กายสิทธ์ คืออะไร? (ตอนที่ 1)

กายสิทธ์ คืออะไร?
(ตอนที่ 1)

     มีความสำคัญต่อการเจริญวิชชาธรรมกายอย่างไร?

     ๑. จุลจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีอย่างต่ำ
     ๒. มหาจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีชั้นกลาง
     ๓. บรมจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์ ที่มีบารมีชั้น สูง

     มนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีจักรพรรดิทั้ง ๓ พร้อมบริวารชุดหนึ่ง ๆ เป็นผู้เลี้ยง และอาจผลัดเปลี่ยนกันรักษาไปตามคราว ๆ เป็นต้นว่า... คราวใดจุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ และความสุขน้อย คราวใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติและความสุขมัชฌิมาคราว ใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา ก็มีสมบัติและความสุขบริบูรณ์ทุกประการ

     ไม่เลี้ยงรักษาแต่เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น สิ่งไม่มีวิญญาณก็สมบูรณ์เหมือนกัน ถึงแม้สมัยยุคของโลกก็เลี้ยงทั่วไปเป็นสาธารณะเหมือนกัน

     ถ้ายุคใดสมัยใด จุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุขน้อย สมบัติและอาชีพต่าง ๆ ก็อัตคัดกันดารไม่สมบูรณ์

     ถ้ายุคใดสมัยใด มหาจักร กับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็มีความสุข เป็นมัชฌิมาทรัพย์สมบัติและเครื่องกินเครื่องใช้ก็พอปานกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยนัก และ ไม่กันดารนัก พอปานกลาง

     ถ้ายุคสมัยใด บรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็บริบูรณ์ไปด้วยความ สุขทุกประการ ทรัพย์สมบัติ วิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ก็หาได้ง่าย มั่งคั่งสมบูรณ์ไปตาม ๆ กัน ไม่เบียดเบียนกัน

     จักรทั้ง ๓ กับบริวารที่กล่าวมานี้ เฉพาะกายมนุษย์ ส่วนกายอื่น ๆ ก็มีจักรทั้ง ๓ กับบริวารเลี้ยงรักษามีประจำสำหรับทุกกายไปตลอดจนกายสุดหยาบ สุดละเอียดเท่ากันเหมือนกัน ถ้าเลี้ยงกายไหน รูปพรรณสัณฐาน ร่างกายก็เหมือนกายนั้น เช่น จักรเลี้ยงกายมนุษย์และกายทิพย์เลี้ยงกายปฐมวิญญาณหยาบ เลี้ยง กายปฐมวิญญาณละเอียด เลี้ยงกายธรรมเป็นต้นก็มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนกับกายนั้น ๆ แต่ทว่าดีกว่า ใสกว่ากายนั้น ๆ ส่วนรูปร่างเหมือนกับกายที่เลี้ยงนั้น ตลอดจนกายสุดหยาบสุดละเอียด 

     จักรทั้ง ๓ นั้น เหตุใดจึงเรียกนามว่า จักร คือ กายสิทธิ์มีตัวอยู่ในดวงแก้ว ดวงแก้วนั้นเป็นบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยของเขา หมือนมนุษย์อาศัยอยู่บ้านเรือน 

     ภายในดวงแก้วนั้นมีรัตนะเจ็ด คือ แก้ว ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

จักรแก้ว ๑
ช้างแก้ว ๑
ม้าแก้ว ๑
ดวงแก้วมณี ๑
นางแก้ว ๑
คฤหบดี (ขุนคลัง) แก้ว ๑
ขุนพลแก้ว ๑

     ในแก้ว ๗ ประการนี้ จักรแก้วเป็นใหญ่ เป็นประธานในแก้ว ๗ ประการ ทั้งหลายเหล่านั้น ในแก้ว ๗ ประการ เป็นตัวอำนาจ มีสิทธิให้สำเร็จ อำนาจและเกิดการน้อยใหญ่ ดุจดังมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งปวง เพราะเหตุนี้แหละ จักรทั้ง ๓ นั้นจึงได้นามว่า “จักร”

     ความแตกต่างกันของจักรทั้ง ๓ นั้นคือ

     จุลจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาด บริสุทธิ์ ประณีต มีฤทธิ์อำนาจและบริวารน้อยกว่าแก้วมหาจักร

     มหาจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ ประณีตกว่าจุลจักร มีฤทธิ์อำนาจบริวารมากกว่าจุลจักร

     บรมจักร เป็นดวงแก้วกลมใส ขาวสะอาด บริสุทธิ์ประณีตกว่าแก้วมหาจักร มีฤทธิ์อำนาจและบริวาร มากกว่าจุลจักรและมหาจักร

     กายหนึ่ง ๆ ก็มีจุลจักร มหาจักร บรมจักร พร้อมทั้งบริวาร เป็นผู้เลี้ยง มีประจำไปเช่นนี้ทุกกาย กายละพวก ๆ จนสุด หยาบสุดละเอียด ผู้เลี้ยงก็มีไปจนสุดหยาบสุดละเอียดของ กายผู้เลี้ยงเหมือนกัน
ขนาดของจักรทั้ง ๓ กับแก้วบริวาร คือ

     ๑) แก้วจุลจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแววตาดำขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด

     ๒) แก้วมหาจักร และบริวาร ขนาดผลตาลขึ้นไปจนถึงผลมะพร้าวแห้ง

     ๓) แก้วบรมจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจนถึงโตเท่าตะแกรงหรือเท่ากระด้ง

     พวกผู้เลี้ยงหรือที่เรียกว่า พวกกายสิทธิ์นี้ ก็มีธาตุตายธรรมตาย เป็นต้นว่า ภพเป็นที่อยู่เหมือนกับพวกมนุษย์เช่นเดียวกัน

     ธาตุเป็น ธรรมเป็น ก็มีเหมือนกายมนุษย์ คือ มีกาย ใจ จิต วิญญาณ รวมเป็น ๔ อันเป็นที่ตั้งของเห็นจำคิดรู้ มีธาตุคือ ธาตุเห็น ธาตุจำ ธาตุคิด ธาตุรู้ รวมเป็น ๔ และมีดวงคือ ดวง เห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ อีก ๔ รวมเป็น ธาตุ ๑๒ ธรรม ๑๒ (ที่กล่าวมานี้ ปรากฏอยู่ใน หนังสือวิชชามรรค ผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็นตำรา วิชชาธรรมกายขั้นสูง)

     และยังมีกล่าวถึงเรื่อง แก้วกายสิทธิ์ ในหนังสือมรรคผล พิสดาร วิชชาธรรมกายชั้นสูง เล่ม ๑ ของหลวงพ่อมงคล เทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) หน้า ๕๖ ลำดับที่ ๓๓ ดังนี้.....

     นิพพานปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม แก้วกายสิทธิ์ใสสว่างไป ด้วย แก้วกายสิทธิ์ พื้นและอากาศเบื้องบน และข้างขวา ซ้าย ภายในนิพพานนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ทั้งนั้น นิพพานมีลักษณะสัณฐานกลมดังลูกกระสุน (หรือดวงแก้ว) รอบนอกก้อนกลมนั้นเป็นอากาศว่างสะอาดและละเอียด บริสุทธิ์ ก้อนกลมนั้น ลอยอยู่กับอากาศมีอากาศที่ละเอียด สะอาดรองรับอยู่ ภายในก้อนกลมนั้นเป็นเมืองนิพพาน เป็นที่เสด็จอยู่ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตขีณาสพ ทั้งหลาย มากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ พื้น ว่าง และอากาศเป็นพื้นเบื้องบนและอากาศที่เป็นพื้นข้าง ขวา ข้างซ้าย ภายในก้อนกลมนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ ทั้งนั้น มีพระพุทธเจ้านั่งเป็นแถวเรียงกันไปสุดหู สุดตาจะนับ จะประมาณมิได้ มีขนาดองศาเท่า ๆ กัน เกตุดอกบัวตูม เป็นแก้วขาวใส หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เท่ากันที่ เป็นพระพุทธเจ้า เนื้อแก้วก็ใสสะอาด เนื้อแก้วละเอียดก็มี น้ำดี เป็นเพชรชั้นที่หนึ่ง มีแก้วอ่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ ที่เป็น พระสาวกและพระสาวิกา เนื้อแก้วก็ใสละเอียดลงมากกว่า พระพุทธเจ้า เป็นเพชรน้ำที่รอง ๆ กันลงมา และมีแก่อ่อนกว่า กันเป็นชั้น ๆ ตามบารมีแก่อ่อนกว่ากัน หรือตามธาตุอ่อนธาตุ แก่กว่ากัน

     ดูภพ ๓ คือ อรูปพรหมนั้นเป็นรูปอยู่ภายในดวงแก้ว หน้าตักกว่า ๑ คืบ สูง ๑ ศอก นั่งอยู่ภายในดวงแก้วกลม ๆ หุ้ม ห่ออยู่ ตั้งเป็นแถวเป็นแนว เรียงรายไปสุดหูสุดตาเต็มไปหมด ภพทั้ง ๓ คือ อรูปพรหม รูปพรหม กามภพ มีอรูปพรหมเป็นสุด เบื้องบน มีอเวจีนรกเป็นที่สุดเบื้องล่างของภพทั้ง ๓ อรูปพรหมนั้นตั้งลอยอยู่บนอากาศปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม เป็นแก้วกายสิทธิ์เหมือนกันแต่หยาบกว่าชั้นนิพพานลงมาตาม ชั้น พื้นเบื้องล่าง และอากาศเบื้องบน เบื้องขวา เบื้องซ้าย ของอรูปพรหมนั้น สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ แต่หยาบกว่าชั้น นิพพานมาก อรูปพรหมอีก ๓ ชั้น ต่ำลงมากเช่นเดียวกัน แต่ หยาบลงมาเป็นชั้น ๆ ทุกทีตลอดลงมาถึงชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น ไปจนถึงสวรรค์ ๖ ชั้น และชั้นมนุษย์ ฯลฯ

(จากหนังสือมรรค ผลพิสดาร เล่ม ๑ หน้า ๖๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้อีกว่า.......)

มีต่อ >>

 --------------------------------------------------

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธาตุธรรม ๓ ฝ่าย และจักรพรรดิกายสิทธิ์



ความเห็น (3)

นายจิระชัย ปลอดห่วง
IP: xxx.121.23.145
เขียนเมื่อ 

ปุจฉา 1. กายสิทธิ์ทั้งหลายตกอยู่ในกฎเกณฑ์ของวัฏฏะหรือไม่ เพราะอะไร

2. กายสิทธิ์ทั้งหลายถูกครอบงำด้วยกิเลสาสวะหรือไม่ เพราะอะไร

3. กายสิทธิ์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอะไร

ด้วยความเคารพ

เขียนเมื่อ 

วิสัชนา

1. กายสิทธิ์ทั้งหลายตกอยู่ในกฎเกณฑ์ของวัฏฏะหรือไม่ เพราะอะไร

ตอบ ไม่ทราบว่ากฏเกณฑ์ของวัฏฏะที่ว่าคืออะไร เพราะในวัฏฏะนี้มีกฏเกณฑ์มากมายเหลือเกิน และกายสิทธิ์ก็มีทั้งที่อยู่ในวัฏฏะและอยู่นอกภพ ๓

2. กายสิทธิ์ทั้งหลายถูกครอบงำด้วยกิเลสาสวะหรือไม่ เพราะอะไร

ตอบ ข้อนี้ก็ไม่อาจตอบได้ครบรอบด้านได้ แต่พอคุยกันได้ตรงที่ กิเลสเป็นวิชาของธรรมภาคมาร ภาคมารปกปิดไม่ให้เราเห็นวิชชาของธรรมภาคขาว ถ้าว่าตามหลักนี้ก็ถือว่ากายสิทธิ์ก็ถูกกิเลสเล่นงานด้วย คือกายสิทธิ์ส่วนใหญ่ไม่เป็นวิชชาเพราะธรรมภาคกิเลสยังคงปกปิดหรือขัดขวางได้อยู่

3. กายสิทธิ์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอะไร

ตอบ ข้อนี้ก็มิอาจตอบได้ครบทุกด้านอีกเหมือนกัน เพียงแต่พอชี้ได้ว่า บารมีและวิชชาเป็นเรื่องสำคัญ ใครพอมีบารมีรักษาตัวได้ มีวิชชาพอเอาตัวรอดก็พอรักษาตัวได้ แต่แค่พอรักษาตัวอาจไม่พอ ต้องพัฒนาวิชชาและบารมีเพิ่มพูลต่อไปจนกระทั่งพ้นจากอำนาจปกครองของธรรมภาคกิเลส กายสิทธิ์ท่านพอมีวิชชาและบารมีรักษาตัวได้ แต่จะรักษาได้แค่ไหนอย่างไรก็สุดที่จะบรรยายให้ฟังได้

คำตอบอาจไม่ทำให้ท่านแจ้งใจ เพราะผู้ตอบก็ยังด้อยเบาความรู้ จึงตอบเท่าที่พอจะกล่าวได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรขอโปรดจงได้อภัยด้วยนะครับ

IP: xxx.26.211.172
เขียนเมื่อ 

ปมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ