เท่าที่ทราบตอนนี้มีหลายหน่วยงานของไทยเรา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานราชการ ที่เริ่มมีแนวคิดและเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ในองค์การ โดยเฉพาะความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าองค์การจะเดินหน้า ถอยหลัง หรือหยุดนิ่ง เพราะความรู้ที่ติดอยู่กับตัวคนเป็นความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติและแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานนั้น มีความสำคัญอย่างมาก มิอาจที่ใครจะเข้ามาสวมแทนงานในตำแหน่งต่างๆได้ในทันที และกิจกรรมหนึ่งที่หลายองค์การอยากทำให้เกิดขึ้นให้ได้คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (knowledge sharing) แต่ทั้งนี้การจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องตอบคำถาม ความคิด รวมไปถึงทัศนคติที่เสมือนหนึ่งเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้ได้ก่อน ซึ่งถ้าข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้แล้วทุกคนก็จะเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิ่งเหล่านี้
-
ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม มันมีประโยชน์อะไรนักหนา
-
ก็ฟังดูน่าสนใจดีนะ แต่จะเริ่มต้นทำอย่างไรดีล่ะ
-
คาดหวังจะให้เกิดอะไรขึ้น จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเราหรือ
-
ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เสนอกันมาคงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก
-
สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ของพวกเราก็ดีอยู่แล้ว น่าจะดีกว่ามานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้
-
มีสิ่งที่สำคัญกว่าอีกมากมายหลายเรื่องที่จะต้องทำ
-
ไม่เห็นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยจากการทำสิ่งนี้
-
พวกเราว่าเราก็กำลังทำมันอยู่แล้วนะ
-
เราก็ได้รับรางวัลและคำยกย่องอยู่แล้วถึงแม้ไม่ได้ทำมัน
-
เราคงสูญเสียอำนาจ และบทบาทเราคงลดน้อยลง ถ้านำสิ่งที่ตนเองรู้ไปบอกคนอื่น
ส่วนจะตอบคำถามดังกล่าวออกมาในลักษณะใด คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละองค์การแล้ว เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จก็คือ วัฒนธรรม (Culture) และพฤติกรรมของคน (Behavior) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง จะทำอย่างไรที่จะรณรงค์ส่งเสริม สร้างจิตสำนึก และปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ได้ ใครมีตัวอย่างดีๆก็นำมาแลกเปลี่ยนกันบ้างก็ได้ครับ
อ้างอิงKM Review, May/June 2006, 10 Reasons why people don’t share their knowledge By Stan Garfield, HP
เห็นด้วยค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นตนต้องทำงานเพิ่ม
ข้อที่ ๙ อ่านแล้ว "คันๆ"ครับ"
(เราก็ได้รับรางวัลและคำยกย่องอยู่แล้วถึงแม้ไม่ได้ทำมัน)
ขอบคุณอาจารย์ JJ ด้วยครับ
ว่าแต่บันทึกผมเป็นหมามุ่ยตั้งแต่เมื่อไร ถึงทำให้อาจารย์คันได้ 555
คุณ Ranee ครับ เขาบอกว่าไม่มีใครต้านทานการเปลี่ยนแปลงได้ครับ แม้แต่ร่างกายเราก็เหี่ยวย่น หย่อนยานทุกวัน แต่ถ้าหันมารับมือกับการเปลี่ยนแปลงก็อาจทำให้อะไรๆดีขึ้นได้(แบบสัมพัทธ์) คือเปรียบเทียบกับคนอื่น
เค้าบอกว่าการเปลี่ยนแปลง หรือ Change เกิดได้จาก 2 สาเหตุคือ เปลี่ยนโดยวิกฤต (Crisis) และเปลี่ยนโดยวิสัยทัศน์ (Vision) แบบแรกเรียกว่าไฟลนก้น หรือถูกบีบบังคับโดยสภาพแวดล้อม แบบหลังเปลี่ยนโดยสมัครใจ มีเวลาเตรียมการ
ดังนั้นมาเปลี่ยนแปลงกันตั้งแต่ยังมีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสมองดีกว่าครับ