางตัวในร่างกายยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข้อโต้แย้งในสังคมไทย สิทธิที่จะตาย คืออะไร การตื่นตัวเรื่องสิทธิการตายในสังคมไทยกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น หากนับจากความพยายามที่จะผลักดันพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า ปัจจุบันมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพุทธิกา ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลากกลุ่มอาชีพที่สนใจการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายในมิติ กาย-จิต-สังคมมากขึ้น และเห็นว่า การแพทย์แบบประคับประคอง (palliative care) ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเผชิญกับการเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุดเป็นสิ่งที่การแพทย์สมัยใหม่ควรศึกษาอย่างรอบคอบ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยสิทธิการตาย มาตรา 24 ระบุไว้ว่า “บุคคล มีสิทธิแสดงความจำนงเกี่ยวกับวิธีการรักษาพยาบาลหรือปฏิเสธการรักษาที่เป็นไปเพื่อการยืดชีวิตในวาระสุดท้ายในชีวิตของตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” โดยมีคำชี้แจงว่าเพื่อให้บุคคลมีสิทธิเลือกตายอย่างสงบ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในบั้นปลายของชีวิต โดยไม่ยืดชีวิต หรือถูกแทรกแซงการตายเกินความจำเป็น และเพื่อไม่ให้เป็นภาระทุกๆ ด้าน โดยให้มีสิทธิแสดงความจำนงล่วงหน้า 15 (Living will) ในร่างพ.ร.บ. นี้ ไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์มีสิทธิ์ฆ่าผู้ป่วยด้วยความสงสาร (การุณยฆาต) และไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตายด้วยการจัดหาอุปกรณ์ปลิดชีพให้ผู้ป่วย มาตรา 10 ระบุว่า ‘บุคคล มีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน’ มาตรฐานในการวินิจฉัย ภาวะสมองตายของแพทยสภา 16 มีดังนี้ 1. กระทำด้วยคณะแพทย์ ไม่น้อยกว่า 3 คน คือ แพทย์เจ้าของผู้ป่วย และแพทย์สาขาประสาทวิทยา หรือแพทย์สาขาประสาทศัลยแพทย์ (ถ้ามี) 2. ต้องไม่ประกอบด้วยแพทย์ผู้ทำการปลูกถ่ายอวัยวะรายนั้น 3. ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะต้องร่วมเป็นผู้รับรองการวินิจฉัยสมองตายเป็นผู้รับรองการตาย | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การุณยฆาต : ทางเลือกเพื่อความมั่นคงของมนุษยชาติหรือไม่ ถ้าเรามองความตายเป็นเรื่องกฎธรรมชาติ เกิดหนเดียว ตายหนเดียว ก็ดูเหมือนว่า “การุณยฆาต” เป็นเรื่องเข้าใจง่ายขึ้น แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่ายอย่างที่คิด ตราบใดที่การให้คุณค่าของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ต่างกัน ถ้าหากเราลั่นกระสุนใส่ม้าแข่งที่พลาดท่าประสบอุบัติเหตุขาหักในการแข่งขัน มนุษย์ไม่รู้สึกผิดอะไร แต่กลับคิดว่าช่วยให้ม้าแข่งตายโดยไม่เจ็บปวดทรมาน แต่สำหรับชีวิตมนุษย์ เราพอใจที่จะมองต่างมุมว่าผู้ป่วยวาระสุดท้ายอาจมีโอกาสรอดชีวิตได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อนและราคาสูง เรามักจะคิดว่าต้องช่วยคนที่เรารักให้ถึงที่สุด แม้ว่าการยืดชีวิตออกไปอีกช่วงระยะเวลาสั้นๆ ให้ความรู้สึกที่ดีและเป็นการได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้กับบุคคลที่เราไม่อยากให้จากไป ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ “การุณยฆาต” ในมิติเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น ชีวิตมนุษย์ถูกเทียบค่าเป็นตัวเงิน ถ้าเราจะต้องดูแลผู้ป่วยที่มีสภาพที่เรียกว่า “ผักถาวร” (persistent vegetative state) คือ มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการให้อาหารและน้ำผ่านเครื่องช่วย ถ้าดึงสายเครื่องช่วยออกผู้ป่วยก็จะตาย ในแง่นี้ มีความคิดเห็นแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ เมื่อผู้ป่วยหมดหนทางรักษาให้หายจะมีประโยชน์ประการใดที่รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มีต้นทุนสูง ในขณะที่ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากรอความช่วยเหลือ และมีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่า โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะเบียดแทรกเข้ามาในกระบวนการรักษาพยาบาล ถ้าด้วยเหตุผลนี้เรากำลังแลกชีวิตกับชีวิตใช่หรือไม่ หรือในอีกมุมมองหนึ่ง เรามองเห็นประโยชน์ในทางการแพทย์สมัยใหม่หรือไม่ว่า ผู้มีวิชาชีพแพทย์มีโอกาสทดลองวิธีการ เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ แต่เมื่อสุดความสามารถแล้ว ผู้มีวิชาชีพแพทย์ก็พร้อมที่จะเป็น “ยมฑูตชุดขาว” สิ่งที่ท้าทายเราอยู่คือการแยกแยะระหว่างวิทยาศาตร์และจริยศาตร์ เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่โน้มน้าวให้เราต้องการยืดชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ ด้วยวิธีการให้อาหาร ให้ลมหายใจ และรักษาระบบการหมุนเวียนของโลหิตให้ทำงาน ซึ่งผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ในสภาพที่เรียกว่า ‘จะตายก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น’ 17 มีชีวิตได้อีกหลายเดือน หรือนานนับปี โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพียงเพื่อให้ญาติผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าไม่ได้นิ่งดูดาย ปล่อยให้ผู้ป่วยตาย ในสภาพการณ์เช่นนี้ ชวนให้คิดได้ว่า การยืดชีวิตคนตายเอาไว้ด้วย “พันธนาการทางการแพทย์” เป็นการเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียเตียงคนไข้ของโรงพยาบาล 18 ที่ยังมีผู้ป่วยรายอื่นๆ มีสิทธิที่จะใช้ได้หรือไม่ ถ้ามองในแง่ของความมั่นคงแห่งมนุษยชาติ เราจะแปลเจตนาตรงนี้อย่างไร จะกล่าวได้ไหมว่า คนที่ตายแล้ว (ยังอยู่ได้เพราะมีเครื่องช่วยชีวิต) ก็ต้องเป็นคนตาย และควรหยิบยื่นโอกาสและทรัพยากรให้กับผู้ที่มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า จะถือเป็นกระบวนการความมั่นคงของมนุษยชาติได้หรือไม่ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ตรงจากการใกล้ชิดกับผู้ป่วย 2 ราย ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากและเอดส์ ในกรณีวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้ป่วยเอดส์ ภรรยาเป็นผู้ขอร้องแพทย์ให้ดึงเครื่องช่วยหายใจออก เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานอีกต่อไป หลังจากที่เวียนเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง รวมทั้งการดูแลรักษาอย่างดีที่บ้าน โดยมีถังอ๊อกซิเจนวางไว้ข้างเตียงผู้ป่วยตลอดเวลา เมื่อผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับภรรยา ได้รับคำตอบว่า ในช่วงที่ผู้ป่วยอาการไม่ทรุดหนัก ผู้ป่วยสนใจดูแลรักษาตนเองดีมาก มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ในระยะหลังที่มีอาการรู้สึกตัวบ้างเป็นบางครั้ง และต้องนอนอยู่โรงพยาบาลจนสิ้นอายุนั้น ภรรยาดูแลใกล้ชิดมาก และลังเลอยู่นานที่จะบอกแพทย์ให้หยุดการรักษาด้วยเหตุผลว่า “เขาเป็นคนรักตัวเองมาก ไม่อยากตาย ดูแลตนเองดี เลือกวิธีรักษาที่ดีที่สุด ที่แพงที่สุด เท่าที่จะได้รับคำแนะนำจากคนรู้จัก เขาคงไม่อยากตายจริงๆ” กรณีที่สอง ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมีระยะเวลารักษาตัวระยะสุดท้ายสั้นมาก ประมาณ 1 เดือน ผู้ป่วยมีสติดีมาก และกล้าเผชิญกับความตายอย่างสงบและมีสติ ในระยะก่อนสิ้นใจ ผู้ป่วยมีอาการทุรนทุรายมาก ขอผ้าชุบน้ำเช็ดตัวตลอดเวลา และบ่นว่าร้อนมาก หายใจหอบและเหนื่อย เนื่องจากมีอาการน้ำท่วมปอด ระยะสุดท้ายผู้ป่วยรู้สึกตัวบ้างในบางเวลา แต่สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตได้ชัดเจนคือ ผู้ป่วยพยายามดึงสายยางเครื่องช่วยหายใจออกอยู่ตลอดเวลา จนญาติต้องขอร้องให้พยาบาลมัดแขนมัดมือเอาไว้กับขอบเตียง เพราะคิดว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้สติ แต่ผู้เขียนกลับคิดว่า ผู้ป่วยคงอยากพ้นสภาพความทรมานจากการเจ็บปวด มากกว่าเหตุผลอื่นใด จากกรณีตัวอย่างผู้ป่วยสองรายนี้ สิ่งที่เราน่าพิจารณาก็คือ ชีวิตและความตายเป็นของใคร ใครเป็นผู้กำหนดว่าจะตายเมื่อไร อย่างไร ให้สมกับความเป็นมนุษย์ กรณีศึกษารายแรก รักชีวิตไม่อยากตาย ในขณะที่ผู้ป่วยรายที่สองพร้อมที่จะตายอย่างสงบและทรมานน้อยที่สุด | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
บทสรุป ถ้าเราจะประมวลแนวคิดหลักว่าด้วยวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตาย รวม 3 มิติ 19 คือ มิติด้านชีวการแพทย์ ซึ่งให้ความสำคัญกับกลไกการทำงานทางกายภาพเป็นหลัก แยกความตายและร่างกายออกจากกัน มิติด้านกาย-จิต-สังคม ให้ความสำคัญด้านจิตใจ ครอบครัว ให้โอกาสผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาด้วย โดยมีมาตรการทางการแพทย์ให้การช่วยเหลือ เพื่อจัดการกับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย และมิติสุดท้าย คือ มิติด้านจิตวิญญาน ให้ความสำคัญว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวรและความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เมื่อร้อยเรียงมิติการมองชีวิตและความตายดังกล่าวแล้ว สังคมไทยอาจมีแนวทางปฏิบัติเรื่องวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตายได้ตรงและสอดคล้องกับกระบวนการและหลักประกันความมั่นคงแห่งมนุษยชาติได้อย่างลงตัว ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และจริยศาสตร์เหมือนสังคมตะวันตก คนไทยจะเตรียมตัวอย่างไรที่จะมองชีวิตและการสิ้นสุดชีวิต ให้แนบเนียนกับหลักคำสอนของพุทธศาสนา ให้พิจารณาทุกอย่างเป็นอนิจจัง การเลือกที่จะตายเมื่อเผชิญกับภาวะสุดท้ายแห่งชีวิตควรถือหลักปัจจัยเหตุประการใดบ้างที่ทำให้คนที่จากไปก็สงบและมีศักดิ์ศรี ในขณะที่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้สึก “สูญเสีย” สิ่งที่เป็นที่รัก หรือ “สิ้นสุดภาระ“ ที่จะดูแล เพราะความรู้สึกทั้งสองประการนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีนัยต่อการยอมรับ “การุณยฆาต” ในสังคมไทยอย่างยิ่ง | ||||||||||||||||||||||||||||||||
|
เอกสารอ้างอิง
| ||||||||||||||||||||||||||||||||
บทความน่าสนใจมากครับ
"การุณยฆาต" สิทธิการตาย เราควรได้กำหนดวิธีตายของตนเองให้เจ็บน้อยที่สุด ทุกข์น้อยที่สุด ฟังดูเหมือนง่าย แต่ลำบากใจไม่น้อยสำหรับ วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งก็เกิดหนเดียวตายหนเดียวก็จริง แต่การที่ได้อยู่ ก็ดีกว่าตาย ดังนั้น การยื้อชีวิต จึงเป็นวิถีที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว