สิ่งที่ได้เรียนรู้ ภาวะผู้นำ กับการเปลี่ยนแปลง นำมาร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ร่วมกับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศิษย์


สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นักศึกษา MBA ม.นานาชาติ สแตมฟอร์ด และท่านผู้สนใจทุกท่าน
ผมเปิด Blog เกี่ยวกับ ภาวะผู้นำ-การเปลี่ยนแปลง เป็น Blog ที่ 2 เปิดขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกนักศึกษากรณี Blog แรก และ Blog ในเว็ปของ ChiraAcademy ติดขัด มีปัญหา นักศึกษาสามารถใช้ Blog นี้ สื่อสารแชร์ความรู้และประสบการณ์ได้
เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์การร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ ที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับ น.ศ. MBA ม.นานาชาติ สแตมฟอร์ด Blog นี้ เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมไทยของพวกเราเชิญท่านผู้สนใจติดตามสาระ ที่นักศึกษา และผมร่วมเขียนมาใน Blog นี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ นักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอกราบขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ ที่เปิดโอกาสให้ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ร่วมกับ นักศึกษา และให้เกียรติ พาไปร่วมรับประทานอาหารที่ร้านกรรณนิกา ที่หัวหิน เป็นร้านที่บรรยากาศเรียบง่ายแบบไทย อาหารไทยอร่อย เจ้าของร้านเป็นกันเอง และที่สำคัญคือ โอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น ศ.ดร.จีระ หาไม่ได้ง่ายนัก
สำหรับ ศิษย์ MBA เราจะพบกันศุกร์ที่ 23 นี้ ผมจะแนะแนวการเขียนข้อสอบให้ ศิษย์ที่ได้เห็นข้อความนี้แล้ว ขอให้แจ้งเพื่อน ๆ บอกต่อกันไป เดิมที ผมจะแนะแนวทาง blog นี้ แต่เกรงว่าจะเป็นสาธารณะเกินไป เพราะข้อสอบบางข้อ อาจจะต้องใช้สอบกับนักศึกษา มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย จึงไม่ได้เขียนแนวลงมาในนี้
พรุ่งนี้ตามเวลา บอกต่อ ๆ กันด้วย ตรงเวลา วันสุดท้าย ปิดวิชาแล้ว มีเวลาคุยกันแค่ 3 ชั่วโมง จะได้พูดคุยกันในเรื่องสำคัญเหล่านี้ และตอบข้อซักถามอื่น ๆ เกี่ยวกับสังคมการเรียนรู้ของเรา ชาว MBA
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอให้ทุกท่านโชคดี </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สวัสดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
เรียน ท่านศ.ดร.จีระ ,ท่าน อ. ยม นักศึกษา MBA 6, 7 และผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน
ดิฉันขอส่งงานในหัวข้อเรื่องได้อะไรจากการเรียนภาวะผู้นำในวันที่ 18 มีนาคม 2550 กับ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมย์ และ อ. ยม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ค่ะ
ในช่วงต้นชั่งโมง ท่านได้เอ่ยถึงอีก 1 ทฤษฎี ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภาวะผู้นำ คือ " Fact & Felling" เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ผู้นำทุกคนควรมี
อาจารย์ใหญ่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการวิเคราะห์ผู้นำในอดีต และนักกีฬาระดับตัวแทนของประเทศไทยว่ามี และขาด Capital ด้านใดบ้าง เช่น :
พลโททักษิณ อดีตผู้นำประเทศ ท่านมีทุนมากทางด้าน Creativity Capital , Innovation Capital , Knowledge Capital ท่านมีความโดดเด่นมากใน 3 เรื่องนี้ เพราะท่านเป็นตำรวจที่ได้อ่าน ศึกษาเรื่องดาวเทียม และได้ดำเนินธุรกิจเรื่องนี้ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ
ในทางกลับกันท่านก็ขาดทุนในด้านของ Sustainability Capital คือ ทุนแห่งความยั่งยืน เพราะไม่สามารถรักษาความคิดสร้างสรรค และInnovation นั้นไว้ได้ และอีกตัว คือ Emotional Capital คือ ทุนทางอารมณ์ จะสังเกตุเห็นได้บนจอทีวีเมื่อท่านถูกสัมภาษณ์ หรือ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่เคยได้อ่านกัน
ส่วนความแตกต่างระหว่าง พาราดร กับ ดนัย นักเทนนิสของไทย คือ พาราดรขาดทุนความยั่งยืนจึงไม่สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้
ในชั่วโมงอาจารย์ใหญ่ปรารภว่าอยากให้พวกเราขึ้น Blog ว่า 10 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร
อาจารย์ใหญ่ได้ทบทวนทฤษฎี 3 วงกลม เพราะมีความจำเป็นในการใช้กับภาวะผู้นำ และยังให้พวกเราแชร์ Idea ว่าทำไมองค์กรจึงล้มเหลวทั้ง ๆ ที่มี 3
สรุป: เป้าหมายทรัพยากรมนุษย์ กำหนดทิศทางให้ชัดเจน และไม่ควรออกนอกประเด็นใดไปเลย การพัฒนาต้องอยู่ภายใต้กรอบทฤษฎี 3 วงกลมซึ่งประกอบด้วย
1. Context ระบบการบริหารองค์กรที่ดี ต้องจัดบ้านให้น่าอยู่ ไม่ปล่อยให้รกรุงรัง
2. Competencies สมรรถนะขององค์กร คนในองค์กรต้องมีทักษะ วิธีการทำน และทัศนคติ ที่เหมาะสม ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ คือ
- รู้เฉพาะทาง
- รู้บริหาร
- รู้ภาวะผู้นำ
- รู้เชิงประกอบการ
- รู้วิเคราะห์ทาง ต้องมีภาพกว้าง
3. Motivation แรงจูงใจ
อาจารย์ใหญ่ให้อ่านบทความหนึ่งของอาจารย์และให้พวกเราหัดจับประเด็น ทำการวิเคราะห์ซึ่งได้พบทฤษฎีโป๊ะเช๊ะจากเพื่อน ๆ ดังนี้
จารุวรรณ สรุปบทความของอาจารย์ว่า ได้ใช้ทฤษฎีของอาจารย์ยม คือ
อาจารย์ปิดท้ายด้วย " ผู้นำที่ดีต้องทิ้งมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังเจริญรอยตามได้"
พนาวัลย์ คุ้มสุด ID 106142010
เรียน อาจารย์ใหญ่ และ อาจารย์น้อย เพื่อนนักศึกษา และท่านผู้อ่านที่เคารพ
ต่อจาก Blog ที่แล้ว เนื่องจากการทำงานบน Blog พิมพ์สั่งงานไม่ต่อเนื่องดิฉันจึงส่งงานบางส่วนเข้ามาก่อนเพราะกลัว Network มีปัญหาและข้อมูลที่พิมพ์เข้ามาหลุดไป จึงทำให้ต้องส่งงาน 2 ครั้ง
ช่วงบ่ายได้ดูเทปสัมภาษณ์เรื่องผู้นำผู้หญิง และผู้นำผู้ชายต่างกันอย่างไร
ดิฉันสรุปประเด็นได้ว่า ผู้นำหญิงมีความแตกต่างทางด้านทุนจริยธรรม Moral Capital ส่วนผู้นำชายจะได้เปรียบทางด้าน Social Capital แต่อย่างไรก็ดีโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ผู้หญิงก็ต้องหันกลับมาพัฒนาตนในด้านการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ในความคิดเห็นของคุณหญิงกัลยา ท่านว่าถ้ามีผู้นำหญิงในองค์กรมากขึ้นก็จะทำให้คอร์รับชั่นน้อยลง
ผู้นำหญิงในอดีต ย่าโม ได้สร้างวีรกรรมที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ จนฝ่าฝันอุปสรรคนำพาบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตมาได้ เป็นตัวอย่างของการแสดงการมีภาวะผู้นำในตัวผู้หญิงมาแล้ว
เพื่อนที่สรุปประเด็นโป๊ะเช๊ะ คือ ณัฐพงศ์ โดยแชร์ความคิดว่าไม่น่าจะแยกความเป็นผู้นำหญิงหรือชาย น่าจะช่วยกันคิด ช่วยกันทำโดยใช้จุดเด่นของแต่ละคนมาช่วยกันผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจารย์ใหญ่ให้การสนับสนุน
อาจารย์ยมได้แนะนำ ว่าดูแล้วให้จับประเด็นให้ได้ อย่างน้อยซัก 3 ประเด็น และพูดให้ตรงประเด็น และยังเขียนกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ ให้พวกเราอีก 2 กรอบด้วยเพื่อใช้เป็นแนวในการตอบข้อสอบถ้าเจอโจทย์เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้นำหญิง และผู้นำชาย
หลังจากนั้น อาจารย์ใหญ่ได้ให้พวกเราสรุปบทความภาษาอังกฤษที่แต่ละกลุ่มแปร และสรุปมาโดยใช้ทฤษฎีที่ได้เรียนมาเป็นองค์ประกอบโดยให้ดูที่ A Model of Effective Leadership หน้า 27 หัวข้อ Leadership that shapes the future
หัวข้อที่กลุ่มของดิฉันได้รับคือข้อความใน Capter 5 : ซึ่งพวกเราแปลได้ดังนี้
"การสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นในองค์กร"
ซึ่งในบทความพวกเขาได้ใช้ทฤษฎี 4C's เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และในกลุ่มของเราสรุปประเด็นว่าตรงกับทฤษฎีที่เป็น Mode ของอาจารย์ ใน Box ที่ 4 คือ การสร้างคุณค่า Leadership Value
เทปสุดท้ายที่ได้ดูคือ การสัมภาษณ์ ดร. ปุระชัย โดยอาจารย์ศ.ดร. จีระ ดิฉันสรุปประเด็นได้ดังนี้
ท่านปุระชัย เป็นนักอ่านตัวยง เริ่มเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กโดยได้รับการอบรมจากคุณแม่ มีคุณแม่เป็นตัวอย่าง จากหนังสือหลายเล่มที่ท่านได้อ่านและแชร์ความรู้เป็นบทความในหนังสือหลาย เรื่อง และจากการให้สัมภาษณ์ ดิฉันได้พบ 5K's และ 8K's ในข้อความของท่านดังนี้ ตัวอย่างเช่น
สรุปประเด็นสุดท้ายของอาจารย์ใหญ่ ที่ให้เราวิเคราะห์ความต่างระหว่างท่าน กับท่านปุระชัยคือ ถ้ามองด้านกว้างก็คืออาจารย์จีระ ถ้ามองด้านลึกก็คือท่านปุระชัย เพราะท่านลึกมากในข้อมูล ในทฤษฎีต่าง ๆ
บทสรุป: จากการที่ดิฉันได้ศึกษาวิชาภาวะผู้นำทำให้ดิฉันมีพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน เช่น การอ่าน ฟัง ดู สามารถจับประเด็นได้ดีขึ้น สามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ ทฤษฎีที่ได้มาวิเคราะห์ได้ตรงประเด็นขึ้น ทำให้เป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น และทำให้อยากที่จะค้นคว้า ใฝ่หาความรู้จากการอ่าน การฟัง การดู การหาข้อมูลทาง IT มาประกอบการตัดสินใจมากขึ้น โดยองค์รวมแล้วมั่นใจว่าค้นพบหนทางที่สามารถจะพัฒนาตนไปสู่ความพร้อมในการที่จะมีสภาวะการเป็นผู้นำมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน เพื่อเป็นการสร้าง Value ในตนเองได้ต่อไปในอนาคต
ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสอง และคุณนะ ที่ได้ให้โอกาสดี ให้มอบวิชาความรู้กับพวกเราอย่างทุมเท และด้วยหัวใจของการเป็นผู้นำของท่าน ที่ได้ปลูกฝังให้พวกเรา ซึ่งดิฉันถือว่าท่านได้มอบมรดกให้พวกเราเจริญรอยตาม และสืบทอดเจตนารมย์ของท่านต่อไปในอนาคต
ด้วยความเคารพอย่างสูง
พนาวัลย์ คุ้มสุด ID : 106142010
สวัสดีครับ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยม และเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2550 เรียนแล้วได้อะไร ?
การที่จะเป็นผู้นำที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจและปฎิบัติได้ตามเป้าหมายดูสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กรแล้วนำมาเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์กร วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนทฤษฏี 3 วงกลม
จากบทความของศ.ดร. จีระ หงลดารมภ์จะเห็นได้ว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องยั่งยืนเติบโตไปพร้อมกับความสมดุลของธรรมชาติ ผู้นำต้องทั้งเก่งและดี มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความรู้ความสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ มองไปถึงผู้นำที่หัวหินต้องมีวิสัยทัศน์รอบรู้ ใฝ่รู้ตลอดเวลา มีคุณธรรมจริยธรรม รู้จักวางแผนงาน ผังเมือง รองรับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับปัญหาทางภาคใต้วิธีแก้ไข รัฐต้องสร้างความเชื่อถือ ศรัทธาแก่ประชาชนชาวใต้แต่ถ้าเริ่มตอนนี้อาจจะสายเกินไป เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤติ ง่ายต่อการปลุกระดมของผู้ไม่หวังดี ส่งคนเก่งคนดีไปก็ตายหมด ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องส่งคนเก่งคนดีลงไปแก้ไข แต่ต้องส่งคนที่มีความรู้ความสามารถตอบโจทย์ทางใต้ได้ มีความเด็ดขาด ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกเลิกสงสารคนทำผิด กลุ่มโจรฆ่าคนไม่ผิด แต่ตำรวจจับโจรใต้ถูกกดดันสารพัดให้ปล่อยตัว ทหารถูกยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง แต่ทำอะไรไม่ได้หน่วยงานราชการทางภาคใต้ไม่มีความร่วมมืออย่างจริงใจในการทำงานแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง แล้วเมื่อไรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ใช้ลมปากในการแก้ไขปัญหาจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีการลงมือปฏิบัติให้ชัดเจนเห็นเป็นรูปธรรม
ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาให้ถูกจุดตรงประเด็นจึงจะสำเร็จผู้นำชายกับหญิงต่างกันอย่างไรชาย ได้รับการยอมรับจากสังคม มีความเด็ดขาด การตัดสินใจดีกว่า มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีทุนความสุข ทุนสังคม ทุนปัญญา และทุนความรู้ดีกว่าผู้หญิงหญิงมีทุนจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุน IT ดีกว่าชาย มีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล ผู้หญิงมักจะขาดทุนทางสังคม และเครือข่ายบทบาทของผู้หญิงมักจะถูกกำหนดให้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้นำที่ยิ่งใหญ่เสมอ เช่น คุณฮิลลารี คลินตัน
หลังจาดูเทปดร.ปุระชัย ปะทะ ศ.ดร. จีระ จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่านมีทุนมนุษย์ที่ดีมากจากผู้ให้กำเนิด รักการอ่าน ใฝ่รู้ ชอบถ่ายทอดให้ความรู้ให้ผู้อื่น แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ
สรุปจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่านกว่าจะประสบความสำเร็จต้องมีองค์ประกอบ ทุนมนุษย์ ทุนปัญญา ทุนจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทางIT และทุนความรู้ จึงจะเป็นผู้นำที่ดีได้และจากการแปล Chapter3 ทำให้ทราบถึงลักษณะเฉพาะตัวของผู้นำ และChapter 4 กระบวนการภาวะผู้นำ เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและพัฒนาเป้าหมาย
สวัสดีครับ/ค่ะ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยมและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากที่กลุ่ม 3 ได้รับมอบหมาย จาก ศ.ดร.จีระ ให้แปลหนังสือ Reinventing Leadership Chapter3 เรื่อง The Personal Side of Leadership สมาชิกกลุ่ม 3 มีดังนี้ </p> <ol>
</ol> สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้ แง่มุมด้าน “ คน ”ของความเป็นผู้นำ ผู้นำจะสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่สามารถทำให้มุมมองนั้นเป็นความจริงได้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้รับความสนใจว่าเป็นคนที่นำความฝันไปปฏิบัติได้ เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ คุณต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตน เข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง การเป็นผู้นำนั้นต้องแสดงออกอย่างดีที่สุดเพื่อผู้อื่นจะได้ทำตาม ผู้นำต้องรู้จักตนเองและปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองเสมอ ในการจะเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำควรจะปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น ในบทนี้จะได้เรียนรู้ว่าการค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กร การชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก และยังจะได้ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเองทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรจะได้รับรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน (Reflective backtalk) ในทุกๆ โอกาส <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การที่ผู้นำได้มีการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี นอกจากการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มมูลค่าขีดความสามารถในการผลิตให้กับบริษัท นำไปสู่การพัฒนาขององค์กรด้วย </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความหมายแง่มุมด้านคนของความเป็นผู้นำคืออะไร? </p> เราต้องสร้างกลไกเหนี่ยวรั้งเทียมขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเห็นของเราถูกโจมตี โดยทั่วไปเราต่างก็รีบปกป้องทันที แต่ผู้นำที่ดีจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกนั้น(ที่จะปกป้องทันที) เราคิดว่าความแตกต่างระหว่างการเคารพนับถือในตัวเองกับความมีอัตตา ก็คือ ความสามารถในการโต้แย้งโดยได้ไตร่ตรองแล้ว การเป็นผู้นำต้องมีทัศนคติเชิงบวก(Positive self-regard)เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ <ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในการศึกษาวิจัยครั้งแรกเมื่อหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีผู้นำเพียง 2 คนจาก 90 คน ที่อยู่ในตำแหน่ง CEO ได้นานในองค์กรของเขา ซึ่ง 2 คนนี้ พวกเขาเข้าใจผิดว่าความสามารถของพวกเขาไม่เหมาะสมกับความต้ององค์กรแล้ว แต่โดนบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเพราะคณะกรรมการอื่นๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการเลือกผู้นำคนใหม่คือ ความสามารถ (รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร) และรู้ว่าตนเองจะต้องหมดหน้าที่ลงเมื่อใด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หากเลือกผู้นำผิด ความผิดพลาดก็จะถูกฝังและอยู่ในองค์กรตลอดไป และพวกคณะกรรมการที่คัดเลือกผู้นำใหม่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อีกด้วย </p> ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อผู้นำคือ คู่สมรสที่ดีซึ่งจะสามารถให้การช่วยเหลือเกื้อกูลหรือเป็นกระจกสะท้อนตัวผู้นำออกมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้คนรอบข้างในองค์กรหรือนอกองค์กร ก็มีส่วนสำคัญในการสะท้อนและสามารถบอกความจริงในสิ่งต่างๆ ในตัวผู้นำได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สาเหตุที่ทำให้ CEO รักษาชีวิตสมรสที่ยาวนานคือประสิทธิภาพของคู่สมรส ผู้นำหลายคนไม่สามารถจะก้าวเป็น CEO ได้หากขาดภรรยาหรือสามีให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจและช่วยในการจัดการและสนับสนุนอย่างดีในทุกเรื่อง ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเสียงสะท้อนกลับมา </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากคู่สมรส ผู้นำต้องการ เสียงสะท้อน จากคนในองค์กรและนอกองค์กรอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำที่จะต้องสร้างสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิด เสียงสะท้อน โดยการสัมภาษณ์เพราะผู้นำสามารถจะเจอคนที่มีจุดแข็งในตนเอง ซึ่งคนพวกนี้จะเป็นแหล่งเสียงสะท้อนของผู้นำ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รวมถึงคนที่มักจะมีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่นในกลุ่ม เพราะความคิดของคนกลุ่มนี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรเพื่อไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียว </p> นอกจากนี้ผู้นำควรให้ความสำคัญกับ การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ (devil’s advocate) ซึ่งจะสามารถช่วยให้มีคนคอยตักเตือนเราและมองเห็นการทำงานของเราและการที่มีคนพูดสะท้อนในสิ่งที่คุณทำนั้นในชีวิตควรมีมากกว่า 1 คนหรือไม่ก็อย่างน้อย 1 คนก็ยังดี วิธีสะท้อนเพื่อให้กำลังใจนั้นคือ ระบบผลตอบแทนสินน้ำใจเหมือนการให้โบนัส , เสียงสะท้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ในการช่วยส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดี มีบทเรียนแห่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ที่มาจากผู้นำหลายท่าน 4 ประการ • ตัวเองเป็นครูที่ดีที่สุด • มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น • เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความต้องการเพื่อเสริมสร้างโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเสมอ • ความเข้าใจอย่างแท้จริง มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาและสามารถสะท้อนให้เห็นตัวเอง มีคำกล่าวที่ว่า “การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน มาจากคำถามที่ตรงประเด็นในเวลาที่เหมาะสม” การเดินทางสู่การค้นพบทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังต้องการให้ผู้อื่นให้คำแนะนำและการพูดโต้ตอบกลับกับบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านั้น ผลที่ได้รับทำให้เห็นภาพสะท้อนตัวเรา คนจำนวนมากต้องผิดหวังกับชีวิตการแต่งงานและการหย่าร้าง ปัญหาของแต่ละคนที่เกิดขึ้น ควรต้องผลักดันให้คนรู้จักการเริ่มต้นใหม่ บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกที่ให้เขาย้อนมองดูชีวิต ประสบการณ์ที่ล้มเหลว สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือคำอธิบายใดๆ การศึกษาผู้ชาย ผู้หญิงและพยายามทำความเข้าใจ คนที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ไม่สามารถก้าวเพื่ออนาคตข้างหน้าได้ คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ด้วยตัวเอง และพวกเขาจะต้องเข้าใจในจุดที่สำคัญ และค้นพบสิ่งเหล่านั้นได้จากการเรียนรู้ และควรพยายามจะลองทำในสิ่งอื่นๆอีกที่ไม่คิดว่าจะทำได้ จะทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำที่ดีได้ โดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน ถ้าเปรียบเทียบอาหาร Fast food เหมือนกับการสร้างการเป็นผู้นำเอาคนใส่ในไมโครเวฟแล้วกดออกมาเป็นผู้นำ McDonald ในเรื่องจริงมันไม่สามารถเป็นไปได้เลย ผู้นำที่ดีจริงๆ ต้องเกิดการพัฒนาขึ้นจากตัวเอง ไม่ได้มาจากวางแผนที่จะเรียนหนักแต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากตนเองต่างหาก ยังมีอีกความหมายหนึ่งของคำว่า bricoleurs นักประดิษฐ์คิดค้น หรือช่างซ่อม คือผู้ที่สามารถรวมสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าหากันและแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม bricoleurs ก็รับสมัครผู้นำที่ดีด้วยเช่นกัน สามารถอธิบายได้ดีถึงภาวการณ์เป็นผู้นำที่เก่งได้จากองค์กรที่กำลังจะหมดหวังหลายๆแห่ง ผู้บริหารจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่สุดจากความสามารถของพวกเขาเลยทีเดียว Dialogue Starters <ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สรุป…แง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ คุณสมบัติของการเป็นผู้นำนั้นถ้ามีกรณีถกเถียงหรือโต้แย้งใดๆก็ตาม เราควรจะหยุด คิด นิ่ง หรือระงับอารมณ์ อารมณ์ต่างๆซึ่งซ่อนอยู่ภายใน </p> เพราะว่าโดยสัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อโกรธหรือไม่พอใจในเรื่องใดๆก็จะโต้เถียงหรือระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที การเป็นผู้นำที่ดีนั้นควรระมัดระวังเรื่องการปะทะกันด้านของอารมณ์ ไม่ควรหุนหันพลันแล่นหรือวู่วามในการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาภายใต้แรงกดดันของทุกฝ่าย ควรที่จะเก็บอารมณ์ให้นิ่งแล้วถอยออกมาสักก้าวหนึ่ง เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ ของปัญหานั้นได้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ในทันที โดยการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ระเบิดปัญหาหรือความขัดแย้งออกมามากๆเราจะได้มองเห็นตัวตนของเขาได้อย่างลึกซึ้ง (รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ) ในที่สุดเราก็จะสามารถ มองเห็นผลลัพท์ของความแตกต่างระหว่างการป็นคนที่มีมุมมองโลกในแง่บวก คิดในด้านดี กับการที่เอาแต่ใจตั้งตนเป็นใหญ่ แต่เพียงฝ่ายเดียวแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด ผลลัพท์ที่ว่านั้นก็คือถ้าเราตั้งสติให้มั่น ปัญญาก็จะเกิดแก่ตัวเราเท่านั้นแล้วก็จะทำให้เรา อ่านเกมหรือมองกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่าทะลุทะลวงเป็นเหตุให้เรากลายเป็นผู้นำ ซึ่งเปี่ยมด้วยปัญญา แก้ไขปัญหา ด้วยความรอบคอบ โอกาสที่จะผิดพลาดก็น้อย ( ผู้ชนะ ) ดังนั้นผู้นำจึงต้องสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่อยู่รอบตัวสามารถทำให้เป็นจริงได้ กระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ ต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตนเข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง จึงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จมีคุณค่า ผู้นำควรรู้จักปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น การค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเอง กล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ ทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน จากทุกคนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสู่ความเป็นเลิศ ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างยอดเยี่ยม <p> </p>
สวัสดีครับ/ค่ะ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยมและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากที่กลุ่ม 3 ได้รับมอบหมาย จาก ศ.ดร.จีระ ให้แปลหนังสือ Reinventing Leadership Chapter3 เรื่อง The Personal Side of Leadership สมาชิกกลุ่ม 3 มีดังนี้ </p> <ol>
</ol><p> สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้ แง่มุมด้าน “ คน ”ของความเป็นผู้นำ ผู้นำจะสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่สามารถทำให้มุมมองนั้นเป็นความจริงได้</p><p>สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้รับความสนใจว่าเป็นคนที่นำความฝันไปปฏิบัติได้ เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ คุณต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตน เข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง </p><p>การเป็นผู้นำนั้นต้องแสดงออกอย่างดีที่สุดเพื่อผู้อื่นจะได้ทำตาม ผู้นำต้องรู้จักตนเองและปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองเสมอ ในการจะเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำควรจะปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น </p><p>ในบทนี้จะได้เรียนรู้ว่าการค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กร การชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก และยังจะได้ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเองทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรจะได้รับรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน (Reflective backtalk) ในทุกๆ โอกาส </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การที่ผู้นำได้มีการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี นอกจากการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มมูลค่าขีดความสามารถในการผลิตให้กับบริษัท นำไปสู่การพัฒนาขององค์กรด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความหมายแง่มุมด้านคนของความเป็นผู้นำคืออะไร? </p> เราต้องสร้างกลไกเหนี่ยวรั้งเทียมขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเห็นของเราถูกโจมตี โดยทั่วไปเราต่างก็รีบปกป้องทันที แต่ผู้นำที่ดีจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกนั้น(ที่จะปกป้องทันที) เราคิดว่าความแตกต่างระหว่างการเคารพนับถือในตัวเองกับความมีอัตตา ก็คือ ความสามารถในการโต้แย้งโดยได้ไตร่ตรองแล้ว การเป็นผู้นำต้องมีทัศนคติเชิงบวก(Positive self-regard)เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ <ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในการศึกษาวิจัยครั้งแรกเมื่อหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีผู้นำเพียง 2 คนจาก 90 คน ที่อยู่ในตำแหน่ง CEO ได้นานในองค์กรของเขา ซึ่ง 2 คนนี้ พวกเขาเข้าใจผิดว่าความสามารถของพวกเขาไม่เหมาะสมกับความต้ององค์กรแล้ว แต่โดนบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเพราะคณะกรรมการอื่นๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการเลือกผู้นำคนใหม่คือ ความสามารถ (รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร) และรู้ว่าตนเองจะต้องหมดหน้าที่ลงเมื่อใด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หากเลือกผู้นำผิด ความผิดพลาดก็จะถูกฝังและอยู่ในองค์กรตลอดไป และพวกคณะกรรมการที่คัดเลือกผู้นำใหม่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อีกด้วย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อผู้นำคือ คู่สมรสที่ดีซึ่งจะสามารถให้การช่วยเหลือเกื้อกูลหรือเป็นกระจกสะท้อนตัวผู้นำออกมา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้คนรอบข้างในองค์กรหรือนอกองค์กร ก็มีส่วนสำคัญในการสะท้อนและสามารถบอกความจริงในสิ่งต่างๆ ในตัวผู้นำได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สาเหตุที่ทำให้ CEO รักษาชีวิตสมรสที่ยาวนานคือประสิทธิภาพของคู่สมรส ผู้นำหลายคนไม่สามารถจะก้าวเป็น CEO ได้หากขาดภรรยาหรือสามีให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจและช่วยในการจัดการและสนับสนุนอย่างดีในทุกเรื่อง ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเสียงสะท้อนกลับมา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากคู่สมรส ผู้นำต้องการ เสียงสะท้อน จากคนในองค์กรและนอกองค์กรอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำที่จะต้องสร้างสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิด เสียงสะท้อน โดยการสัมภาษณ์เพราะผู้นำสามารถจะเจอคนที่มีจุดแข็งในตนเอง ซึ่งคนพวกนี้จะเป็นแหล่งเสียงสะท้อนของผู้นำ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">รวมถึงคนที่มักจะมีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่นในกลุ่ม เพราะความคิดของคนกลุ่มนี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรเพื่อไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p>นอกจากนี้ผู้นำควรให้ความสำคัญกับ การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ (devil’s advocate) ซึ่งจะสามารถช่วยให้มีคนคอยตักเตือนเราและมองเห็นการทำงานของเราและการที่มีคนพูดสะท้อนในสิ่งที่คุณทำนั้นในชีวิตควรมีมากกว่า 1 คนหรือไม่ก็อย่างน้อย 1 คนก็ยังดี </p><p>วิธีสะท้อนเพื่อให้กำลังใจนั้นคือ ระบบผลตอบแทนสินน้ำใจเหมือนการให้โบนัส , เสียงสะท้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ในการช่วยส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดี มีบทเรียนแห่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ที่มาจากผู้นำหลายท่าน 4 ประการ </p><p>• ตัวเองเป็นครูที่ดีที่สุด </p><p>• มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น </p><p>• เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความต้องการเพื่อเสริมสร้างโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเสมอ </p><p>• ความเข้าใจอย่างแท้จริง มาจาประสบการณ์ที่ผ่านมาและสามารถสะท้อนให้เห็นตัวเอง มีคำกล่าวที่ว่า “การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน มาจากคำถามที่ตรงประเด็นในเวลาที่เหมาะสม” </p><p>การเดินทางสู่การค้นพบทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังต้องการให้ผู้อื่นให้คำแนะนำและการพูดโต้ตอบกลับกับบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านั้น ผลที่ได้รับทำให้เห็นภาพสะท้อนตัวเรา คนจำนวนมากต้องผิดหวังกับชีวิตการแต่งงานและการหย่าร้าง ปัญหาของแต่ละคนที่เกิดขึ้น ควรต้องผลักดันให้คนรู้จักการเริ่มต้นใหม่ บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกที่ให้เขาย้อนมองดูชีวิต ประสบการณ์ที่ล้มเหลว </p><p> </p><p>สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือคำอธิบายใดๆ การศึกษาผู้ชาย ผู้หญิงและพยายามทำความเข้าใจ คนที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ไม่สามารถก้าวเพื่ออนาคตข้างหน้าได้ </p><p> </p><p>คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ด้วยตัวเอง และพวกเขาจะต้องเข้าใจในจุดที่สำคัญ และค้นพบสิ่งเหล่านั้นได้จากการเรียนรู้ และควรพยายามจะลองทำในสิ่งอื่นๆอีกที่ไม่คิดว่าจะทำได้ จะทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำที่ดีได้ </p><p>โดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน ถ้าเปรียบเทียบอาหาร Fast food เหมือนกับการสร้างการเป็นผู้นำเอาคนใส่ในไมโครเวฟแล้วกดออกมาเป็นผู้นำ McDonald ในเรื่องจริงมันไม่สามารถเป็นไปได้เลย </p><p>ผู้นำที่ดีจริงๆ ต้องเกิดการพัฒนาขึ้นจากตัวเอง ไม่ได้มาจากวางแผนที่จะเรียนหนักแต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากตนเองต่างหาก ยังมีอีกความหมายหนึ่งของคำว่า bricoleurs นักประดิษฐ์คิดค้น หรือช่างซ่อม คือผู้ที่สามารถรวมสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าหากันและแก้ปัญหาได้ </p><p> </p><p>อย่างไรก็ตาม bricoleurs ก็รับสมัครผู้นำที่ดีด้วยเช่นกัน สามารถอธิบายได้ดีถึงภาวการณ์เป็นผู้นำที่เก่งได้จากองค์กรที่กำลังจะหมดหวังหลายๆแห่ง ผู้บริหารจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่สุดจากความสามารถของพวกเขาเลยทีเดียว Dialogue Starters </p><ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สรุป…แง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ คุณสมบัติของการเป็นผู้นำนั้นถ้ามีกรณีถกเถียงหรือโต้แย้งใดๆก็ตาม เราควรจะหยุด คิด นิ่ง หรือระงับอารมณ์ อารมณ์ต่างๆซึ่งซ่อนอยู่ภายใน </p><p> </p><p>เพราะว่าโดยสัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อโกรธหรือไม่พอใจในเรื่องใดๆก็จะโต้เถียงหรือระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที </p><p>การเป็นผู้นำที่ดีนั้นควรระมัดระวังเรื่องการปะทะกันด้านของอารมณ์ ไม่ควรหุนหันพลันแล่นหรือวู่วามในการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาภายใต้แรงกดดันของทุกฝ่าย ควรที่จะเก็บอารมณ์ให้นิ่งแล้วถอยออกมาสักก้าวหนึ่ง เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ ของปัญหานั้นได้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ในทันที โดยการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ระเบิดปัญหาหรือความขัดแย้งออกมามากๆเราจะได้มองเห็นตัวตนของเขาได้อย่างลึกซึ้ง (รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ) </p><p> </p><p>ในที่สุดเราก็จะสามารถ มองเห็นผลลัพท์ของความแตกต่างระหว่างการป็นคนที่มีมุมมองโลกในแง่บวก คิดในด้านดี กับการที่เอาแต่ใจตั้งตนเป็นใหญ่ แต่เพียงฝ่ายเดียวแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด </p><p> </p><p>ผลลัพท์ที่ว่านั้นก็คือถ้าเราตั้งสติให้มั่น ปัญญาก็จะเกิดแก่ตัวเราเท่านั้นแล้วก็จะทำให้เรา อ่านเกมหรือมองกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่าทะลุทะลวงเป็นเหตุให้เรากลายเป็นผู้นำ ซึ่งเปี่ยมด้วยปัญญา แก้ไขปัญหา ด้วยความรอบคอบ โอกาสที่จะผิดพลาดก็น้อย ( ผู้ชนะ ) </p><p> </p><p>ดังนั้นผู้นำจึงต้องสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่อยู่รอบตัวสามารถทำให้เป็นจริงได้ กระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ ต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตนเข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง จึงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จมีคุณค่า </p><p> </p><p>ผู้นำควรรู้จักปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น การค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเอง กล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ ทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน จากทุกคนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสู่ความเป็นเลิศ ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างยอดเยี่ยม </p>
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์, อาจารย์ยม และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ศึกษาภาวะผู้นำ ได้อะไรจากการเรียน
อาทิตย์นี้ฝิ่นและเพื่อนๆที่มาเรียนโชคดีเพราะเรามีทั้งอาจารย์จิระและอาจารย์ยม มาให้ความรู้แก่พวกเรา สิ่งที่ได้หลักๆจากการเรียนอาทิตย์นี้คือ การจับประเด็นและการวิเคราะห์ให้เป็น โดยใช้ทฤษฎีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของอาจารย์จิระหรืออาจารย์ยมเข้ามาผสมผสานพร้อมยกตัวอย่างได้
1. ทฤษฎี 3 วงกลมที่อาจารย์ให้วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ขาดไปคืออะไร ซึ่งประกอบไปด้วย องค์กร ขีดความสามารถและแรงจูงใจ และได้ให้ทุกคนในห้องได้ร่วมออกความคิดเห็นทีละคน ซึ่งการเรียนวันนี้ดูบรรยากาศอบอุ่นมากถึงแม้จะมีเพียง 15 คนซึ่งตรงกับทฤษฎี 4L's ของอาจารย์จิระเลยจริงๆ
2.อาจารย์ให้จับประเด็นหลังจากดูสไลด์ 2 เรื่องคือ
3.ได้อ่าบบทความของอาจารย์จิระแล้วให้สรุปว่าได้อะไรบ้างที่เป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งตัวฝิ่นเองสรุปได้ 3 ประเด็นคือ
3.1วิเคราะความเป็นผู้นำของอาจารย์จิระ คุณค่าของผู้นำ7 ข้อ
3.2 เน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงและทุนทางวัฒธนธรรม
3.3ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ปัญหาน้ำเสียและปัญหาทางภาคใต้ ซึ่งทุกคนก็ได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการป้องกันต่างหาก จึงควรปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาธรรมชาติ รักและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้นลดความเห็นแก่ตัวลง เพราะเหตุการณืที่เกิดขึ้นทุกคนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และอยากฝากมห้ทุกๆๆคนช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงานเพื่อโลกของเราและอนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้าของพวกเราเองและกระตุ้นให้พวกเราทุกคนได้คิดถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต เรื่องการมอง vission ของหัวหินซึ่งฝิ่นเห็นว่าตอนนี้ก็เริ่มเกิดมลพิษต่างๆบ้างอย่างต่อเนื่องดังนั้นจึงเสนอการพัฒนาโดยใช้หลัก Biotechnology คือการใช้ชีววิทยาในการจัดการสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาหัวหินเพื่อ ความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจพร้อมไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
4.present chapter 3,4,5 ซึ่งอาจารย์ก็ให้คำชมทุกคนที่มีความตั้งใจในการแปลและpresent ได้ดีทำให้พวกเรามีกำลังใจในการอ่านมากขึ้นจริงๆนะค๊ะ ซึ่งจากข้อความในหนังสือก็เน้นถึงการเป็นผู้นำที่ดี เอกลักษณ์ของผู้นำ วิสัยทัศน์ กระบวนการภาวะผู้นะ ทักษะของผู้นำและคุณค่า ซึ่งอาจารย์ได้จัดเป็น บล็อกๆ แยกกันเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจง่ายขึ้นเพื่อนๆที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถอ่านได้จากในชีทภาวะผู้นำหน้า 27 และอาจารย์ยมได้สรุปในบทสุดท้ายและมีคำคมที่เสนอแนะคือ "ถ้าธุรกิจขาดเงิน สามารถหายืมได้ แต่ถ้าขาดภาวะผู้นำไม่สามารถหายืมได้"
ทั้งนี้อาจารย์จิระเน้นถึงเรื่องทฤษฎี 8 K's, 5K's, 4L'sและทฤษฎี 3 วงกลม เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถอ่านได้จากชีทเดียวกัน หน้า 9 และ 11
วิเคราะห์ภาวะผู้นำจาก ผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งเธอคือ ออง ซาน ซูจี อยากหยิบยกตัวอย่างของผู้นำที่เป็นผู้หญิงบ้าง ที่มีความเสียสละเยี่ยงชาย และยึดมั่นในอุดมการณ์
จะมีผู้หญิงกี่คนในโลกนี่ที่พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประเทศชาติและพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งๆที่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีและลูกในต่างประเทศสิ่งที่แสดงออกมาถึงภาวะผู้นำที่ ออง ซาน ซูจีมีคือ
1.ทุนมนุษย์ คือเป็นคนที่มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์หรือความสุขส่วนต้ว
2.ทุนทางปัญญา ซึ่งเธอสามารถกระตุ้นให้คนพม่าคิดเป็นและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้นดังตอนที่กล่าวว่า"อองซาน ซูจี มีคุณสมบัติทุกประการที่จะเป็นนักการเมืองที่สามารถของประชาชนพม่า และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเธอก็คือ ความกล้า..กล้าพูด กล้าวิจารณ์ แล้วก็กล้าท้าทายคณะทหานหรือสลอร์คมาโดยตลอด "
3.ทุนทางจริยธรรม เธอเป็นคนที่มีความเมตาและเห็นอกเห็นใจ มีความดีที่อยากให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข
4.ทุนแห่งความสุข ถึงแม้เธอจะถูกกักบริเวรเป็นเวลาหลายปีแต่เธอก็มีความหวังและมีความสุขที่ทำให้คนพม่ามีความรักประเทศชาติมากขึ้น และเธอก็จะรอคอยวันที่พม่าจะมีประชาธิปไตย มีประโยคหนึ่งที่ว่า
"ดิฉันหวังว่าชาวพม่าเป็นจำนวนมาก จะตระหนักถึงสัญชาติญาณภายในที่กระตุ้นให้เราพยายามมองหาสวรรค์และเสียงอันหนักแน่น ที่คอยพร่ำบอกแก่เราว่า เบื้องหลังก้อนเมฆที่เรียงรายสลับซับซ้อน ยังคงมีพระอาทิตย์ที่คอยเวลาอันเหมาะสม ที่จะโผล่พ้นออกมาให้แสงสว่างและความอบอุ่นคุ้มครองแก่เรา"
5. ทุนทางสังคม ถึงแม้ว่าเธอจะถูกกักขังแต่เธอก็มีเครือข่ายที่สามารถ นำบทความของเธอไปตีพิมพ์และเผยแพร่ทั่วโลก และเชื่อว่าเธอได้รับความเห็นอกเห็นใจจากพี่น้องร่วมโลกเช่นเดียวกันดังเช่นตอนหนึ่งที่พูดว่า "ซูจี ยังคงมั่นคงอยู่กับความเชื่อในแนวทางสันติวิธีของเธอ และเลือกที่จะต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหารอยู่ภายในแผ่นดินเกิด เธอใช้ชีวิตภายใต้อิสรภาพที่ถูกจำกัด บันทึกเรื่องราวของประชาชนพม่าที่มีชีวิตขมขื่น ทุกข์ยาก ภายใต้เงื้อมมือเผด็จการ ซูจีบอกเล่าสถานการณ์ความเป็นไปในบ้านเกิดให้โลกรู้ผ่านตัวหนังสือ เรียกร้องต่อโลกภายนอก"
6.ทุนแห่งการสร้างสรร ถึงแม้ว่าความฝันของเธอจะล้มเหลวแต่ก็แสดงให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นของเธอ และไม่เคยท้อแท้
7.ทุนทางนวัตกรรม ความคิดที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย เป็นความคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดและกล้าทำมาก่อน จนทำให้เธอสามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ท่วมท้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอได้มีอุดมการณ์และปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผล ถึงแม่ว่าเหตุการณ์จะผลิกผันก็ตาม
8.ทุนแห่งความรู้ซูจีเริ่มทำ งานกับสำนักงานเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512-2514 จากนั้นไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิจัย กระทรวงต่างประเทศ ของรัฐบาลภูฐาน
9.ทุนทางอารมณ์ เธอสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี โดยไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้กำลังในระหว่างหาเสียงหรือเกิดปัญหา เธอเดินเข้าหากระบอกปืนของพวกทหารด้วยมือเปล่า 13 ปี ของการใช้สันติวิธีต่อสู้กับ ความรุนแรงและอำนาจเผด็จการในประเทศพม่า ถึงอย่างไรก็ตาม นาง ออง ซาน ซูจี ยังใช้ชีวิตอย่างปราศจากความกลัว หากเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหวัง และกำลังใจ ที่พร้อมจะยืนหยัดมั่นคงกับการร่วมต่อสู้เคียงข้างพี่น้องร่วมชาติของเธอบนแผ่นดินเกิด
ด้วยความเชื่อว่า "ความรักและสัจจะจะโน้มน้าวหัวใจมหาชน ได้มากกว่าการบังคับ และกำแพงคุกจะส่งผลสะเทือนต่อผู้ที่อยู่ข้างนอกด้วยเช่นกัน"
และมีคุณสมบัติตรงกับทฤษฎีของอาจารย์ยมอีกด้วยคือ 6 ท
อย่างไรก็ตามจะขอเป็นกำลังใจให้ ออง ซาน ซูจี และจะรอวันที่เธอจะได้รับอิสระภาพ และสารฝันของเธอให้บรรลุเป้าหมายที่เธอตั้งไว้ เชื่อว่ายังมีคนในโลกนี้อีกมากมายที่คอยเป็นกำลังใจให้เธอเช่นเดียวกัน
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม 2550 ในภาคเช้าอาจารย์ท่านได้ให้อ่านบทความที่ท่านเขียนแล้วนักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์บทความนั้น จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้ Context โครงสร้างขององค์กร ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลองค์กรที่ขั้นตอนบริหารที่คล่องตัว ขั้นตอนการตัดสินใจสั้น กล้าตัดสินใจมอบอำนาจให้ลูกน้องมากขึ้น Competencies สมรรถนะขององค์กร <ul>
</ul> จุดอ่อนของ 3 วงกลมผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ (เก่งคนเดียว) <ul>
</ul> ผู้นำชาย – หญิงต่างกัน ที่ผู้หญิงมีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่าเพราะการเลี้ยงดูจากครอบครัวจะได้รับการอบรมบ่มนิสัยมากกว่าชาย ถ้าผู้หญิง เข้าสู่การเมืองการคอรัปชั่นก็จะลดน้อยลง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากเหตุผลดังกล่าวผศ.มาลี ผู้นำควร</p><ul>
</ul> ดร.ปุระชัย <ul>
</ul> สรุป ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล (คิดนอกกรอบ) <ol>
</ol><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง</p>นายนิคม อำภารักษ์
สวัสดีครับ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยม และเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p> จากการที่ได้เรียนในวันอาทิตย์แล้วได้อะไรบ้างจากการที่ได้อ่านบทความของ ท่าน ศ.ดร.จีระ แล้วฝึกการวิเคราะห์ถึงเหตุและผลถึงความคิดเห็นแล้วมาร่วมแชร์ไอเดียกัน ก็ทำให้ทราบถึงความคิดเห็นของแต่ละคนได้รู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ </p><p> </p><p>มีการฝึกการคิดเป็นระบบมากขึ้นโดยยึดหลักของความมีเหตุมีผลของความเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำอย่างไร ได้ศึกษาถึงทฤษฎี 3 วงกลมว่านำไปใช้อย่างไรในการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิสัยทัศน์ขององค์กรและเราจะทำอย่างไรที่จะใ้ห้ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันและพร้อมที่จำำนำพาองค์กรเราพัฒนาไปสูการแข่งขันที่เป็นเลิศได้อย่างไร </p><p>จากการดูบทสัมภาษณ์เรื่องภาวะผู้นำชายและหญิงต่างกันอย่างไรการเป็นภาวะผู้นำ่ของผู้ชายจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าผู้หญิงเพราะผู้ชายกล้าที่จะตัดสินใจทำทันทีโดยไม่รอช้า มีความอดทน มีความกล้าที่จะทำ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีทุนทางด้านสังคมมากเพราะส่วนใหญ่ผู้ชายจะทำงานนอกบ้านมากกว่าจึงได้เปรียบทางด้าน ความสัมพันธ์กับผู้คนในชนชั้นสังคมมากแต่การเป็นผู้นำของผู้หญิง นั้นการตัดสินใจนั้นประนีประนอม เรื่อย ๆ ไม่ชอบการแข่งขัน แต่มีข้อดีคือเป็นคนละเอียดรอบคอบ มีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าฝ่ายชายแต่ขากทุนทางด้านสังคม</p><p>ดังนั้นจึงได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในการเป็นผู้นำนั้นน้อยมากแต่ในปัจจุบันนั้นพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั้นมีความสามารถเท่าเทียมกันแล้วถึงจะมีการยอมรับมากขึ้นแต่ก็ยังน้อยอยู่ </p><p>จากการดูบทสัมภาษณ์ของท่านจีระ กับท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ พบว่าทั้งสองนั้นเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทั้งคู่ มีความเป็นภาวะผู้นำ แต่มีความแตกต่างกันคือ ท่านจีระ เป็นคนมีความรอบรู้แบบกว้าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อวิสัยทัศน์ที่กว้างทำให้มองเห็นโลกทัศน์ที่แคบลง คิดนอกกรอบ สามารถถ่ายทอดความรู้ความสามารถออกมาในรูปแบบของทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้เป็นของตนเองได้ แต่ท่านปุระชัยท่านเป็นผู้มีความรู้ลึกเฉพาะเรื่องและที่สำคัญไม่สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ออกมาเป็นทฤษฏีเพื่อนำมาใช้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้นำที่ดีสิ่งสำคัญจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม เรียนรู้แบบกว้าง ๆ เป็นผู้ที่ใฝ่รู้และรอบรู้นั่นคือสิ่งที่จะทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมองเห็นโลกทัศน์ที่แคบลง มองในสิ่งที่เป็นความจริง มีความเป็นไปได้ สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ก้บตนเองได้และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มของกับตนเองและบุคคลอื่นได้อีกด้วยครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นายชูศักดิ์ ลาภส่งผล </p><p>MBA 6 ID.NO.106142001</p><p>มหาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด</p>
เรียน ท่าน อ.จีระ และอ.ยม ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อนๆ MBA 6 และ 7 ทุกท่าน
ก่อนอื่นดิฉันต้องกราบขอโทษท่านอาจารย์ทั้งสองท่านก่อน ที่เมื่อสัปดาห์ที่มา (วันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค.2550) ไม่สามารถเข้าเรียนได้เนื่องจากติดภาระงาน และรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เมื่อได้ฟังจากเพื่อนเล่าว่าได้รับความรู้มากมายจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันจึงอาศัยอ่านข้อความและความคิดเห็นต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่ได้เขียนตอบลงมาในบล็อก และต้องขอขอบคุณ คุณพนาวัลย์ คุ้มสุด เป็นอย่างสูง ที่เสียสละเวลาโทรศัพท์มาถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากการเรียน และเล่าถึงสิ่งต่างๆ อย่างรายละเอียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เรียน พร้อมทั้งบทวิเคราะห์ต่างๆ จากเพื่อนที่วิเคราะห์ได้อย่างน่าประทับใจ และตรงตามทฤษฎีโป๊ะเช๊ะของท่านอาจารย์จีระ ขอบคุณพี่วัลย์ค่ะ
ดังนั้น ในการส่งการบ้านครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตอบจากความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉันเอง ในเรื่องภาวะผู้นำชายและหญิงต่างกันอย่างไร คือ อันดับแรกเลยดิฉันคิดในเรื่องของธรรมชาติที่สร้าง เพศหญิง และเพศชาย ขึ้นมา สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ สรีระ ดิฉันมองในด้านของความคล่องตัว ผู้ชายจะถูกมองว่ามีความคล่องตัวมากกว่าผู้หญิง มีความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทำอะไรที่พวกเรามักจะเรียกว่าบุกป่าผ่าดงได้ดีกว่าผู้หญิง อันดับสองผู้หญิงถูกเลือกให้เป็นเพศที่ให้กำเนิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับหน้าที่ในการให้กำเนิดบุตร ผู้หญิงจึงต้องเสียสละเวลาในการที่ต้องมุ่งความสำคัญไปที่การเลี้ยงบุตร ดังนั้นด้วยธรรมชาติที่สร้างมาให้เพศชายมีความได้เปรียบกว่าเพศหญิง จึงทำให้ผู้ชายได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าเพศหญิงจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำเลย ดิฉันคิดว่าบางสถานการณ์ บางหน่วยงานเพศหญิงก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย เช่นในสถานการณ์ที่ต้องการความโอนอ่อนผ่อนปรน ผู้หญิงจะมีทักษะในการเจรจาที่ละมุนละม่อม และมีการยับยั้งอารมณ์ได้ดีกว่าเพศชาย หรือบางหน่วยงาน เช่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี ผู้หญิงก็จะมีความเหมาะสมที่จะควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย ดังเช่น คุณปวีณา หงสกุล ที่ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อสิทธิเด็กและสตรี ต่อมาดิฉันมองในเรื่องของนิสัยใจคอ โดยมากแล้วสังคมให้การยอมรับว่าผู้ชาย จะเป็นเพศที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดใจ ในเวลาอันรวดเร็ว และมองสิ่งต่างๆ เป็นมุมที่กว้างกว่าผู้หญิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นการขับรถ การข้าม หรือการแซงผู้ชายจะมีความกล้ามากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงมักจะถูกกล่าวหาอยู่เสมอว่าเป็นคนขับ ในกรณีที่มีรถซักคันขับไม่ดี ทั้งที่ยังไม่ทราบเลยว่าคนขับเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และอีกหนึ่งเรื่องจากการขับรถที่ยกเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องของการมองสิ่งรอบตัว คือ การจำเส้นทาง ผู้ชายจะสามารถจดจำเส้นทางได้เป็นในลักษณะของโครงสร้าง จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะมองสิ่งต่างๆ ได้กว้างกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงเวลาจำทางมักจะจำเป็นจุดหรือเป็นตำแหน่งที่สังเกตได้ง่าย ซึ่งในทางกลับกันดิฉันคิดว่า การที่ผู้หญิงถูกมองแบบนี้ กลับเป็นการบ่งบอกได้ว่าผู้หญิงมีความละเอียด และมีความรอบคอบมากกว่าผู้ชาย เพราะถึงจะช้าแต่ก็ชัวร์ จากการสำรวจจึงพบว่าอุบัติเหตุการณ์มักจะเกิดกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ;) ส่วนอีกประเด็นหนึ่งดิฉันเห็นด้วยกับคุณชูศักดิ์ (ตี๋เล็ก) เรื่องทุนทางสังคม ที่ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงถูกจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย บางสถานที่ไม่เหมาะที่จะไปเพียงลำพัง เช่น ที่ที่เปิดให้บริการตอนกลางคืน หรือการท่องเที่ยวไปยังที่ที่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงขาดการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผู้ชายมีโอกาสได้เข้าถึงมากกว่า เพราะการมีโอกาสได้ไปในหลายๆ สถานที่ทำให้เราได้รับรู้วิถีชีวิตของคนในทุกระดับ และหลากหลายรูปแบบ และยังได้สังคมที่มากขึ้นอีกด้วย แต่โดยสรุปแล้ว ดิฉันคิดว่าผู้ชายและผู้หญิงมีความสามารถเท่าเทียมกัน จะต่างกันที่โอกาส และความเหมาะสม และที่สำคัญการเปิดรับของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะตัดสินว่าเพศชาย หรือเพศหญิง เพศใดมีความเป็นภาวะผู้นำมากกว่ากันเรียนสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.จีระ และท่านอ.ยม ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อน Mba ทุกท่าน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก่อนอื่นดิฉันต้องขอโทษท่านอาจารย์ทั้ง 2 ท่านที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ เนื่องจากติดภารกิจย้ายบ้าน ทำให้ไม่สามารถมาเรียนได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะท่านอาจารย์ ดร.จีระ และท่าน อ.ยม ได้มาถ่ายทอดความรู้พร้อมกันถึง 2 ท่าน </p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพนาวัลย์ คุ้มสุด ซึ่งได้เสียเวลาโทรศัพท์มาถ่ายทอดความรู้ และเล่าถึงบรรยากาศในการเรียน และสรุปทฤษฎีที่ท่านอาจารย์ทั้งสองสอน ดังนี้</p>
ทฤษฎี 3 วงกลม
ทฤษฎี 8K’ s
ทฤษฎี 5K’ s
</span></font></span></span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และได้เล่าถึงการดูเทปสัมภาษณ์ เรื่องผู้นำหญิงกับผู้นำชายต่างกันอย่างไร ซึ่งเพื่อนๆก็ได้ให้ความเห็นที่ต่างกันออกไป โดยส่วนตัวดิฉันขอวิเคราะห์ดังนี้</p>
การยอมรับในสังคมยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากอาจจะเป็นเพราะเพศหญิงดูเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าเพศชาย และการปลูกฝังมาตั้งแต่ในอดีตที่เพศหญิงจะต้องดูแลเรื่องในบ้าน
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> แต่โดยสรุปแล้ว ดิฉันคิดว่า การจะมีผู้นำหญิงหรือผู้นำชายไม่ได้มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำท่านนั้นจะมีภาวะผู้นำที่จะบริหารองค์กรไปสู่เป้าหมายขององค์กรให้ประสบความสำเร็จโดยยั่งยืนต่างหากที่สำคัญ</span></span>
สวัสดีค่ะอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ ยม นาคสุข และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน
จากที่ได้เรียนกับอาจารย์จีระในวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ดิฉันได้เข้าใจเรื่องภาวะผู้นำและความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากได้รับความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และอาจารย์จะเน้นเรื่องการเอาความรู้ที่อาจารย์สอนนั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอนให้คิดนอกกรอบอย่าคิดแต่ในกรอบ
และจากที่อาจารย์ได้ให้ดิฉันและเพื่อนๆทุกคนในห้องเสนอความคิดเห็นในชั้นเรียนทำให้ดิฉันได้แนวคิดและมุมมองใหม่ๆจากเพื่อนๆมากมาย สุดท้ายเรื่องของจริยธรรมและคุณธรรมอาจารย์ได้สอนให้เห็นความสำคัญ กับเรื่องนี้ด้วยมากๆเช่นกัน
สรุปภาวะผู้นำจากผู้นำที่ได้เลือกไว้
- ประวัติของผู้นำที่ประทับใจ
NAME: โชค บูลกุล
BORN: เกิด 24 สิงหาคม 2510
EDUCATION:
ประถมศึกษาปีที่ 1- 6 โรงเรียนสาธิตเกษตร
มัธยมศึกษาปีที่ 1–5 St.Joesph’s College,Sydney,Australia
มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน Worcester Academy, Massachusetts,U.S.A.
ปริญญาตรี ทางด้านการจัดการฝูงโคนมจาก Vermont Technical College
ปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ จาก Vermont Technical College
Career Highlight: 2535 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจ การเกษตร ฟาร์มโชคชัย2537-2539 รองกรรมการผู้จัดการ2539-2544 กรรมการผู้อำนวยการ2544- ปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย
Family: -บิดา นายโชคชัย บูลกุล -มารดา นางสุจริต บูลกุล -น้องสาว นางอร วัฒนวรางกูล -น้องชาย นายชัย บูลกุล
Positioning: - เป็นทายาทคนโตของ โชคชัย บูลกุล ผู้บุกเบิกฟาร์มโชคชัย ต้นตำนานคาวบอยเมืองไทย- พลิกธุรกิจที่เคยติดลบให้ทำกำไร และเป็นที่รู้จักด้วยการเปลี่ยนฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว-
เป็นผู้บริหารฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เนื้อที่ 20,000 ไร่ วัว 5,000 ตัว)
- บุกเบิกการส่งออกแม่พันธุโคนม จากเดิมที่ ประเทศแถบเอเชียต้องสั่งวัวเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย
ปัจจุบันไทยมีข้อตกลงทวิภาคีทำ FTA กับออสเตรเลีย เกษตรกรได้รับผลกระโดยตรงจากการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร
ดังนั้นการส่งออกวัวไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างอาหารวัว จึงเป็นการเผื่อทางรอดให้กับฟาร์มโชคชัย
ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจสถานการณ์โลก และบริษัทให้ดี รู้จักว่าศักยภาพตัวเองให้ดี ต้องเข้าใจตัวเอง และกำหนดนโยบายของบริษัทให้สมบูรณ์ทั้งแนวรับและแนวรุกให้สัมพันธ์กัน
เรื่องแนวรุก คือ การวางแผนการตลาด การใช้เงินลงทุนๆ เป็นต้น ส่วนแนวรับคือ การสร้างความพร้อมขององค์กรทั้งเรื่องคน การวางแผน การวางระบบต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะบริหารเชิงรุกอย่างเดียว
นักธุรกิจหรือผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจการทำธุรกิจ มีจุดยืนของตัวเองว่าควรทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเอาแต่ทำตามคนอื่นที่ประสพความสำเร็จ ซึ่งอาจจะได้แต่เป็นระยะสั้นๆ ทำให้ธุรกิจไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นควรรู้จักศักยภาพตัวเองทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ
การทำงานควรเป็นระบบ ซึ่งต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า ต้องผสมผสานกัน คือ คนรุ่นก่อนโดยเฉพาะยุคบุกเบิกว่าเขามีความโดดเด่นต่อเรื่องความอดทนอย่างไร ขณะที่คนรุ่นเก่ามีน้อยแต่ก็ดีตรงที่มีความกล้าตัดสินใจ มีวินัยการทำงาน มองงานอย่างเป็นระบบ
ดังนั้นควรเอาทั้งสองรุ่นมาผสมผสานกันนี่คือวิสัยทัศน์และวิธีคิดของโชค บูลกุล ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีแนวความคิดที่มีภาวะผู้นำครบถ้วนและสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในระยะยาวจากข้อมูลและบทความข้างต้นนี้สรุปได้ว่าผู้นำท่านนี้มีครบทุกอย่างในทฤษฎีทุน 8 ประเภท คือทุนมนุษย์ทุนทางปัญญาประถมศึกษาปีที่ 1- 6 โรงเรียนสาธิตเกษตรมัธยมศึกษาปีที่ 1–5 St.Joesph’s College,Sydney,Australiaมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน Worcester Academy, Massachusetts,U.S.A.ปริญญาตรี ทางด้านการจัดการฝูงโคนมจาก Vermont Technical Collegeปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ จาก Vermont Technical College
ทุนทางจริยธรรมเวลาที่โชค บูลกุล ว่างมักจะขับรถไปเยี่ยมเด็กๆยากไร้ที่เขารับอุปการะไว้ ณ ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานตามลำพัง และไปชนิดไม่อยากเป็นข่างเอิกเริกทุนแห่งความสุขโชค บูลกุลมีความสุขในแบบส่วนตัวอยู่สองสามอย่าง คือ สุขที่จะได้ออกกำลังกาย เช่น วิ่งที่ละหลายๆกิโล ว่ายน้ำต่อเนื่องและยาวนาน เล่นดนตรีเงียบๆคนเดียวในห้องบันทึกเสียงส่วนตัวทุนแห่งความยั่งยืน-เป็นผู้บริหารฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เนื้อที่ 20,000 ไร่ วัว 5,000 ตัว)-ปัจจุบันไทยมีข้อตกลงทวิภาคีทำ FTA กับออสเตรเลีย เกษตรกรได้รับผลกระโดยตรงจากการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ดังนั้นการส่งออกวัวไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างอาหารวัว จึงเป็นการเผื่อทางรอดให้กับฟาร์มโชคชัย ทุนทาง ITโชค บูลกุล ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก จะไม่พึ่งการแบ็คอัพข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ยิ่งเรื่องไหนที่ถือว่าสำคัญกับชีวิตเขาจะต้องจดไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยฝีมือตัวเอง แต่บนโต๊ะทำงานยังปรากฎว่ามีคอมพิวเตอร์โน็ตบุคถึงสองเครื่อง และแต่ละเครื่องมีหน่วยความจำถึง 30gb เป็นความรอบคอบในการมีเครื่องสำรองหากเครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหา ทุนทาง knowledge,skill,mindset -บุกเบิกการส่งออกแม่พันธุโคนม จากเดิมที่ประเทศแถบเอเชียต้องสั่งวัวเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย โชค บูลกุล ส่งออกโคนมแข่งกับออสเตรเลีย ประเทศที่มีโนว์ฮาวเรื่องโคนมมาหลายชั่วอายุคน ใครจะคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการคิดแบบเด็กแล้วทำแบบผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นสิ่งที่โยงถึงชื่อ bizkids นางสาว นริศรา ทรัพย์ชโลธรมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมป์ฟอร์ด
สวัสดีท่านศ.ดร.จีระ อ.ยมเพื่อนนักศึกษาแสตมฟอร์ดและผู้อ่านทุกท่าน
หลังจากที่ได้เรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม ก็ได้ฝึกการอ่านวิเคราะห์ จับประเด็นตามบทความของท่าน ศ.ดร.จีระ ให้รู้จักการวิเคราะห์บทความ คิดเป็นระบบ
จากนั้นก็ได้ศึกษาทฤษฎี 3 วงกลม วงกลมที่ 1 คือการจัดระบบบริหารองค์กร เน้นการบริหารแบบคล่องตัว
2. สมรรถนะของคนในองค์กร ต้องมีทักษะ ผู้นำต้องมอบความรู้ให้คนในองค์กร
3. แรงจูงใจ เป็นสิ่งสำคัญต่อพนักงานและลูกค้า
ผู้นำที่ดีจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม สามารถสร้างความรักความสามัคคี ไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกองค์กรภาวะผู้นำผู้ชายผู้หญิงแตกต่างกันอย่างไรผู้หญิงจะมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าผู้ชาย มีความระเอียด รอบครอบ ขาดโอกาสจากสังคม และขาดทุนทางด้านสังคม ผู้ชายจะมีความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มากกว่า ไม่ลังเล มีโอกาสจากสังคมมากกว่า และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีท่าทาง ท่าที ที่ดีกว่า แต่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายก็จะมีอิทธิพลมาจากผู้หญิง
ในปัจจุบันผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำหลายท่านจึงเป็นเหตุผลในการสร้างความทัดเทียมระหว่างหญิงกับชาย ความแตกต่างระหว่างศ.ดรจีระกับท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ทั้งสองท่านมีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก มีแรงดลใจจากการอ่านหนังสือ จึงทำให้ทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ มีภาวะผู้นำสูง ในความแตกต่างของทั้งสองท่านคือ ศ.ดร.จีระ จะมีความคิดแบบนอกกรอบ ใฝ่รู้ รอบรู้ แบบกว้างๆสามารถถ่ายทอดความรู้ออกมาเป็นทฤษฎีต่างๆให้ได้ศึกษา แต่ท่านปุระชัย จะรู้ลึกๆ รู้เฉพาะเรื่อง คิดในกรอบ จากการศึกษาประวัติผู้นำต่างๆองค์กรแต่ละองค์กรจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสามารถเป็นจริงได้ ผู้นำที่ดีจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ใฝ่รู้ รอบรู้แบบกว้างๆ คิดนอกกรอบ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองถึงความยั่งยืน ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
สวัสดีค่ะ่ท่าน ศ.ดร.จีระ อ.ยมและผู้อ่านทุกท่าน
จากการเรียนวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 50 สรุปได้ว่า
ช่วงเช้าได้อ่านบทความจาก ศ.ดร.จีระ ทำให้ทราบถึงแนวความคิดที่ต้องการให้คนไทยรักชาติให้มากขึ้น จากปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ทุกคนคิดว่าเป็นปัญหาของประเทศเป็นปัญหาของทุกคน และทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขไม่ใช่แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดิฉันคิดว่าทุกคนต้องร่วมมือกันรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้สมศักดิ์ศรีกับที่มีคนตั้งมากมายต้องล้มตายเพื่อนำผืนแผ่นดินไทยกลับมาให้คนไทยได้ภาคภูมิใจเช่นทุกวันนี้
ช่วงบ่าย ได้ดูเทปภาวะผู้นำชายและผู้นำหญิงสามารถสรุปประเด็นได้ดังนี้
ผู้นำชาย - สามารถนำตัวเองได้ - มีความสามารถในการตัดสินใจ - ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการพักผ่อนและทำงานอดิเรก - มีผู้นำเพศชายมากกว่าเพศหญิง
ผู้นำหญิง สามารถนำตัวเองได้ ยืดหยุ่นได้ มีวิสัยทัศน์และพันธะกิจที่ชัดเจน มีจริยธรรมที่ชัดเจน เอื้ออาทรเกื้อกูล ลูกน้องชอบ ยุติธรรม ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือครอบครัวทางบ้านมากกว่าชาย
ดูเทปการสนทนาระหว่าง ศ ดร.จีระกับดร.สุรชัยทำให้ทราบว่าดร.สุรชัยอ่านหนังสือออกเพราะแม่สอน และดร.สุรชัยรู้เยอะ ศ.ดร.จีระพ่อคือครู รักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ.ดร.จีระรู้กว้าง
วิเคราะห์ผู้นำที่ชอบ คือพระนเรศวรเมื่อจับกับทฤษฎี 8 k ของ ศ.ดร.จีระสรุปได้ว่าทุนแห่งความยั่งยืน(Sustaำinable capital) ซึ่งข้อนี้จะเห็นได้ว่าองค์ดำถึงแม้จะเสด็จสวรรค์คตแล้วแต่ชื่อเสียงขององค์ดำยังคงอยู่นานเท่านาน
ทุนทางปํญญา (Intellectual capital) จากการยกทัพไปตีเมืองคลังจะเห็นได้ว่าองค์ดำมีสติปัญญาในการวิเคราะห์ถึงช่องโหว่ในการทำศึกให้ชนะได้ โดยวิเคราะห์ว่าเมืองคลังอยู่บนเขาสูงเวลาที่ข้าศึกจะเข้าโจมตีก็จะสามารถเห็นข้าศึกได้ก่อนจึงยากที่จะเอาชนะเมืองคลังได้ แต่องค์ดำก็คิดวิเคราะห์ว่าเมืองที่อยู่สูงนั้นจะต้องมีทางลับในการขนส่งน้ำเพื่อไว้กินและใช้ เมื่อองค์ดำทราบถึงช่องโหว่นี้จึงแอบลอบเข้าช่องทางลับนี้จนได้ชัยจากการทำศึก
ทุนความรู้ ทักษะ ทัศนะคติ(Talent capital) ถึงแม้วาไทยจะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแต่องค์ดำเองก็สวามิภัคต่อพม่าเป็นอย่างดี ไม่คิดทำร้ายและทำศึกกับพม่าก่อนถึงแม้จะมีโอกาสก็ตาม เนื่องด้วยทรงมีทรรศนะคติที่ดีต่อพม่า
ทุนทางจริยธรรม (Ethical capital) จะเห็นได้ว่าองค์ดำครั้งทำศึกกับพม่าก็ทรงนำคนไทยที่ตกเป็นทาสกลับประเทศ ถึงแม้จะมีคนไทยบางคนคิดว่าตนเองเป็นคนของพม่าพร้อมทั้งพูดจาเสียดสี องค์ดำก็ยังอภัยโดยไม่ถือโทษโกรธ
ทุนมนุษย์(Human capital) เนื่องจากครั้งที่องค์ดำยังเด็กไทยถูกพม่าโจมตี จนต้องตกเป็นองค์ประกันของพม่า และได้รับการเลี้ยงดูจากบาเยงนองเจ้าเมืองพม่า เสมือนลูก แต่ด้วยความที่ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีจากมารดา จึงมีจิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง ไม่หลงระเริงที่จะได้ดีบนแผ่นดินพม่า
ทุนแห่งความสุข(Happiness capital) จะเห็นได้ว่าเมื่อทรงว่างจากการทำสงครามก็จะทรงดนตรี ทรงมีความสุขทุกครั้งในการบรรเลง
ทุนทางสังคม(Social capital) จะเห็นได้ว่าจากการชนะศึกเมืองคลัง และเจ้าเมืองพม่าต้องการจะฆ่าเจ้าเมืองและบุตรสาวเมืองคลัง องค์ดำก็ขออภัยโทษทำให้ไม่ถูกประหารเป็นจำคุกแทน ก่อนทำศึกกับพม่าจึงปล่อยทาสเชลยเมืองคลังในคุก เมื่อครั้งทำศึกกับพม่าทำให้แม่นางเลอขิ่นบุตรสาวเจ้าเมืองคลังช่วยไทยทำศึกกับพม่าจนมีชัยได้เนื่องจากทรงมีทุนทางสังคมที่ดี
ทุนทางIT(Digital capital)เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จึงใช้นกพิราบในการติดต่อสื่อสารแทน
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม นาคสุขและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน
จากการเรียนในครั้งที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงทฤษฎี 3 วงกลม <ol>
</ol> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อได้ดูบทสัมภาษณ์เกี่ยวผู้นำที่เป็นผู้หญิงและวิเคราะห์ได้ว่า จริงๆแล้วผู้หญิงมีบทบาทในการเป็นผู้นำมานานแล้วและพร้อมที่จะแสดงความเป็นผู้นำเสมอเพียงแต่ไม่มีโอกาสซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุผลทางสังคมที่ยอมรับผู้ชายมากกว่า แท้จริงแล้วหญิง ชาย ต่างมีความสามารถที่ต่างกันในแต่ระด้าน ควรที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพื่อผลของงานที่ดีที่สุด การที่จะมีผู้หญิงเป็นผู้นำก็ต้องยอมรับในความสามารถของผู้นั้น </p> ในส่วนของบทสัมภาษณ์ ดร.ปุระชัย นั้น ตัว ดร.ปุระชัยเองถึงจะมีความมากแต่ก็ไม่เคยได้เขียนเป็นทฤษฎีได้นำไปลองปฏิบัติกัน ต่างกับ ดร.จีระที่มีทฤษฎี 4L’sม, 5K’s ให้เป็นแนวปฏิบัติกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองท่านมีเหมือนกันคือ ความใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ตลอดเวลาเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และทำให้ทราบว่าการอ่านเป็นการเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองที่จะค้นพบสิ่งใหม่ๆ การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวก็เป็นสิ่งสำคัญ การเรียนมิได้อยู่ภายในห้องเรียนเท่านั้น เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา นาย สราวุฒิ ฉายแสงรหัส 106142011มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด(หัวหิน)
และ ทฤษฎี 5 K’s ได้แก่
<p class="content">
Creativity Capital ทุนแห่งการสร่างสรรค์ </p><p class="content">
Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม </p><p class="content">
Knowledge Capital ทุนทางความรู้ </p><p class="content">
Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม</p><p class="content">
Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ </p><div class="content">
ช่วงบ่าย ศ.ดร.จีระได้ตั้งประเด็น “เรื่องผู้นำเพศหญิง และชายมีความแตกต่างกันอย่างไร”
</div><div class="content">
ดิฉันเห็นว่าผู้นำที่เป็นชาย หรือเป็นหญิงนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันสังคมไทยได้ส่งเสริม และมีการสนับสนุนในเรื่องการเรียนรู้ และการแสดงออกมากกว่าในอดีต หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่ ผู้นำที่เป็นผู้หญิงอาจจะอ่อนแอกว่า(ในบางเรื่อง) รวมทั้งข้อเสียที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีคือการจู่จี้จุกจิก
</div><div class="content">
และไม่หนักแน่นเหมือนผู้นำที่เป็นผู้ชาย นอกจากนี้แล้วการที่สังคมไม่ค่อยได้ให้โอกาสกับผู้หญิงในการเป็นผู้นำอาจเนื่องมาจากสังคมไทยมีการเลี้ยงดูผู้หญิงแบบทนุถนอมมากกว่าผู้ชาย และมีการปลูกฝังตั้งแต่ในอดีตว่าผู้หญิงจะต้องเป็นผู้ที่ดูแลเรื่องงานบ้านมากว่านอกบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงไม่ค่อยมีบทบาทที่เด่นชัดทางสังคมมากนัก
</div><div class="content">
นอกจากนี้แล้วได้มีการนำเทปวีดีโอมาให้ศึกษา ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่าง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ กับ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ โดยช่วงท้ายได้ให้วิเคราะห์ว่า ทั้ง 2 ท่านมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
</div><div class="content">ซึ่งดิฉันพอสรุปออกมาได้ว่า ความเหมือนที่ทั้งสองท่านมีคือ การที่ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่นและมีการปลูกฝังให้มีการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งทำให้ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และการเป็นนักอ่าน </div><div class="content">
ส่วนความต่างของท่านทั้ง 2 คือ ศ.ดร.ปุระชัย ท่านจะเรียนรู้จาการอ่านตำราและนำข้อคิดต่างๆที่ได้จากการอ่านมาปรับปรุงให้เข้ากับเรื่องต่างๆรอบๆตัวท่านและมาถ่ายทองให้ผู้อื่นท่านได้มีทัศนคติและโลกที่กว้างขึ้น ส่วน ศ.ดร.จีระจะนำเอาประสบการณ์ต่างๆจาการทำงานกับบุคคลที่หลากหลายและนำมาดัดแปลงเป็นทฤษฎี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ MBA#6 ID: 106142012
</div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ได้ศึกษาภาวะผู้นำ โดยอาจารย์จีระ แจกบทความให้นักศึกษาได้ช่วยกันวิเคราะห์ เป็นการคิดเป็นระบบ จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้ </p><ul>
</ul><p> ในภาคบ่าย กระผมขออนุญาตอาจารย์จีระไปพักผ่อนเนื่องจากกระผมไม่สบาย ผมจึงนำเทปจากรุ่นมาฟัง การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้นำชายและผู้นำหญิง โดยการให้สัมภาษณ์ของดร.กัลยา และผศ.มาลี ซึ่งกระผมขอวิเคราะห์ตามความคิดของกระผมดังนี้ </p><p>ในอดีตผู้ชายได้รับการยอมรับจากสังคมให้เป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แต่ปัจจุบันและในอนาคตสังคมเปลี่ยนไป ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น การเป็น ส.ส. เป็นนายกเทศมนตรี นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในความคิดของกระผมมีความคิดว่า ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็สามารถจะเป็นผู้นำได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ที่จะเอื้ออำนวย จากการฟังเทปการสัมภาษณ์ระหว่าง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทั้งสองท่านมีทฤษฏี 8 K’s เหมือนกัน สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลทั่วไปที่นักศึกษานำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต </p><p> </p><p>ด้วยความเคารพอย่างสูง </p><p>นันทพล เถาลิโป้ รุ่น 7 </p>
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อ.ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน
จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม 2550 อ.จีระ แจกเอกสารที่เป็นบทความให้ทุกคนอ่านและแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งวิเคราะห์ตามความคิดเห็นของตนเอง และอาจารย์ได้เสริมในส่วนที่วิเคราะห์ไม่ถูกต้อง อาจารย์เน้นทฤษฎี 4 L’s
นอกจากนี้แล้วยังเน้นว่าทฤษฎี 8 K’s , 5 K’s และทฤษฎี 2 R’s ทฤษฎี 3 วงกลม ต้องศึกษาให้ดี จะต้องนำทฤษฎีภาวะผู้นำไป Apply ให้ได้ ให้เก่ง 2-3 เรื่องก็พอ
การเขียนวิเคราะห์ปัญหาให้ได้ จับประเด็นให้ได้ คิดอะไรให้เป็นระบบมากขึ้น
Ø อาจารย์ตั้งคำถามว่า ทฤษฎี 5 K’s และ 8K’s ชอบอะไรมากที่สุดให้ยกตัวอย่างประกอบ
Ø ความรู้สึก และความจริง อะไรดีกว่ากัน ใน 5 K’s คนบางคนมีสิ่งหนึ่งแต่ขาดสิ่งอื่นก็ได้
Ø ความนิ่ง ความสุข เกิดขึ้นจากมีชีวิตที่เกิดจากการสมดุล
Ø ทฤษฎี 3 วงกลม มีความสำคัญกับภาวะผู้นำ เปรียบเสมือนว่าContext
บ้านที่ 1 เป็นบ้านที่น่าอยู่ องค์กรคล่องตัว ผู้นำจึงจะเกิดขึ้น องค์กรที่ดีต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นประชาธิปไตยให้รับรู้ข่าวสารทั่ว ๆ กัน Competencies
บ้านหลังที่ 2 สมรรถนะในอนาคต
1. ความรู้เฉพาะทาง
2. ความรู้เชิงบริหาร
3. ความรู้เชิงผู้นำ
4. ความรู้เชิงผู้ประกอบการ
5. รู้อะไรที่กว้าง ๆ Motivation
บ้านหลังที่ 3 เก่งไม่เก่งอยู่ที่แรงจูงใจ มีมรดกทิ้งไว้ในโลก คนเราต้องภูมิใจมีคุณค่าต่อสังคม รักประชาธิปไตย รักสิ่งแวดล้อม รอบนอกของ 3 วงกลม คือ วิสัยทัศน์ , เป้าหมายของธุรกิจ
จากนั้น อาจารย์ถามว่าทำไมองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ปรึกษาในกลุ่มใช้เวลา 5 นาที ส่งตัวแทนนำเสนอ ซึ่งกลุ่มดิฉันให้นำเสนอว่า
1. วิสัยทัศน์ นำองค์กรปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน
2. จริยธรรม และคุณธรรม ให้คิดถึงประเทศไทยก่อนที่จะนึกถึงใคร
3. อย่ารู้คนเดียว เก่งคนเดียว ต้องฝึกให้คนอื่นเก่งด้วย
4. อาจารย์ได้เสริมว่า ผู้นำจะต้องมีความเชื่อ เรื่องทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นทรัพย์สินต้องมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรก่อน
คนไทยต้องมีปรัชญามองอนาคต มองไกล การขับเคลื่อนให้องค์กรเกิดความเป็นเลิศก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง
อ.ยมได้เสริมว่า ประชาชนทุกคนในโลก จะต้องมาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมโลก ปัญหาโลกร้อน น้ำทะเลสูงขึ้น คนไทยไม่ค่อยทำวิจัย ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอ
าจารย์ให้ดูเทป ผู้นำหญิงและชายต่างกันอย่างไร โดยอาจารย์จีระเป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ร่วมรายการคือ ดร.กัลยา โสภณพานิช และ ผศ.มาลี ทั้งสองท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันอย่างไร จำแนกได้ดังนี้ชาย
1. นำตัวเองได้
2. ตัดสินใจได้รวดเร็ว
3. ใช้เวลากับการพักผ่อนและงานอดิเรกมากกว่าผู้หญิง
4. เปอร์เซ็นต์ของผู้นำชายมากกว่าหญิง หญิง
1. นำตัวเองได้
2. ยืดหยุ่นได้
3. วิสัยทัศน์ เป้าหมายชัดเจน
4. จริยธรรม คุณธรรม เอื้ออาทร เกื้อกูล
5. ลูกน้องสบายใจมีความยุติธรรม
6. มีคอรัปชั่นลดลง
7. ดูแลเงินทองของครอบครัวได้
8. ผู้หญิงต้องตั้งท้องดูแลลูก
9. ถ้าผู้หญิงไปทำงานต่างประเทศจะส่งเงินมาให้ทางบ้านมากกว่าผู้ชาย
10. ถ้าผู้หญิงเข้ามาเป็นนักการเมือง จะออกกฎหมายที่ผู้ชายไม่เคยคิดมาก่อน
11. ผู้นำสตรี ไม่ถูกยอมรับ
12. ผูกขาดอำนาจ
13. ความสำเร็จของผู้ชายมีผู้หญิงผลักดันอยู่เบื้องหลัง
14. สามารถบริหารเวลาได้
15. แสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่เมื่อนำความแตกต่างของชายและหญิง มาวิเคราะห์ได้ประเด็นดังนี้
1. ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูง และมีการตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ส่วนผู้หญิงการตัดสินใจต้องใช้เวลา ต้องมีความรอบคอบ การแสดงความคิดเห็นบางอย่างไม่ถูกยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากค่านิยมของคนในอดีตที่ไม่ยอมรับบทบาทของผู้หญิง
2. ผู้ชายไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าแสดงออกได้อย่างเต็มที่ องค์กรทั้งภาครัฐและ เอกชนส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เป็นผู้นำ
จากการอ่านหนังสือ ภาคภาษาอังกฤษ Chapter 3 ซึ่งกลุ่มของเราได้ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยเสร็จตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 15 มี.ค. 2550 และสรุปเพื่อนำเสนอ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ A Model of Effective Leadership จากเอกสารหน้า 27 และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติม
จากการได้ศึกษาจากเทป การสนทนาระหว่าง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สรุปได้ว่า ทั้งสองท่าน มีทฤษฎี 8 k’s เหมือนกัน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มีความรู้กว้าง ส่วน ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ มีความรู้ลึก
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ได้ศึกษาภาวะผู้นำ โดยอาจารย์จีระ แจกบทความให้นักศึกษาได้ช่วยกันวิเคราะห์ เป็นการคิดเป็นระบบ จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้ Context โครงสร้างขององค์กร องค์กรจะหต้องน่าอยู่ เปรียบเสมือนบ้านอันอบอุ่น ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วคล่องตัว ผู้นำกล้าคิดกล้าตัดสินใจกระจายอำนาจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชามากขึ้น Competencies สมรรถนะขององค์กร ผู้นำต้องมีทักษะ มีความรู้ความสามารถที่จะหาวิธีการดำเนินงานอย่างเหมาะสม Motivation- สร้างแรงจูงใจ การทำงานขององค์กรต้องทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย ผู้นำมีการให้ขวัญและกำลังใจผู้ร่วมงาน เพื่อให้งานเป็นไปอย่างราบรื่น อาจารย์จีระกล่าวว่าหากขาดวงใดวงหนึ่งแล้วจะทำให้การทำงานภายในองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จ ในภาคบ่าย กระผมขออนุญาตอาจารย์จีระไปพักผ่อนเนื่องจากกระผมไม่สบาย ผมจึงนำเทปจากรุ่นมาฟัง การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้นำชายและผู้นำหญิง โดยการให้สัมภาษณ์ของดร.กัลยา และผศ.มาลี ซึ่งกระผมขอวิเคราะห์ตามความคิดของกระผมดังนี้ ในอดีตผู้ชายได้รับการยอมรับจากสังคมให้เป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แต่ปัจจุบันและในอนาคตสังคมเปลี่ยนไป ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น การเป็น ส.ส. เป็นนายกเทศมนตรี นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในความคิดของกระผมมีความคิดว่า ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็สามารถจะเป็นผู้นำได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ที่จะเอื้ออำนวย จากการฟังเทปการสัมภาษณ์ระหว่าง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทั้งสองท่านมีทฤษฏี 8 K’s เหมือนกัน สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลทั่วไปที่นักศึกษานำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นันทพล เถาลิโป้ รุ่น 7
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์, ท่านอาจารย์ยม และเพื่อนๆMba ทุกท่าน
วิเคราะห์ผู้นำที่ชื่นชอบพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตรอุดม ตามหลักทฤษฎี 8 K's ของท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ดังนี้
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทุนมนุษย์(Human Capital)</p>
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์ ทรงมีทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทุนความรู้ขั้นพื้นฐาน ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ ทรงได้รับการศึกษาชั้นแรก ในพระบรมมหาราชวัง มีพระยาอิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรางกูร) เป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษา ภาษาอังกฤษกับ Mr.Morant ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ และได้ทรงเข้าเป็นนักเรียน ในโรงเรียนหลวง ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ อยู่จนถึงทรงโสกันต์ และเมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ และศึกษาต่อใน โรงเรียนนายเรืออังกฤษ ทุนทางปัญญา(Intellectual Capital) ทรงเป็นผู้กำหนดริเริ่มแบบสัญญาณธงสองมือ และโคมไฟ ตลอดจนเริ่มฝึกพล “พลอาณัติสัญญา”(ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเห็นได้ว่าทรงเป็นผู้รู้จริง และมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ทุนทางจริยธรรม(Ethical Capital) ทรงมีพระประสงค์ จะให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ได้มีการฝึกหัด ให้มีความชำนาญ และมีพระประสงค์จะเห็นความสามารถ ของเจ้าหน้าที่ด้วย ทรงให้ฝึกหัดหลายอย่าง เช่นฝึกหัดเตรียมรบ หัดทิ้งลูกดิ่ง หัดตีกรรเชียง หัดสละเรือใหญ่ เป็นต้น นับว่าได้ทรงฝึกหัดทหารเรือ และนักเรียนนายเรือให้มีความชำนาญในการรบ และปฏิบัติการด้วยความเข้มแข็ง และมีความอดทนอย่างแท้จริง โดยที่พระองค์ ได้ทรงบัญชาการฝึก ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดตลอด เป็นต้นว่า ช่วยลากเชือกวิ่งในเวลาชักเรือบต และขนถ่ายของจากเรือใหญ่ แม้แต่วิธีปฏิบัติในเรือ เกี่ยวกับการอาบน้ำ หรืออาหาร ก็ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับทหารอื่นๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทหารทั้งหลาย ย่อมเห็นในพระอุตสาหะ และความห่วงใยของพระองค์ ที่มีต่อบรรดาทหารทั้งหลาย ทหารทั้งนั้นจึงได้รัก และเคารพในพระองค์ท่าน อย่างยิ่งประดุจว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งทหารเรือทั้งหลาย และในครั้นทรงศึกษาตำราแพทย์จนชำนิชำนาญและรับรักษาโรคให้กับประชาชนพลเมืองทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ทุนแห่งความสุข(Happiness Capital) จากการที่กรมหลวงชุมพร ทรงมีทุนทางความรู้ มีทุนทางปัญญาและทุนทางจริยธรรมแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานที่จะมีความสุข เพราะท่านทรงประสบความสำเร็จแล้วยังมีความดีงามที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือทรัพยากรส่วนกลาง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ทุนทางสังคม(Social Capital) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทรงแก้ไขปรับปรุงการศึกษา ระเบียบการในโรงเรียนนายเรือทุกอย่าง ทั้งฝ่ายปกครอง และฝ่ายวิชาการให้รัดกุม ทัดเทียมอารยะประเทศ เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน เป็นนายทหารเรือที่มีความรู้ความสามารถเสมอภาคกับนายหทารเรือต่างประเทศ และสามารถทำการแทนในตำแหน่งของชาวช่างประเทศที่รับราชการอยู่ในกองทัพเรือในขณะนั้น</p>
ทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainable Capital) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ แต่พระบารมีของพระองค์ยังคงแผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ คอยปกป้องคุ้มครอง พสกนิกร ดังเช่น อนุสรณ์ที่ปรากฏอยู่อย่างมากมายทั่วประเทศ มีทั้งพระอนุสาวรีย์ พระรูป ศาลกรมหลวงชุมพร พระฉายาลักษณ์ พระสาทิศลักษณ์ เหรียญที่ระลึก ตลอดจนพระนามที่ปรากฏ เป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ เป็นประจักษ์พยานได้ เป็นอย่างดี "...ส่วนตัวเราตายไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือ ทหารเรือไทย..."
ทุนแห่ง IT(Digital Capital) ได้ทรงนำสิ่งใหม่ มาสู่วงการทหารเรืออีก คือ แต่เดิมเรือรบของไทยทาสีขาว พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนสี เรือมกุฎราชกุมาร ให้เป็นสีหมอก ตามแบบอย่างเรือรบอังกฤษ และต่อมาเรือรบทุกลำของไทย ก็ทาสีหมอกมาจนทุกวันนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ทุนแห่งความรู้ ทักษะ ทัศนคติ(Talented Capital)ได้ทรงวางรากฐานที่จะสร้างนายทหารเรือไทยให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ โดยการเพิ่มวิชาสามัญชั้นสูงขึ้นกับวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม นอกจากวิชาการเดินเรือ มีการขยายหลักสูตรกว้างขวางออกไป โดยมีการตั้งโรงเรียนนายช่างกลเป็นครั้งแรก ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญและดียิ่งขึ้น สร้างทุนความรู้ให้กับนักเรียนนายเรือ โดยมีการฝึกให้ทหารเรือไทยเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ ส่วนตัวพระองค์เองครั้นถูกปลดออกจากราชการ ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตำราไทยด้วยพระองค์เอง แสดงว่าพระองค์ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ MBA 6 ID:106142013
</span></span></span></span></font></span></span>