รักษาโรคร้ายที่ป่วยหนัก 12 ปี…หายได้

รักษาโรคร้ายที่ป่วยหนัก 12 ปี…หายได้

    กิตติศัพท์ เรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ในสมัยนั้น สามารถรักษาคนป่วยด้วยโรคร้ายที่สังคมรังเกียจให้หายได้แพร่กระจายไปอย่าง รวดเร็ว

ทำให้ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) เดินทางมาวัดปากน้ำเพื่อขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ เพื่อรักษาโรคให้มารดา ตามปกตินั้นถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะไปหานายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละโรค แต่หลวงพ่อท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคทุกโรค ถ้าจะนำเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนของคนที่มาหาหลวงพ่อมาเรียงลำดับเนื้อ เรื่องกันแล้ว ก็จะได้ตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น

- ถ้าเป็น “ผู้ที่กำลังจะแต่งงานกัน” ก็มักจะมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า ผู้ที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นนะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันยืนยาวมีความสุขความเจริญหรือไม่

- บางคู่ที่แต่งงานกันไปแล้วและยังไม่มีบุตร ก็มักจะ “มาขอบุตรกับหลวงพ่อ” ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกสรรวิญญาณดี ๆ มาจุติ

- บางคน “มีลูกหลานแล้วเลี้ยงยากขี้โรค” ก็มายกให้เป็นลูกหลวงพ่อ หรือถ้าลูกหลานว่ายาก ดื้อ ซน ไม่ฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนก็มาขอบารมีหลวงพ่อ

- เมื่อลูกหลานจะเข้าสอบ ไม่ว่าจะสอบในวิชาที่เล่าเรียนหรือสอบแข่งขันเข้าทำงาน ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย

- เมื่อมีปัญหาในการประกอบอาชีพการงาน ก็มาปรับทุกข์กับหลวงพ่อ

- พวกที่เป็นเกษตรกรถ้าประสบภาวะฝนแล้ง ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยทำให้ฝนตก หลวงพ่อ
ท่านก็จะสั่งพวกที่บรรลุวิชชาธรรมกายให้ช่วยเกณฑ์ฝนให้ตกในพื้นที่ที่เขาต้องการ

- ส่วน เกษตรกรบางพวกที่เจอฝนตกหนักน้ำท่วมทำให้พืชผักผลไม้เสียหาย ก็มากราบกรานหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยบำบัดทุกข์ให้หลวงพ่อท่านก็สั่งพวกที่ได้ ธรรมกายให้ช่วยกันเก็บฝนเสีย

- บางคนจะจัดการงานใดที่บ้านในหน้าฝนกลัวฝนตก ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็ช่วยทุกคนไป จนกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาโรคได้ขอฝนได้ เก็บฝนได้

     แม้ปัจจุบันนี้ ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีคนเป็นจำนวนมากมาขอพึ่งบารมีท่านในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่องเหมือนสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่บางคนก็มิใช่ขอธรรมดา แต่ยังบนบานศาลกล่าวด้วย ในสมัยหลวงพ่อยังอยู่นั้น คนที่มาขอบารมีให้ท่านช่วย มิใช่จะให้ท่านช่วยแต่เฉพาะคนเป็นก็หาไม่ “แม้ญาติพี่น้องของคนที่ตายไปแล้วก็ยังมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า วิญญาณไปอยู่ที่ไหน” สุขทุกข์อย่างไรจะทำบุญอะไรไปให้จึงจะเหมาะจะควร

     มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายหลายคนที่ได้สั่งลูกหลานของตนไว้ว่า ถ้าตนสิ้นชีวิตลงแล้วให้นำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดปากน้ำ ทั้ง ๆ ที่วัดปากน้ำไม่มีศาลาตั้งศพ และไม่มีเมรุเผาศพ มีแต่ศาลาการเปรียญเก่า ๆ เป็นศาลาเอนกประสงค์สำหรับใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณรเวลากลาง คืนเป็นที่พักของแม่ชีและเป็นที่ตั้งศพด้วย คืนใดที่มีการสวดพระอภิธรรมศพ หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกายออกไปร่วมฟังสวด ด้วยอย่างน้อย 3 คน เพื่อนั่งเจริญภาวนาเชิญชวนวิญญาณของผู้ตายมารับส่วนบุญกุศล ไม่ว่าวิญญาณนั้นไปสิงสถิตย์ ณ ที่ใดก็ตาม จะอยู่ในสวรรค์หรือไปเป็นเปรตอสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน จะเชิญวิญญาณก่อนอาราธนาศีล หลวงพ่อท่านจะให้จัดหาอาสนะปูเตรียมไว้ให้วิญญาณของผู้ตายนั่ง หลังจากที่พระสงฆ์สวดอภิธรรม สวดสังคหะ หรือสวดพระมาลัยเสร็จจบที่ 1หลวงพ่อท่านจะถามพวกที่ได้ธรรมกายว่า “วิญญาณของผู้ตายมาหรือเปล่า” พวกที่ได้ธรรมกายทั้ง 3 คน จะต้องรู้เห็นและตอบตรงกัน ถ้าตอบไม่ตรงกันหลวงพ่อท่านจะให้นั่งตรวจดูใหม่ ท่านต้องการให้วิญญาณของผู้ตายได้มาสมาทานศีลและฟังสวดพระอภิธรรมด้วย และเมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละจบ ท่านจะถามย้ำทุกครั้ง

     ในสมัยที่ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ยังเป็นแม่ชีเล็ก ๆ เคยถูกหลวงพ่อใช้ให้ไปทำหน้าที่เช่นนี้หลายครั้ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อถามข้าพเจ้าจะรู้สึกกระดากอาย ไม่อยากตอบให้ใครได้ยิน เพราะตอนนั้นยังเด็กมากเกรงว่าตอบไปแล้วจะไม่มีใครเชื่อถือ แต่เมื่อหลวงพ่อใช้ก็จำเป็นต้องทำเพราะกลัวหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้มีใครตายเลย เพราะไม่อยากออกไปนั่งเชิญวิญญาณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้นถ้าได้ประกอบกันทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายผู้รักษาโรคและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกัน มีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน เปรียบเสมือนเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งต้องมีคลื่นตรงกันจึงจะมีหวังหาย มาก วันหนึ่ง ๆ มีผู้มารักษาโรคกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นจำนวนมาก เพราะหลวงพ่อท่านรักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคมะเร็ง วัณโรค อัมพาต โรคประสาท เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หลวงพ่อต้องรักษาคนที่เป็นโรคประสาทนับเป็นร้อย ๆ คน เพราะความตึงเครียด ความทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยสงคราม บางคนก็นอนไม่หลับ คิดมากใจคอหงุดหงิด แต่บางคนก็มีอาการหนักไร้สติสัมปชัญญะ


สำหรับคนที่อาการหนัก หลวงพ่อท่านจะสั่งญาติพี่น้องให้กลับไปและมอบคนป่วยไว้กับท่าน ญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพ่อท่านจะสั่งให้กรอก “ยาผงบาทจิต” ซึ่งท่านสั่งให้ลูกศิษย์ผสมเตรียมไว้ และแก้ด้วยวิชชาธรรมกายด้วยไม่นานคนป่วยก็หาย ญาติพี่น้องพากลับบ้านได้

      ยาผงบาทจิตนี้คณะศิษย์ของหลวงพ่อในปัจจุบัน ยังคงผสมตามตำราของท่านไว้แจกแก่คนทั่วไปอยู่เป็นยาที่รักษาได้หลายโรค ไม่เพียงแต่โรคประสาทเท่านั้น คนที่ผอมแห้งแรงน้อย รับประทานอาหารไม่ได้นอนไม่หลับ ใจคอหงุดหงิดคิดมาก ก็รับประทานได้ ท่านผู้สนใจติดต่อขอได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในยุคนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านให้ตั้งตู้รับใบอาการโรคไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน การเขียนใบอาการโรคต้องแจ้งชื่อ สกุล ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิดและอาการโรคที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ การส่งใบอาการโรคมี 4 เวลา คือ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้คนมาไขตู้ตามเวลานั้นแล้วนำใบอาการโรคแจกจ่ายแก่พวก ที่ได้วิชชาธรรมกายเพื่อแก้โรค ถ้าผู้เป็นลูกมาส่งใบอาการโรคของพ่อแม่ หลวงพ่อท่านมักจะถามว่าอยากให้พ่อแม่หายป่วยหรือไม่ ถ้าอยากให้พ่อแม่หายป่วยก็ทำสมาธิเข้า ถ้าได้สมาธิก็จะได้ช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บของพ่อแม่ได้

     ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองคือในสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุประมาณ 13 ขวบ นั้นมีผู้แนะนำให้มารดาซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปีแล้วให้มารักษากับหลวงพ่อ มารดาของข้าพเจ้านั้นป่วยด้วยโรคซึ่งหมอไม่ทราบสาเหตุ ผอมแห้ง รับประทานอาหารไม่ได้ พยายามหาหมอรักษามานานนับ 10 ปีอาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ไม่ว่าใครจะแนะนำหมอดีที่ไหน บิดาของข้าพเจ้าเป็นต้องมารดาข้าพเจ้าไปรักษาทุกหนทุกแห่ง ต่อมามีผู้แนะนำให้มารักษากับหลวงพ่อ บิดาของข้าพเจ้าจึงพามารดาข้าพเจ้าลงเรือ และนำข้าพเจ้ามาด้วยเพื่อให้มาอยู่ปรนนิบัติมารดา บิดาข้าพเจ้ามาจอดเรือที่หน้าวัด แล้วขึ้นไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ส่วนมารดาของข้าพเจ้ายังคงนอนพักในเรือ ตัวข้าพเจ้าเองมีหน้าที่เขียนใบอาการโรคของมารดาส่งให้แก่หลวงพ่อเป็นประจำ หลวงพ่อท่านก็ถามว่า “เอ็งอยากให้แม่หายไหม” ตอนนั้นข้าพเจ้านึกในใจว่า หลวงพ่อถามได้ ใครจะไม่อยากให้แม่หาย ถ้าหลวงพ่อจะสั่งให้ทำอะไรก็จะทำทุกอย่าง ขอให้มารดาหายป่วยเป็นทำทั้งนั้น หลวงพ่อบอกต่อไปว่า “ถ้าอยากให้แม่หาย เอ็งก็ต้องขึ้นมานั่งภาวนา ถ้านั่งได้ก็จะได้ช่วยแก้โรคให้แม่ แม่เอ็งจะได้มีอายุยืนยาวต่อไป” ตั้งแต่บัดนั้น ข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งภาวนาให้ได้ เพื่อจะได้ช่วยแก้โรคให้มารดา เพราะการเขียนใบอาการโรคส่งทุกวันก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ ไฉนจะคล่องเหมือนจมูกของเราเอง

     วันแรกที่ข้าพเจ้ามาฝึกนั่งภาวนา ข้าพเจ้ารีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกจากแม่ชีมา 1 ถาด เนื่องจากมีนิสัยชอบทำสิ่งใด ๆ ก่อนผู้อื่นข้าพเจ้าจึงรีบลงมาหาที่นั่งตั้งแต่ยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้ากะนั่งให้ได้กึ่งกลางศาลาพอดี โดยกะศูนย์กลางจากธรรมาสน์ไปยังประตูด้านทิศตะวันออกแล้วกะด้วยสายตาจากอา สนสงฆ์ไปยังศาลาด้านใต้ (ธรรมาสน์นี้ ยังคงอยู่ชั้นบนของศาลาการเปรียญสด) แล้วคอยจ้องว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมา วันนั้นหลวงพ่อท่านเดินขึ้นทางด้านหลังของศาลาทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นร่างหลวงพ่อที่กำลังเดินขึ้นมานั้นสว่างไสวสวยงามไปหมดทั้งร่าง สีจีวรก็เหลืองอร่ามสุกใส ตามปกติข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อท่านห่มจีวรสีเหลืองธรรมดา แต่ผิวพรรณของท่านนั้นขาวผ่องมีราศีสวยงามจับตาอยู่แล้ว แต่วันนั้นข้าพเจ้าเห็นท่านมีรัศมีสว่างไสวจับตามากเป็นพิเศษกว่าที่เคยเห็น ข้าพเจ้าตามมองท่านตลอดเวลา ไม่คลาดสายตาเลยจนท่านขึ้นมานั่งบนอาสนสงฆ์กราบพระพุทธรูป แล้วท่านก็กล่าวทักทายปราศรัยถามไถ่เรื่องการปฏิบัติธรรมของบรรดาลูกศิษย์ ที่มาศึกษากับท่านเป็นประจำ ต่อจากนั้นท่านจึงนำกราบพระสวดมนต์แล้วอธิบายวีการนั่งภาวนา เมื่อถึงเวลาเลิกนั่ง หลวงพ่อท่านก็นำกราบพระพร้อมกัน เสร็จแล้วท่านได้เรียกผู้ที่นั่งภาวนาบางคนเข้าไปถามว่าได้รู้เห็นอะไรบ้าง และแล้วท่านก็ชี้มาที่ข้าพเจ้าท่านเรียกว่า “ไอ้เล็กมานี่” ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหาท่าน

     ท่านพูดต่อไปว่า “เอ็งเห็นแล้วใช่ไหม” ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและประหลายใจพร้อมกันว่าทำไมท่านจึงทราบ หลวงพ่อท่านพูดต่อไปว่า “เอ็งได้แล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตายแล้ว เอ็งไปต่อวิชชากับเขา” หลวงพ่อจัดการให้ข้าพเจ้าไปต่อวิชชาในขั้นสูงขึ้นไปจนได้ธรรมกายกับแม่ชี บุญช่วย หลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีบุญช่วยก็ถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาต่อกับแม่ชีญาณี ศิริโวหาร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2519 แล้วในที่สุดมารดาของข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปี ไม่มีแพทย์คนใดสามารถรักษาให้หายได้ แต่มารักษากับหลวงพ่อ 13 เดือนก็หายป่วย มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ โดยมิต้องรับประทานยาใด ๆ เลย สามารถประกอบกิจการงานต่าง ๆ ได้เหมือนสมัยที่ยังมิได้ป่วยมีอายุยืนยาวนานอีก 24 ปีจึงถึงแก่กรรม

     สำหรับตัวข้าพเจ้านั้นเรื่องความพากเพียรก็มีไม่มากเท่าใด เพราะตอนนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมะ และเป็นเด็กมาจากบ้านนอกด้วย แต่ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น เพราะอยากให้แม่หายป่วยจึงได้พยายามตั้งใจและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอน เมื่อได้ธรรมกายแล้ว ข้าพเจ้าจึงทราบว่าการที่เห็นหลวงพ่องดงามสว่างไสวไปทั้งองค์นั้น เป็นเพราะอายตนะที่ดึงดูดใจเปิดรับแล้ว จิตของคนทุกคนจะต้องมีอายตนะประจำ ตามีอายตนะสำหรับดึงดูดรูปหูมีอายตนะสำหรับดึงดูดเสียง จมูกมีอายตนะสำหรับดึงดูดกลิ่น ลิ้นมีอายตนะสำหรับดึงดูดรส กายมีอายตนะสำหรับดึงดูดสัมผัส ใจมีอายตนะสำหรับดึงดูดธรรมารมณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนดอกบัวที่รอสัมผัสแสงอาทิตย์พร้อมที่จะบานรับ อรุณทันที ดังนั้นพอสิ้นคำสอนของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงเห็นดวงแก้วกลมใสปรากฏขึ้นที่ฐานที่ 7 กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ทันที เพราะเวลานั้นจิตมีศรัทธาเต็มที่ ต่อมา “ข้าพเจ้าก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคของมารดาให้หายป่วยได้” เป็นที่น่าสังเกตว่าบุตรหลานซึ่งได้ธรรมกายของคนป่วยจะมีความสามารถในการ รักษาโรคเป็นพิเศษดังนี้ เพราะจิตมุ่งมั่นไปทางเดียว จึงมีพลังมากเสมือนสายน้ำที่ไหลพุ่งไปทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำที่แตกแยกเป็นลำธารสายเล็กสายน้อยฉันนั้น

คุณครูตรีธา เนียมขำ

----------------------------------------------

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ - บุคคลยุคต้นวิชา



ความเห็น (3)

จีรเดช โพธิ์กลิ่น
IP: xxx.123.161.202
เขียนเมื่อ 

ตอนนี้โดนของอยู่ค่ะ มีเส้นผมอยู่ที่คอ ปวดหัวมาก คึนที่ทำก็รู้จักรดี

เคยเราให้คนที่รู้จักรฟังเขาบอกว่ามันหวังผลปรโยชน์จากเรา

คนที่ทำบ้านก็อยู่ใกล้กัน ตอนนี้ลำบากมากค่ะจตะทำอย่างไรดี

chot
IP: xxx.123.112.199
เขียนเมื่อ 

ไปวัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม. ขอพึ่งบารมีหลวงพ่อสดช่วยสิ

Rosarin
IP: xxx.158.166.75
เขียนเมื่อ 

เพิ่มพลังชีวิตใหม่ต่อต้านโรคร้าย ด้วยพลังคอสมิก.....รักษามะเร็งระยะสุดท้าย ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน ติดต่อคุณรสริน line id: jakcosmic