การศึกษาในประเทศฝรั่งเศสเปิดกว้างที่อาจารย์จะสนใจเรื่องที่แปลกหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง และคนฝรั่งเศสมีแนวโน้มเป็นนักคิด ชอบการพูดคุยอภิปรายความคิดอย่างจริงจัง
การเปรียบเทียบในครั้งนี้เป็นการมองจากมุมแห่งโอกาส จากจุดเริ่มต้น ที่แตกต่างกัน และบรรยากาศ ที่หล่อหลอมการเรียนรู้

ประการที่1.

ตนเอง: การเริ่มต้นจากฐานวิชาการของตนเอง มีโจทย์ ปัญหาการวิจัยชัดเจน KM เข้ามาภายหลัง

ภูมิหลังการศึกษาด้านการสื่อสารมวลชนบวกกับการทำงานในหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์เกือบยี่สิบปี ทำให้สนใจศาสตร์ด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communication) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยยังไม่มีการเรียนการสอนโดยตรงในระดับปริญญาโท-เอก เมื่อพบปํญหาของตนเองที่ต้องการหาคำตอบและทำความเข้าใจ  KM/Knowledge Creation จึงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจในกระบวนการบูรณาการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่

    นักศึกษาไทย(ที่พบ):มักเริ่มด้วยความตั้งใจจะทำวิทยานิพนธ์ด้าน KM
                            จึงมักทำให้พบปัญหาอย่างที่ดร.แสวงเขียนไว้ใน blog นักศึกษาบางคนยังไม่เข้าใจศาสตร์ในสายวิชาการของตนดีพอ มองไม่ออกว่าอะไรคือปัญหาที่  ศาสตร์ของตนจะเข้าไปมีส่วนในการแก้หรือสร้างเสริมประสิทธิภาพ จึงยิ่งทำให้งงเมื่อจะนำKMไปใช้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน KM ถูกมองแบบแยกออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถบูรณาการศาสตร์ของตนกับ KM ได้

ประการที่ 2. 

ตนเอง: ได้ อยู่ในบรรยากาศที่เปิดกว้างทางวิชาการ การยอมรับแนวคิดใหม่ และจังหวะดี(ในเรื่องที่ทำ)
การศึกษาในประเทศฝรั่งเศสเปิดกว้างที่อาจารย์จะสนใจเรื่องที่แปลกหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง และคนฝรั่งเศสมีแนวโน้มเป็นนักคิด ชอบการพูดคุยอภิปรายความคิดอย่างจริงจัง ประกอบกับ อาจารย์หลักทีดูแลวิทยานิพนธ์ มีความสนใจวัฒนธรรมทางเอเชียเป็นทุนอยู่แล้วทั้งจีนและญี่ปุ่น (ดูจากหนังสือที่เขียนสองเล่มนี้ได้ Le réveil du samouraï. Culture et stratégie japonaises dans la soiciété de la connaissance. Ed. Dunod, Paris, oct. 2006., Comprendre et appliquer Sun Tzu. La pensée stratégique chinoise : une sagesse en action. Paris: Dunod, 2004)ละเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ฝรั่งใช้คำว่า Indigenous Knowledge (IK) กำลังอยู่ในความสนใจของนานาชาติพอดีเช่นกันจวบจนทุกวันนี้
นักศึกษาไทยที่พบ: ติดอยู่กับบรรยากาศ กรอบระบบการศึกษาแบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการขยายโลกทัศน์และแนวคิด
บรรยากาศระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นมีระดับชั้นมาก ลูกศิษย์มักไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็น ยิ่งหากเคยเสนออะไรไปในครั้งแรกแล้วถูกกำหราบทางความคิดก็จะทำให้ไม่กล้าไปเลยในครั้งต่อๆไป ยิ่งหากเป็นวิชาการแนวใหม่ เช่น KM ซึ่งมักไม่ค่อยมีหนังสือ ตำราภาษาไทยให้ค้นคว้ามากนัก นักศึกษาที่ส่วนใหญ่อ่อนภาษาอังกฤษก็จะไม่ขวนขวายค้นคว้า จึงไม่แตกฉานเวลาพบอาจารย์ก็ไม่มีอะไรจะซักถามพูดคุยกันได้ ที่จริงอาจารย์กับศิษย์ควรได้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน(Mutual Learning) ไม่ใช่ศิษย์รอรับฝ่ายเดียว หรืออาจารย์ชี้บอก กำกับให้ทำตามเท่านั้น

โปรดติดตามตอนหน้าเป็นเรื่องของการร่วมCoPs ในระดับต่างๆ