ปัญหาคณะสงฆ์

ตามความเข้าใจของผู้เขียน วัฒนธรรมองค์กร ก็คือสิ่งที่ดำเนินการกันมาเนิ่นนานและถักทอมาเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติ ค่านิยม การยึดถือ และความเชื่อต่างๆ... ซึ่งผู้ที่เข้ามาสู่วัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ ก็จะถูกหลอมละลายค่านิยมเดิมและค่านิยมใหม่ๆก็จะถูกบ่มเพาะโดยองค์กรนั้นๆ...

ปัญหาคณะสงฆ์ปัจจุบันมีมิติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การศึกษา หรือกิจการด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ซึ่งเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ปล่อยให้ค้างคาไว้อย่างนั้น โดยอ้างว่าเป็นปัญหาวัฒนธรรมองค์กร...

ผู้เขียนจะยกตัวอย่างบางประเด็นเพื่อขอความเห็นว่าเป็นปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์หรือไม่ ?

การยึดถือผู้อาวุโส บางวัดท่านเจ้าอาวาสมีอายุเกือบร้อยปี แต่ก็ยังแข็งแรง ยังมีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องตามธรรมดาทั่วไป ขณะที่ท่านผู้น้อยภายในวัด ซึ่งต้องการจะแก้ปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้... แต่ท่านเจ้าอาวาสไม่เห็นด้วย ก็ไม่สามารถจะกระทำได้ จึงต้องปล่อยค้างคาไว้อย่างนั้น...

กรณีนี้ คิดดูง่ายๆ ท่านผู้น้อยเป็นรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสอายุท่านก็เจ็ดสิบกว่าแล้ว ยังไม่สามารถใช้ความคิดความเห็นภายในวัดได้เต็มที่ เพราะท่านเจ้าอาวาสไม่เห็นด้วย... จะแข็งข้อก็ยากเพราะท่านเจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ (หลายๆ อย่างท่านก็สละให้ เพียงแต่บางอย่างท่านก็ไม่ยอม)...ประมาณนี้

กรณีทำนองนี้ ที่กล่าวขานกันที่สุดก็คือสำนวนว่า ให้ผมตายเสียก่อน... และรู้สึกว่าสำนวนนี้ยังไม่เคยล้าสมัยเลย

การรวมศูนย์อำนาจ กิจการคณะสงฆ์มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจไว้ยังส่วนกลาง (จะว่าได้เบ็ดเสร็จก็ได้) เช่น การออกข้อสอบนักธรรมตรี ก็ต้องออกมาจากกรุงเทพฯ การขออนุญาตไปเพื่อทำพาสปอร์ตก็ต้องขอไปตามลำดับชั้นและต้องผ่าน ศตภ. (คณะอนุกรรมการศูนย์ควบคุมไปต่างประเทศของพระภิกษุสามเณร) ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนกลาง เป็นต้น

ถือย่าม ตามก้น นิมนต์บ่อย คอยรับใช้ ถวายชาดี บุหรี่ฉุน เจ้าคุณฯ ชอบ .... นี้คือเรื่องที่พูดกันเล่นๆ ว่า ผู้หวังความเจริญก้าวหน้าในทางคณะสงฆ์ต้องเป็นไปอย่างนี้ ซึ่งอาจสะท้อนข้อเท็จจริงบางอย่างได้...

อนึ่ง ผู้มีความเห็นแย้ง และต้องการแก้ไข หลายๆ ท่านก็ร้อนวิชาต้องลาสิกขาออกไปใช้วิชาในเพศคฤหัสถ์ ซึ่งกรณีนี้ก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไป

ถ้าเรื่องที่เล่ามาโดยย่อนี้ เป็น ปัญหาวัฒนธรรมองค์กร ผู้เขียนยังมองไม่เห็นทางว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ?

ดังนั้น จึงใครฟังความเห็นสำหรับผู้ที่สนใจกรณีที่เล่ามา....

เจริญพร