เรียน ท่าน อ.จีระ และอ.ยม ที่เคารพ  และสวัสดีเพื่อนๆ MBA 6 และ 7 ทุกท่าน

  

ก่อนอื่นดิฉันต้องกราบขอโทษท่านอาจารย์ทั้งสองท่านก่อน ที่เมื่อสัปดาห์ที่มา (วันอาทิตย์ที่ 18 มี..2550) ไม่สามารถเข้าเรียนได้เนื่องจากติดภาระงาน และรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เมื่อได้ฟังจากเพื่อนเล่าว่าได้รับความรู้มากมายจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันจึงอาศัยอ่านข้อความและความคิดเห็นต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่ได้เขียนตอบลงมาในบล็อก และต้องขอขอบคุณ คุณพนาวัลย์ คุ้มสุด เป็นอย่างสูง ที่เสียสละเวลาโทรศัพท์มาถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากการเรียน และเล่าถึงสิ่งต่างๆ อย่างรายละเอียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เรียน พร้อมทั้งบทวิเคราะห์ต่างๆ จากเพื่อนที่วิเคราะห์ได้อย่างน่าประทับใจ และตรงตามทฤษฎีโป๊ะเช๊ะของท่านอาจารย์จีระ ขอบคุณพี่วัลย์ค่ะ

 ดังนั้น ในการส่งการบ้านครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตอบจากความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉันเอง ในเรื่องภาวะผู้นำชายและหญิงต่างกันอย่างไร คือ อันดับแรกเลยดิฉันคิดในเรื่องของธรรมชาติที่สร้าง เพศหญิง และเพศชาย ขึ้นมา สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ สรีระ ดิฉันมองในด้านของความคล่องตัว ผู้ชายจะถูกมองว่ามีความคล่องตัวมากกว่าผู้หญิง มีความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทำอะไรที่พวกเรามักจะเรียกว่าบุกป่าผ่าดงได้ดีกว่าผู้หญิง อันดับสองผู้หญิงถูกเลือกให้เป็นเพศที่ให้กำเนิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับหน้าที่ในการให้กำเนิดบุตร ผู้หญิงจึงต้องเสียสละเวลาในการที่ต้องมุ่งความสำคัญไปที่การเลี้ยงบุตร ดังนั้นด้วยธรรมชาติที่สร้างมาให้เพศชายมีความได้เปรียบกว่าเพศหญิง จึงทำให้ผู้ชายได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าเพศหญิงจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำเลย ดิฉันคิดว่าบางสถานการณ์ บางหน่วยงานเพศหญิงก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย เช่นในสถานการณ์ที่ต้องการความโอนอ่อนผ่อนปรน ผู้หญิงจะมีทักษะในการเจรจาที่ละมุนละม่อม และมีการยับยั้งอารมณ์ได้ดีกว่าเพศชาย หรือบางหน่วยงาน เช่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี ผู้หญิงก็จะมีความเหมาะสมที่จะควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย ดังเช่น คุณปวีณา หงสกุล ที่ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อสิทธิเด็กและสตรี ต่อมาดิฉันมองในเรื่องของนิสัยใจคอ  โดยมากแล้วสังคมให้การยอมรับว่าผู้ชาย จะเป็นเพศที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดใจ ในเวลาอันรวดเร็ว และมองสิ่งต่างๆ เป็นมุมที่กว้างกว่าผู้หญิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นการขับรถ การข้าม หรือการแซงผู้ชายจะมีความกล้ามากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงมักจะถูกกล่าวหาอยู่เสมอว่าเป็นคนขับ ในกรณีที่มีรถซักคันขับไม่ดี ทั้งที่ยังไม่ทราบเลยว่าคนขับเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และอีกหนึ่งเรื่องจากการขับรถที่ยกเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องของการมองสิ่งรอบตัว คือ การจำเส้นทาง ผู้ชายจะสามารถจดจำเส้นทางได้เป็นในลักษณะของโครงสร้าง จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะมองสิ่งต่างๆ ได้กว้างกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงเวลาจำทางมักจะจำเป็นจุดหรือเป็นตำแหน่งที่สังเกตได้ง่าย ซึ่งในทางกลับกันดิฉันคิดว่า การที่ผู้หญิงถูกมองแบบนี้ กลับเป็นการบ่งบอกได้ว่าผู้หญิงมีความละเอียด และมีความรอบคอบมากกว่าผู้ชาย เพราะถึงจะช้าแต่ก็ชัวร์ จากการสำรวจจึงพบว่าอุบัติเหตุการณ์มักจะเกิดกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ;)    ส่วนอีกประเด็นหนึ่งดิฉันเห็นด้วยกับคุณชูศักดิ์ (ตี๋เล็ก) เรื่องทุนทางสังคม ที่ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงถูกจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย บางสถานที่ไม่เหมาะที่จะไปเพียงลำพัง เช่น ที่ที่เปิดให้บริการตอนกลางคืน หรือการท่องเที่ยวไปยังที่ที่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงขาดการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผู้ชายมีโอกาสได้เข้าถึงมากกว่า เพราะการมีโอกาสได้ไปในหลายๆ สถานที่ทำให้เราได้รับรู้วิถีชีวิตของคนในทุกระดับ และหลากหลายรูปแบบ และยังได้สังคมที่มากขึ้นอีกด้วย แต่โดยสรุปแล้ว ดิฉันคิดว่าผู้ชายและผู้หญิงมีความสามารถเท่าเทียมกัน จะต่างกันที่โอกาส และความเหมาะสม และที่สำคัญการเปิดรับของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะตัดสินว่าเพศชาย หรือเพศหญิง เพศใดมีความเป็นภาวะผู้นำมากกว่ากัน