‘โฆสิต’ ตั้งทีมกระทุ้งเบิกจ่ายงบประมาณ

            โฆสิตตั้งทีมเร่งเบิกงบอัดฉีดเศรษฐกิจ หลังพบเงินค้างปลายท่อไม่ถึงมือผู้ประกอบการ มั่นใจช่วยฟื้นไตรมาส 3 ดันจีดีพีโตได้ 4%             นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า         ได้ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐให้เร็วขึ้น หลังจากตัวเลขงบประมาณในเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีการเบิกจ่าย 7-8 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเบิกแล้วนำไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ ยังไม่ได้ถูกนำไปกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียน โดยเฉพาะเงินที่จะไปสู่รากหญ้า ซึ่งกระทบกับการบริโภคด้วย             นายโฆสิต กล่าวว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นได้ในไตรมาส 3 จากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งโดยปกติจะมีการเบิกใช้เงิน 92% ประกอบกับสัญญาณดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อที่หมดไป จึงเชื่อว่าการบริโภคน่าจะกลับมา             นายโฆสิต กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาผู้ลงทุนรายใหญ่เกิดการชะงักงัน เพราะทุกคนรอดูนโยบายการเงิน และการจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่   นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังรอดูความชัดเจนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากโครงการเดินหน้าได้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนได้อีกมาก  อย่างไรก็ดี อุปสรรคคือความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างภาครัฐและคนในชุมชน             รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งเน้นการทำงานจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เพราะสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เชื่อว่าระหว่างนี้จะไม่เห็นการลงทุนจากต่างประเทศมากมายนัก ซึ่งต่างประเทศก็คงรอการเลือกตั้งเช่นกัน  การใช้เงินภาครัฐก็เชื่อว่าเราจะจัดให้ได้ การบริโภค คนกำลังรอดูว่าดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร การลงทุนก็เช่นกัน ส่วนการส่งออกน่าจะทำได้ตามเป้าหมาย ไม่มีการปรับเป้า ทราบว่าทุกคนใจร้อน แต่เชื่อว่าไตรมาส 3 จะเริ่มผ่อนคลาย เป็นสิ่งที่ทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันนายโฆสิต กล่าว             นายโฆสิต กล่าวว่า ช่วงที่เหลือ 6-7 เดือน จะสะสางเรื่องเก่า ๆ ที่เป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งการสะสางยากกว่าการทำสิ่งใหม่ ๆ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าสิ่งที่ต้องขับเคลื่อน และเมื่อเกิดปัญหาใดขึ้นมา ต้องพยายามประคับประคอง แต่รัฐบาลชุดนี้คงไม่มีทางที่จะสร้างเสาหลัก หรือสร้างอนุสรณ์ใดเอาไว้ เพราะจะต้องมีรัฐบาลที่มีความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำงานต่อไป ซึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้ทุกอย่าง  แม้กระทั่งการแก้ไขกฎหมาย             นายโฆสิต กล่าวว่า กรณีค่าเงินบาทแข็งเป็นเรื่องยากที่จะต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ เพราะปัจจุบัน      การแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นเรื่องเสรีมากขึ้น สิ่งจำเป็นคือทุกคนต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่ง ผู้ประกอบการในประเทศไทยหลายรายทำสำเร็จ ลดต้นทุนลงได้ 5%  เนื่องจากการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงาน การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ สาเหตุจากค่าเงินบาทแข็งทำให้รายได้ลด<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">โพสต์ทูเดย์  27  มีนาคม  2550</p>