อนัตตา

คำนี้มีปรากฎหรือได้เห็นได้ยินกันทั่วไปในหมู่ชนผู้สนใจพระพุทธศาสนา ซึ่งตามคำไทยก็แปลกันว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา ทำนองนี้ ...ความคิดเห็นเรื่องอนัตตาในพระพุทธศาสนานี้ เค้าว่าเป็นจุดเด่นเชิงปรัชญาซึ่งแนวคิดอื่นๆ มักจะมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากนี้...

คำว่า อนัตตา แยกศัพท์ออกมาเป็น น อัตตา อนัตตา  สิ่งใดเป็นอัตตาหามิใด สิ่งนั้นชื่อว่า อนัตตา (ไม่เป็นอัตตา)... ตามหลักไวยากรณ์บาลี นิบาตบอกปฏิเสธคือ (ไม่มี หามิได้)... เมื่อมาสนธิกับคำหลัง (อัตตา) ที่มีสระนำหน้า (อัตตา มีสระ อะ นำหน้า) ให้แปลง เป็น อน... ดังนั้น น + อัตตา = อนัตตา

อนัตตา จึงแปลว่า ไม่เป็นอัตตา มิใช่อัตตา เป็นอัตตาหามิได้ นั่นคือ ปฏิเสธหรือคัดค้าน อัตตา นั่นเอง...ดังนั้น การจะเข้าใจความหมายของ อนัตตา ก็ต้องไปสืบค้นคำว่า อัตตา ตามพื้นฐานเดิม...

ว่าโดยศัพท์ อัตตา ก็มีวิเคราะห์ไว้หลายนัย เช่น

อารมฺมณานิ อทติ อนุโภตีติ อตฺตา สภาวะใดย่อมกิน คือ ย่อมเสวยอารมณ์ทั้งหลาย ดังนั้น สภาวะนั้นชื่อว่า อัตตา (ผู้เสวยอารมณ์) ในความหมายนี้ ท่านขยายความต่อว่า อัตตา ก็คือ จิต นั่นเอง

เคยอ่านหนังสือบางเล่ม (จำชื่อและผู้แต่งไม่ได้ อ่านมานานมากแล้ว เกรงจะอ้างผิด) ท่านอธิบายไว้น่าสนใจ ทำนองว่า...

อัตตา มาจากรากศัพท์ว่า ตนะ ซึ่งได้ในความหมายว่า แผ่ไป ไปด้วยกัน (ประเด็นนี้ค่อยขยายความ)... ท่านว่า คำว่า อัตตา นี้ เป็นคำเดียวกันกับที่เดโมคราตุสนักปรัชญากรีกโบราณใช้เรียก atom ซึ่ง คำนี้แปลว่า แบ่งแยกไม่ได้...

ตามความคิดของเดโมคราตุส เค้าว่า สรรพสิ่งนี้มาจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุด สิ่งนั้นคือ atom ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีกแล้ว ...(atom ตามนัยของเดโมคราตุสต่างจากกรอบความคิดของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันซึ่งอาจแยกออกเป็นอนุภาคย่อยคือ โปรตอน นิวตรอน อิเลคตรอน)

ถ้าว่าโดยอรรถความหมายว่า แบ่งแยกไม่ได้ (atom) กับ ไปด้วยกัน (อัตตา) อาจไม่แตกต่างกัน ...แต่เมื่อพิเคราะห์พิ้นฐานของความคิดทั้งสองฝ่ายกลับแตกต่างกัน...

แบ่งแยกไม่ได้ หรือ ไปด้วยกัน ตามนัยของเดโมคราตุส หมายถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดซึ่งไม่สามารถแบ่งออกต่อไปได้อีกแล้ว ...แต่ตามความเห็นของปรัชญาอินเดียบอกว่า ระหว่างพรหมันกันอาตมันจะต้องเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน ไม่สามารถแบ่งแยกได้ ...ทำนองนี้

คำว่า อาตมัน เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งตรงกับ อัตตา ในภาษาบาลี ...นั่นคือ อัตตา หรือ อาตมัน ไม่สามารถแยกออกไปจากพรหมันได้ ...ทำนองนี้...

ผู้อ่านที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องทำนองนี้ อ่านๆ ไปแล้ว อาจรู้สึกว่าทำท่ามั่ว...ก็ขอสรุปเพื่อทำความเข้าใจง่ายๆว่า จิตวิญญาณของเรานี้แหละ คือ อัตตา หรือ อาตมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนย่อย หรือเป็นสิ่งที่แยกออกมาจากส่วนใหญ่ หรือสิ่งทั้งหมดที่เรียกว่า พรหมัน (ความเห็นเรื่องอาตมันกับพรหมันนี้ก็มีหลายนัย...จะขอละไว้)

พวกเค้าเชื่อว่า จิตวิญญาณของคนเราแต่ละคนนั้นเป็นอัตตา (อาตมัน) ครอบครอง หรือเป็นสิ่งที่อัตตา(อาตมัน) แสดงออกมา...และอัตตา (อาตมัน) นี้ ไม่สามารถเป็นไปโดยอิสระ เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับ พรหมัน หรือไม่สามารถแบ่งแยกออกไปได้จากพรหมัน ทำนองนี้...

คำสอนทางพระพุทธศาสนาคัดค้านเรื่องนี้ โดยเสนอหลักอนัตตาขึ้นมา ซึ่งมีนัยพื้นฐาน ๕ ประการคือ

  • แย้งต่ออัตตา (อาตมัน)
  • ฝืนความปรารถนา
  • ไม่สามารถบังคับได้
  • ไม่มีเจ้าของ
  • เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

หลักพื้นฐานเหล่านี้ เราอาจนำมาประยุกต์เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตได้... ส่วนฝ่ายที่ถกเถียงกันนั้น ก็ให้เค้าถกเถียงกันไปเถิด